เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 3 พฤศจิกายน 2026 เวลา 19:43.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ 12 คน ( สมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 12 คน )
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,365
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,295
    ค่าพลัง:
    +27,031
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๙


    ​
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,365
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,295
    ค่าพลัง:
    +27,031
    วันนี้ตรงกับวันอังคารที่ ๓ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ เป็น วันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๑๑ ก็แปลว่ากาลกฐินผ่านไป ๘ วันแล้ว

    สำหรับวัดของเรา การเตรียมการเพื่อรับงานเป่ายันต์เกราะเพชร ก็ต้องบอกว่าเริ่มเป็นระบบระเบียบมากขึ้น โดยเฉพาะการเอาบทเรียนเก่า ๆ มาปรับปรุงและแก้ไขใหม่ ส่วนที่ต้องชัดเจนเลยก็คือ "ป้ายสำหรับไปห้องน้ำ"

    เนื่องเพราะว่าห้องน้ำชุดที่ข้างลำห้วยนั้นคนไม่ค่อยจะเดินไปกัน ถ้าหากว่าไม่มีห้องน้ำชุดข้างศาลา ๑๐๐ ปีหลวงปู่สาย คนถึงจะแห่กันไปตรงนั้น ทำอย่างไรที่จะมีป้ายบอกทางให้ชัดเจนจากทุกด้าน แล้วในขณะเดียวกันก็ต้องระมัดระวัง อย่าให้มีใครที่โง่แล้วขยันไปปิดน้ำอีก..! เนื่องเพราะเคยมีญาติโยมคิดว่าทางวัดเปิดน้ำทิ้งไว้ แล้วไปปิดวาล์วหลัก ทำให้ขาดน้ำ แล้วคนต่อ ๆ ไปก็ใช้ห้องน้ำไม่ได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีคนคอยดูแลอยู่บริเวณนั้นเลย

    อีกส่วนหนึ่งก็คือเรื่องของอาหารโรงทาน ซึ่งไม่มีปัญหาในการกิน แต่มีปัญหาเรื่องขยะ..! ต้องจัดการจัดเก็บให้ทันกับเวลาด้วย โดยเฉพาะบรรดาผู้มักง่าย กินแล้วก็กองไว้รอบข้างที่ตัวเองนั่ง ทั้ง ๆ ที่ถุงดำก็มีผูกไว้ทั่วไปหมดแต่ไม่ใส่ บุคคลที่มักง่ายประเภทนี้มีในทุกที่และมีมากด้วย ต้องลำบากพวกเราหาทีมงานมาช่วยกันเก็บ ไม่อย่างนั้นแล้ว ก็อาจจะก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของแมลงวันอีก เพราะว่าถ้ามีอาหารทิ้งไว้แค่วันสองวัน แมลงวันก็จะแห่กันมาแล้ว..!

    ส่วนในเรื่องของบายศรีนั้นน่าเห็นใจมาก เนื่องเพราะว่า "หลวงพ่อเอ" (พระมหานันทวัฒน์ เขมธมฺโม ป.ธ. ๖) วัดปากน้ำภาษีเจริญ ท่านก็ว่าชาตินี้เกเรน้อยแล้ว แต่เศษกรรมก็ยังพาป่วยไม่เลิก และป่วยหนักเสียด้วย แต่ท่านก็ยังใจสู้ อุตส่าห์จะมาช่วยในการจุดธูปเทียนในรอบการเป่ายันต์เกราะเพชรให้ ต้องขอบคุณในกำลังใจของท่าน ที่ไม่ได้ห่วงร่างกายของตนเองว่าจะถึงแก่ชีวิตลงไปหรือเปล่า ? หากแต่ว่าเอางานเป็นหลักไว้ก่อน

    ต้องบอกว่ากำลังใจประเภทนี้ที่กระผม/อาตมภาพต้องการ เนื่องเพราะว่าตนเองก็เอางานเป็นหลักเหมือนกัน ถึงเวลาเจ็บไข้ได้ป่วยแค่ไหน ก็สั่งร่างกายว่า "เอ็งรอไปก่อน ทำงานเสร็จแล้วค่อยมาป่วยต่อ" เพียงแต่ว่าถ้าพวกเราสมาธิไม่ทรงตัว โอกาสที่จะทำอย่างนี้เป็นไปได้ยากมาก เพราะว่า
    ถ้าไม่มีสมาธิหนุนเสริม โดยเฉพาะอานาปานสติในการระงับกายสังขาร ยากที่จะทนต่อความเจ็บปวดต่าง ๆ ได้
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,365
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,295
    ค่าพลัง:
    +27,031
    กระผม/อาตมภาพเองนั้น ในยุคแรก ๆ ที่ฝึกฝนอยู่ ก็ใช้วิธีทำฟันโดยที่หมอฟันไม่ต้องฉีดยาชา เนื่องเพราะว่าเป็นการผ่าฟันคุด แม้ว่าตอนนั้นทรงอารมณ์แล้วจะไม่รู้สึกรู้สาอะไร แต่หลังจากที่ทำเสร็จแล้ว ปวดแก้มโย้ไปเป็นวัน ๆ ก็แปลว่าอย่าได้คลายสมาธิออกมาเป็นอันขาด..!

    หรือไม่ก็อย่างที่เคยผ่าตัดเล็ก เนื่องเพราะว่าไปตกเขาในช่วงเดินป่า แล้วกระแทกกับก้อนหินจนเกิดรอยช้ำกลัดหนอง ลูกใหญ่มาก คุณหมอทำการฉีดยาชาแล้วผ่าเอาหนองออกให้ กระผม/อาตมภาพก็คุยกับหมอไปเรื่อย แล้วท้ายที่สุด ก็บอกกับหมอว่า "ดูท่ายาชาจะไม่ออกฤทธิ์ เนื่องเพราะว่ารู้สึกเจ็บเต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลย..!"

    ทำเอาหมอตกใจ เมื่อพิจารณาแล้วคุณหมอบอกว่า "น่าจะเป็นเพราะฉีดเข้าไปบริเวณที่บวมเป็นหนอง ทำให้ยาชาไม่ออกฤทธิ์" หมอก็เลยต้องขอฉีดซ้ำที่รอบนอก แล้วก็ยังบ่นว่า "แล้วทำไมท่านถึงคุยกับผมหน้าตาเฉย ? ปกติถ้าผ่าสดแบบนั้น คนไข้ต้องโวยวายขนานใหญ่แล้ว..!"

    จึงเป็นเรื่องที่ยืนยันได้ว่า ถ้าทุกคนสามารถทรงสมาธิจิตได้คล่องตัว เรื่องการระงับกายสังขารต่าง ๆ จะเป็นเรื่องปกติ แต่จะไม่ปกติตรงที่ว่า
    ถ้าหากท่านทั้งหลายทำไปถึงตรงจุดนั้นแล้ว ลืมพิจารณาเห็นความปกติของร่างกาย ก็คือเกิดอะไรขึ้นกูทนได้ทั้งนั้น ลืมพิจารณาไปถึงความไม่ดีของร่างกายที่ก่อทุกข์ก่อโทษให้กับเรา ก็เท่ากับเสียของเปล่าไปเลย..!

    ดังนั้น..สำหรับนักปฏิบัติแล้ว ถ้าหากว่าเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา จะเป็นเครื่องวัดที่ดีที่สุดว่า กำลังในการปฏิบัติธรรมของเราไปถึงระดับไหน ? สามารถที่จะระงับกายสังขาร หรือว่าสามารถที่จะปล่อยวางได้เท่าไร ? ถึงเวลาเกิดเหตุแบบนั้น เราจะเห็นต้นทุนของตนเองได้อย่างชัดเจน

    และก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายว่า
    พวกเราส่วนใหญ่แล้วไม่ถนัดในการพิจารณา อย่าลืมว่าถ้าเราเอาแต่ใช้สมาธิกดกิเลสไว้ ถ้าหากว่ากิเลสตีกลับเมื่อไร เราก็เดือดร้อนสาหัส..! แต่ถ้าหากว่าเรารู้จักภาวนาแล้วใช้กำลังที่ได้ไปพิจารณา ก็จะมองเห็นอย่างชัดเจนว่า คำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นของจริงของแท้ขนาดไหน ? แล้วก็น้อมใจยอมรับนับถือตามนั้น ถ้าทำได้ในลักษณะนี้ เราก็สามารถก้าวข้ามกำลังใจขึ้นไปเรื่อย ๆ จนท้ายที่สุด สามารถปล่อยวางภาระทั้งปวง ยอมรับกฎของกรรม เราก็สามารถที่จะล่วงพ้นจากกองทุกข์เข้าสู่พระนิพพานได้
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,365
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,295
    ค่าพลัง:
    +27,031
    เรื่องของการปฏิบัติว่าไปจนถึงจุดสุดท้ายแล้ว ก็มาเอาเรื่องทางโลก ๆ บ้าง ก็คือกระผม/อาตมภาพได้บอกให้ "น้อง" (นางสาวศศิญาณ์ ภักดีธาดาวรากุล) แม่ของ "น้องต้นหอม" (เด็กหญิงลลินดา ภักดีธาดาวรากุล) และ "น้องต้นน้ำ" (เด็กชายพัชรกฤต ภักดีธาดาวรากุล) ว่า "ให้เลิกจ่ายเงินรายวันให้ลูกได้แล้ว แต่ว่าให้จ่ายเป็นรายอาทิตย์หรือว่ารายเดือนแทน" เพราะว่าถ้าเราจ่ายเงินเป็นรายวัน เด็กจะไม่รู้จักคิด ไม่รู้จักใช้จ่าย ประมาณว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ได้อีก จะกลายเป็นคนใช้เงินไม่รู้จักคิดวางแผน

    ในอันดับแรก ถ้าเราให้เป็นอาทิตย์ ก็คือจันทร์ถึงศุกร์เคยได้จำนวนเท่าไร จ่ายไปทีเดียว แล้วให้เขาบริหารจัดการกันเอง ก็แปลว่าถ้าไม่ใช่วันจันทร์หน้าก็จะไม่มีเงิน เด็ก ๆ ก็จะรู้จักบริหารจัดการ ส่วนที่จะใช้หมดหรือว่ามีเหลือ ก็ขึ้นอยู่กับจริตนิสัยของเด็ก ๆ เอง แล้วก็ค่อยขยายออกไป อย่างเช่นว่าจ่ายเป็นราย ๒ อาทิตย์ หรือจ่ายเป็นรายเดือน ก็จะทำให้เด็กรู้จักบริหารจัดการเงินของตนเอง

    แต่ต้องกำชับไปว่า ถึงให้เงินก้อนไป ก็อย่าพกไปโรงเรียนทั้งหมด เนื่องเพราะแม้ว่าจะเป็นโรงเรียนสีขาวก็จริง แต่เราอาจจะไม่รู้ว่ามีใครหมายตาเอาไว้หรือเปล่า ? เพราะว่าถ้าเห็นเด็กมีเงินมาก บรรดาพวกค้ายาเสพติดอาจจะสอดแทรกเข้ามาได้ แล้วถ้าเผลอไปอาจจะถึงขนาดติดยา เสียผู้เสียคนไปเลย เรื่องส่วนนี้ผู้ใหญ่ต้องช่วยดูแลและบอกกล่าว ส่วนเรื่องการใช้เงิน ปล่อยให้เด็กตัดสินใจกันเอง

    พ่อแม่ของเราโดยเฉพาะคนไทย มักจะดูแลลูกอยู่ในลักษณะที่ฝรั่งเรียกว่า "สปอยล์" ก็คือบริการแทนทุกอย่าง กระผม/อาตมภาพเจอเด็กขนาดเรียนปี ๑ ปี ๒ อุดมศึกษา คือ ปริญญาตรีแล้ว แม่ยังวิ่งไปส่งที่โรงเรียนอยู่ทุกวัน จนกระผม/อาตมภาพต้องโวยใส่หน้าว่า "ลองคิดดูว่า ถ้าเราตายวันนี้แล้วลูกจะทำอย่างไร !?" หลังจากนั้นไม่นาน เด็ก ๆ ก็มาขอบคุณหลวงพ่อ บอกว่า "ถ้าไม่มีหลวงพ่อ ชีวิตนี้ก็อาจจะนั่งรถเมล์ไม่เป็น..!"
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    25,365
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,295
    ค่าพลัง:
    +27,031
    หรือไม่ก็มีโยมอยู่ท่านหนึ่ง ถึงขนาดอายุ ๓๐ กว่าแล้ว พ่อยังไปส่งที่ทำงานทุกวัน โยมท่านนี้ถึงขนาดแยกไม่ออกว่าวัวกับควายต่างกันอย่างไร !? กระผม/อาตมภาพอาจจะเคยเล่าให้ฟังไปบ้างแล้ว เพื่อนรุ่นพี่อุตส่าห์แนะนำง่าย ๆ ว่า "ส่วนใหญ่ควายจะเป็นสีดำ และวัวจะเป็นสีน้ำตาล" ยายนั่นก็บังเอิญดวงซวย ไปเจอวัวสีดำเข้า..! แล้วก็รำพึงรำพันกับตัวเองว่า "เจ้าตัวนี้สีดำ..ต้องเป็นควายแน่ ๆ เลย" รุ่นพี่ได้ยินเข้าก็เลยบอกว่า "มันจะเป็นควายหรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่มึงน่ะเป็นควายแน่นอน..!"

    เรื่องแบบนี้ พวกเราถ้าไม่รู้จักคิดเผื่อไว้ ลูกหลานของเราก็จะทำอะไรไม่เป็น โดยเฉพาะยุคนี้สมัยนี้ การเรียนเลวร้ายมาก อยากรู้อะไรก็ถาม AI แต่ไม่สามารถที่จะกรองได้ว่า
    ข้อมูลที่ AI ให้มานั้นถูกหรือผิด ? แล้วถ้าหากว่า AI ให้ข้อมูลผิด ๆ ก็เข้าป่าเข้าดงกันไปเลย..!

    เหตุที่ต้องมาบอกมากล่าวพวกเรา ก็เพราะว่าโดยเฉพาะท่านทั้งหลายที่เป็นพระ ไม่ช้าก็เร็ว ญาติโยมก็จะมาปรึกษาหารือเรื่องทางบ้าน เรื่องครอบครัว ถ้าเป็นไปได้ จะได้มีประสบการณ์ไปบอกกล่าวให้กับเขาบ้าง

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันอังคารที่ ๓ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

กำลังโหลด...