ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

ขณะนี้มีคนกำลังดูกระทู้นี้อยู่ 12 คน ( สมาชิก 0 คน และ บุคคลทั่วไป 12 คน )
  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,791
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อีลอน มัสก์ แซะ 'มูเกช อัมบานี' นายกฯ ตัวจริงของอินเดีย ส่องรอยร้าวทุนใหญ่ และกับดักตลาด 1,400 ล้านคน

    เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม อีลอน มัสก์ (Elon Musk) โพสต์ข้อความประชดประชันผ่าน X ถึง มูเกช อัมบานี (Mukesh Ambani) มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งกลุ่มบริษัท Reliance ว่า "คุณต่างหากคือเจ้านายที่แท้จริงของอินเดีย" พร้อมเรียกร้องให้ยึดหลักแข่งขันเสรี ปล่อยให้ สตาร์ลิงก์ (#Starlink) เข้าไปให้บริการอินเทอร์เน็ตดาวเทียม การเคลื่อนไหวครั้งนี้ได้กะเทาะเปลือกความสัมพันธ์ซับซ้อนระหว่าง "กลุ่มทุนผูกขาดกับอำนาจรัฐ" ในอินเดียอย่างตรงไปตรงมา

    1. สตาร์ลิงก์ติดหล่ม 5 ปี: การชนกันของเทคโนโลยีและเจ้าถิ่น

    มัสก์พยายามดันสตาร์ลิงก์เข้าอินเดียมานานถึง 5 ปี แม้จะทำตามเงื่อนไขทางกฎหมาย ทั้งระบบความมั่นคงและการกักเก็บข้อมูลภายในประเทศ (Data Localization) แต่ยังไม่สามารถเปิดให้บริการแก่ประชาชนทั่วไปได้ เนื่องจากตลาดบรอดแบนด์กว่า 80% (ผู้ใช้ราว 910 ล้านคน) ถูกควบรวมโดย Jio ของอัมบานี และ Bharti Airtel

    ขณะที่รัฐบาลอินเดียและนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี (Narendra Modi) ชี้แจงว่า ทุกบริษัทต้องผ่านการประเมินความมั่นคงอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะการรักษา "อธิปไตยเหนือเครือข่าย" ในยามวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์

    2. บทเรียนเศรษฐกิจ: กับดักตลาดอินเดียและทุนผูกขาด

    ความตึงเครียดยังสะท้อนผ่าน เทสลา (Tesla) ที่เผชิญภาวะชะงักงัน หลังเปิดโชว์รูมมากว่าหนึ่งปีแต่ทำยอดขายได้เพียงราว 1,000 คัน จนต้องพับแผนการลงทุนตั้งโรงงาน ปรากฏการณ์นี้สะท้อนบทเรียนสำคัญ 3 ข้อ:

    -ตลาดใหญ่ไม่ได้แปลว่าง่าย: ประชากร 1,400 ล้านคนมาพร้อมกำแพงภาษีสูง กำลังซื้อที่เหลื่อมล้ำ และเงื่อนไขการลงทุนที่ซับซ้อน

    -ทุนใหญ่ใกล้ชิดรัฐทำลายการแข่งขัน: เมื่อกลุ่มอภิสิทธิ์ชน (Oligarchs) ถือครองสิทธิ์และใบอนุญาตผ่านความสัมพันธ์ทางการเมือง โอกาสของทุนต่างชาติและผู้ประกอบการรายย่อยจะถูกปิดกั้น

    -ความเสถียรของกฎเกณฑ์คือหัวใจ: การบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียมและเป็นธรรมคือดรรชนีชี้วัดความน่าเชื่อถือของการลงทุนระยะยาว

    นี่คือ "การต่อรองแบบแข็งชนแข็ง" (Hardball Negotiation) ระหว่างมัสก์ที่ถือไพ่ด้านเทคโนโลยี กับอินเดียที่ถือไพ่การเข้าถึงตลาดและความมั่นคง โอกาสในอินเดียจึงไม่ใช่ทั้งสรวงสวรรค์หรือวิกฤตเลวร้าย หากแต่เป็นเวทีการต่อรองที่ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมถอยให้กันแม้แต่ก้าวเดียว

    #ChinaFocus # ElonMusk #อินเดีย

    Ref.: The Times of India/Indian Express

    https://www.facebook.com/share/p/1F5fQKat3j/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,791
    ค่าพลัง:
    +97,153
    วอชิงตันลุยเชือด 9 มหาวิทยาลัยท็อปโลก ปมทุจริตวีซ่านักศึกษา จับตาความเชื่อมโยงกับจีน

    รัฐบาลสหรัฐฯ เปิดฉากยุทธการปราบปราม "การทุจริตวีซ่าแลกเปลี่ยน" (Visa Fraud Crackdown) ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ (US Department of Labor) ประกาศสอบสวนเชิงลึกและออกหมายเรียกแก่ 9 มหาวิทยาลัยระดับท็อปของประเทศ พร้อมสั่งระงับสิทธิ์การขอใบถิ่นที่อยู่ถาวร หรือ กรีนการ์ด (Green Card) ผ่านโปรแกรม PERM ของยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีอย่าง ไมโครซอฟท์ (Microsoft) รวมถึงบริษัทไอทีข้ามชาติชั้นนำอีกหลายแห่ง โดยอ้างอิงนโยบายคุ้มครองแรงงานอเมริกันเป็นหลัก

    ในการแถลงข่าวอันดุดันซึ่งมี เจดี แวนซ์ (JD Vance) รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนขนาบข้าง แอนโทนี ดีเอสโปซิโต (Anthony D'Esposito) จัสติสและจเรตำรวจกระทรวงแรงงาน (Inspector General) ได้เปิดเผยรายชื่อ 9 สถาบันอุดมศึกษาที่เป็นเป้าหมายการสอบสวน ได้แก่:

    ฮาร์วาร์ด (Harvard), เยล (Yale), สแตนฟอร์ด (Stanford), บราวน์ (Brown), มหาวิทยาลัยพิตต์สเบิร์ก (University of Pittsburgh), ยูซี เดวิส (UC Davis), แคลเทค (Caltech), แอริโซนาสเตต (Arizona State) และ เอ็มไอที (MIT)

    1. บดขยี้วีซ่า J-1 ในมหาวิทยาลัย: "ชื่อบนตึกหรู ไม่ใช่ตั๋วรอดคุก"

    ประเด็นหลักของการสอบสวนครั้งนี้มุ่งเป้าไปที่ วีซ่าประเภท J-1 ซึ่งเป็นวีซ่านักเรียนแลกเปลี่ยน นักวิจัย และอาจารย์ต่างชาติ โดยสถิติล่าสุดชี้ว่ามีผู้ถือวีซ่า J-1 ในสหรัฐฯ กว่า 300,000 คน และคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 60% ของบุคลากรในมหาวิทยาลัยบางแห่ง

    รองประธานาธิบดี แวนซ์ กล่าวกล่าวหาว่า สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาเหล่านี้แอบอ้างโปรแกรมวีซ่า J-1 เพื่อนำเข้าแรงงานวิชาการราคาถูกจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศจีน เพื่อ "กดค่าจ้างนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาและนักวิจัยชาวอเมริกัน"

    ด้าน ดีเอสโปซิโต อดีตนายตำรวจสืบสวนแห่งนครนิวยอร์ก (NYPD) ได้ส่งสัญญาณเตือนอย่างแข็งกร้าวถึงผู้บริหารมหาวิทยาลัยว่า:
    "ไม่มีใครได้รับตั๋วรอดคุกเพียงเพราะชื่อของคุณถูกสลักไว้บนตึกราคาแพง ผมไม่สนว่ามหาวิทยาลัยจะทรงเกียรติแค่ไหน ไม่สนว่ากองทุนบริจาค (Endowment) จะใหญ่เท่าใด หรือคุณจะมีนักการเมืองหนุนหลังกี่คน หากคุณทำผิดกฎหมายและทำลายคนอเมริกัน ผมจะใส่กุญแจมือคุณด้วยตัวเองที่ลานมหาวิทยาลัย"

    นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานยังได้ตั้ง ชุดปฏิบัติการพิเศษปราบปรามการทุจริตวีซ่า (Visa Fraud Strike Team) เพื่อขยายผลการสอบสวนในสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ

    2. ดับฝันกรีนการ์ดบิ๊กเทค: ดัดหลังไมโครซอฟท์และไอทีข้ามชาติ

    ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ขยายผลยุทธการสกัดแรงงานต่างชาติเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยกระทรวงแรงงานได้สั่งระงับสิทธิ์ ไมโครซอฟท์ (Microsoft) และ อะโดบี (Adobe) รวมถึงบริษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ด้านไอทีอีก 6 แห่ง (เช่น Infosys, TCS, Wipro, Cognizant, HCL, Capgemini) ไม่ให้ยื่นขอการรับรองตราสารแรงงานถาวร หรือ PERM (Permanent Labor Certification) สำหรับพนักงานต่างชาติชั่วคราว

    การสั่งแช่แข็ง PERM ดังกล่าว ส่งผลให้เส้นทางการแปลง วีซ่าทำงาน (H-1B) ไปสู่การเป็น พลเมืองถาวร (Green Card) ผ่านวีซ่าประเภท EB-2 และ EB-3 ของพนักงานต่างชาติในบริษัทเหล่านี้ต้องถูกระงับโดยไม่มีกำหนด

    แวนซ์ ระบุถึงสาเหตุการลงโทษไมโครซอฟท์ไว้อย่างดุเดือดว่า:
    -อัตราการทดแทนแรงงาน: ในขณะที่ไมโครซอฟท์สั่งปลดพนักงานอเมริกันราว 6,000 คน แต่บริษัทกลับยื่นขอวีซ่า H-1B และกรีนการ์ดรวมกันมากกว่า 9,000 ตำแหน่ง

    -วาทกรรมแรงงานทาส: "หากคำนวณตัวเลข พนักงานอเมริกันทุกๆ 1 คนที่ถูกไล่ออก ไมโครซอฟท์กลับเอาแรงงานทาสต่างชาติ (Foreign Indentured Servants) เข้ามาแทนที่ถึง 1.5 คน สารของเราถึงไมโครซอฟท์คือ คุณเป็นบริษัทอเมริกันที่ยิ่งใหญ่ แต่คุณต้องจ้างแรงงานอเมริกันที่ยิ่งใหญ่ก่อน"

    มาตรการครั้งนี้ไม่เพียงแต่เขย่าโครงสร้างการวิจัยและพัฒนา (R&D) ของมหาวิทยาลัยชั้นนำที่พึ่งพาบุคลากรต่างชาติสาย STEM เป็นหลักเท่านั้น แต่ยังสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ต่อโมเดลการดึงดูดบุคลากรระดับสมองไหล (Brain Drain) ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสหรัฐฯ ซึ่งในระยะยาวอาจบีบให้บริษัทข้ามชาติและนักวิจัยระดับโลกต้องพิจารณาย้ายฐานการพัฒนานวัตกรรมไปสู่ประเทศอื่นที่มีนโยบายเปิดรับมากกว่า

    #ChinaFocus #กรีนการ์ด #มหาวิทยาลัยแนวหน้าของโลก #วีซ่าJ1 #J1Visa

    Ref.: Forbes/New York Post

    https://www.facebook.com/share/p/1Kih1proSG/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,791
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ศาสตราจารย์ฮาร์วาร์ดเตือน: "ประชาธิปไตยสหรัฐฯ กำลังล่มสลายและไม่มีวันเหมือนเดิม"

    การจับกุมสื่อมวลชนอย่าง ดอน เลมอน (Don Lemon) อดีตผู้ประกาศข่าว CNN และ จอร์เจีย ฟอร์ด (Georgia Fort) นักข่าวอิสระอย่างอุกอาจ หลังรายงานข่าวการประท้วงต่อต้านหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) ณ คริสตจักรแห่งหนึ่งในเมืองมินนิแอโพลิส ได้จุดชนวนข้อถกเถียงครั้งใหญ่ โดย สตีเวน เลวิตสกี (Steven Levitsky) ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและผู้เขียนหนังสือ How Democracies Die ได้ออกมาเตือนผ่านสื่อ Status ว่า สหรัฐฯ กำลังเบี่ยงทิศทางออกจากระบบ #ประชาธิปไตย ดั้งเดิม เข้าสู่ระบอบการปกครองรูปแบบใหม่ที่มีลักษณะ #อำนาจนิยม อย่างสมบูรณ์

    1. การเผชิญหน้าบนท้องถนนและการล่มสลายของบรรทัดฐาน

    เลวิตสกีชี้ให้เห็นว่า การคุกคามและคุมขังนักข่าวของรัฐบาลสหรัฐฯ ในปัจจุบันเข้าข่ายพฤติกรรมระดับ "#รัฐอำนาจนิยม" (Authoritarian Regime) พร้อมเปรียบเทียบกับวิกเตอร์ ออร์บาน (Viktor Orbán) นายกรัฐมนตรีสายอนุรักษนิยมประชานิยมของฮังการี ซึ่งแม้จะแปรรูปศาลและระบบการเลือกตั้งจนเสื่อมถอย แต่ออร์บานก็ยังไม่เคยใช้วิธีจับกุมนักข่าว หรือใช้กำลังกึ่งทหารปิดหน้าพร้อมอาวุธหนักอุ้มประชาชนบนท้องถนนในระดับที่ปรากฏในสหรัฐฯ

    ความสุ่มเสี่ยงนี้สะท้อนว่า รัฐบาล #สหรัฐฯ กำลังก้าวผ่านการใช้นโยบายตอบโต้ ไปสู่การเป็น "#รัฐตำรวจ" (Police State) ที่ใช้อำนาจเด็ดขาดปิดปากสื่อมวลชนและสิทธิการแสดงออก

    2. นโยบายรัดเข็มขัด (Austerity): รากฐานความถดถอยทางประชาธิปไตย

    วิกฤตความเสื่อมถอยไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะตัวบุคคลหรือรัฐบาลบริหารงานผิดพลาด แต่มีรากฐานสะสมมาหลายทศวรรษ คลารา มัตเตอี (Clara Mattei) นักประวัติศาสตร์เศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยทัลซา วิเคราะห์ไว้ในหนังสือ The Capital Order ว่า นโยบายรัดเข็มขัดแบบเสรีนิยมใหม่ (Neoliberal Austerity) ทำหน้าที่เป็น "สงครามชนชั้นฝ่ายเดียว" (One-sided Class Warfare)
    -ทำลายสิทธิและสวัสดิการ: นโยบายการคลังที่เข้มงวดตัดลดบริการสาธารณะ ทำให้ชนชั้นแรงงานตกอยู่ในภาวะเปราะบางและต้องพึ่งพาระบบตลาดอย่างจำกัด
    -ลดทอนพลังทางการเมือง: ภาวะความยากลำบากทางเศรษฐกิจทำหน้าที่สยบและตัดกำลังประชาชนจากการรวมตัวเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อต้านระบบทุนนิยม
    -ปูทางสู่อำนาจนิยม: เมื่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจกลวงเปล่า รัฐจึงต้องพึ่งพากลไกการปราบปรามและอำนาจตำรวจเพื่อรักษาความสงบและระเบียบทุนนิยมเอาไว้

    ความเสียหายที่ไร้ทางเยียวยา
    เลวิตสกีสรุปไว้อย่างน่าพรั่นพรึงว่า แม้ในสถานการณ์ที่ดีที่สุดที่ประชาชนจะสามารถใช้วิธีการเลือกตั้งลงมติขับไล่กลุ่มอำนาจนิยมออกไปได้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสหรัฐฯ จะสามารถหมุนเวลากลับไปสู่ประชาธิปไตยที่มีเกราะคุ้มกันทางรัฐธรรมนูญอันเข้มแข็งแบบเดิมได้อีกต่อไป

    บรรทัดฐานทางประชาธิปไตย (Democratic Norms) ได้ถูกทำลายแหลกสลาย กฎเกณฑ์ถูกบิดเบือน และการใช้อำนาจเกินขอบเขตได้กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่เรียบร้อยแล้ว สหรัฐฯ จึงไม่ได้เพียงแค่เผชิญวิกฤตการเมืองชั่วคราว แต่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ของโครงสร้างการปกครองที่สูญเสียสปิริตแห่งเสรีภาพไปอย่างสิ้นเชิง

    #ChinaFocus

    https://www.facebook.com/share/p/1JSvVXoPPd/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,791
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เจาะกลไกสหรัฐฯ อุ้มอิสราเอลและพลังขับเคลื่อนหลังฉากตัวจริง

    เดือนมกราคมปี 1948 ณ โรงแรมเชอราตัน แบล็กสโตน (Sheraton Blackstone Hotel) กรุงชิคาโก ที่ประชุมประจำปีของสมาพันธ์การกุศลชาวยิวทั่วสหรัฐฯ กำลังดำเนินไป บนเวทีปรากฏร่างของหญิงสาวผู้คีบบุหรี่ไว้ในมือ เธอบินตรงมาจากปาเลสไตน์เพื่อเอ่ยปากขอเงินจำนวน 25 ถึง 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับจัดซื้ออาวุธ เธอคือ โกลดา เมเยอร์สัน (Golda Meyerson) ผู้ซึ่งอีกแปดปีต่อมาได้เปลี่ยนมาใช้สกุลภาษาฮีบรู และเป็นที่รู้จักในนาม โกลดา เมอีร์ (#GoldaMeir) อดีตนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของ #อิสราเอล

    ใช้เวลาไม่นานหลังการปราศรัย สมาคมระดมทุนชาวยิวในชิคาโกได้เดินทางไปธนาคารเพื่ออนุมัติเงินกู้ 5 ล้านดอลลาร์ให้เธอทันที ก่อนที่เธอจะเดินทางเดินสายต่ออีก 19 เมือง จนกระทั่งถึงเดือนมีนาคม ยอดเงินในมือเธอก็พุ่งสูงถึง 50 ล้านดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นเกือบสองเท่าของเป้าหมายตั้งต้น เดวิด เบน-กูเรียน (David Ben-Gurion) เคยกล่าวไว้ว่า เมื่อประวัติศาสตร์ถูกบันทึก จะต้องจารึกว่ามีผู้หญิงยิวคนหนึ่งเป็นผู้หาเงินทุน จนทำให้ประเทศนี้เกิดขึ้นได้

    ในเวลานั้น ชาวยิวอเมริกันมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการระดมทุนและการจัดหาอาวุธผ่านเครือข่ายองค์กรชุมชน ทว่า หากวิเคราะห์ว่าการที่อิสราเอลยืนหยัดอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ เป็นผลมาจากความมั่งคั่งและการศึกษาที่เหนือกว่าของประชากรยิวในสหรัฐฯ (ซึ่งมีจำนวนราว 7.5 ล้านคน หรือคิดเป็น 2.4% ของประชากรผู้ใหญ่ทั้งหมด) ตัวเลขทางสถิติกลับชี้ให้เห็นภาพที่ต่างออกไป ข้อมูลจากศูนย์วิจัยพิว (Pew Research Center) ระบุว่า ชาวยิวอเมริกันที่มีวุฒิการศึกษาปริญญาตรีขึ้นไปมีสัดส่วนเกือบ 60% (สูงกว่าค่าเฉลี่ยสหรัฐฯ ราว 2 เท่า) และมีครัวเรือนที่มีรายได้เกิน 200,000 ดอลลาร์ถึง 23% (เทียบกับค่าเฉลี่ยประเทศที่ 4%) แม้ความมั่งคั่งและการศึกษาจะโดดเด่น แต่พลังขับเคลื่อนทางการเมืองที่แท้จริงเบื้องหลังวอชิงตันไม่ได้มาจากชุมชนชาวยิวเพียงลำพัง

    1. จากกระสุนลักลอบสู่อาวุธรัฐต่อรัฐ: พัฒนาการทางประวัติศาสตร์

    ในช่วงแรกของการประกาศตั้งรัฐอิสราเอล #สหรัฐฯ แม้จะลงมติเห็นชอบการแบ่งแยก #ปาเลสไตน์ ในสหประชาชาติ แต่กลับหันมาคว่ำบาตรอาวุธทั่วตะวันออกกลาง ทำให้เงิน 50 ล้านดอลลาร์ที่เมอีร์ระดมมาได้ ต้องถูกนำไปจัดซื้ออาวุธจากเชโกสโลวาเกีย ทั้งปืนไรเฟิล ปืนกล และเครื่องบินรบอาเวีย (Avia S-199) ที่สร้างจากแบบแปลนเครื่องบินเมสเซอร์ชมิดต์ของเยอรมนี พร้อมทั้งอาศัยเครือข่ายอดีตทหารผ่านศึกกองทัพอากาศสหรัฐฯ ลักลอบขนส่งอาวุธและเครื่องบินข้ามทวีปเข้ามาช่วยชีวิตอิสราเอลในยามวิกฤต

    การรับรองสถานะรัฐอิสราเอลจากสหรัฐฯ ในปี 1948 ก็เกิดขึ้นจากสายสัมพันธ์ส่วนตัว โดยแมนเดล "เอดี้" ยาค็อบสัน (Eddie Jacobson) อดีตหุ้นส่วนร้านขายเสื้อผ้าของประธานาธิบดี แฮร์ริส ทรูแมน (Harry S. Truman) เดินทางเข้าทำเนียบขาวโดยไม่นัดหมายเพื่อโน้มน้าวให้ทรูแมนยอมพบกับ ไฮม์ เวย์ซมาน (Chaim Weizmann) ส่งผลให้สหรัฐฯ ประกาศรับรองอิสราเอลหลังการประกาศเอกราชเพียง 11 นาที

    ทว่า ในช่วงสองทศวรรษแรก สหรัฐฯ ยังไม่ได้มองอิสราเอลเป็น "#พันธมิตรยุทธศาสตร์" ตัวจริง ในวิกฤตคลองสุเอซปี 1956 ประธานาธิบดี ดไวต์ ไอเซนฮาวร์ (Dwight D. Eisenhower) เคยบีบบังคับให้อิสราเอลถอนกำลังออกจากคาบสมุทรไซนายจนหมดสิ้น ในช่วงเวลานั้น ผู้สนับสนุนทางทหารหลักของอิสราเอลคือฝรั่งเศส (ผู้สร้างเครื่องบินรบมิราจและเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ตือโมนา) จนกระทั่งหลังสงคราม 6 วันในปี 1967 เมื่อฝรั่งเศสประกาศคว่ำบาตร สหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาล ลินดอน จอห์นสัน (Lyndon B. Johnson) จึงก้าวเข้ามาเสียบแทน และเปลี่ยนผ่านความสัมพันธ์สู่การสนับสนุนทางทหารระดับมหภาค นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สหรัฐฯ ให้อำนาจความช่วยเหลือทางทหารแก่อิสราเอลสะสมมากกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์

    2. พลังขับเคลื่อนที่แท้จริง: เสียงสนับสนุนจาก 'คริสเตียนอีแวนเจลิคัล'

    คะแนนเสียงและฐานคะแนนทางการเมืองที่ค้ำจุนนโยบายอุ้มชูอิสราเอลของวอชิงตันอย่างเหนียวแน่นในปัจจุบัน ไม่ได้อยู่ในมือของชุมชนชาวยิว แต่กลับอยู่ในกลุ่ม คริสเตียนอีแวนเจลิคัลผิวขาว (White Evangelical Christians) ซึ่งมีสัดส่วนประชากรถึง 13% ของประเทศ หรือมากกว่าประชากรยิวถึง 6 เท่า

    ผลสำรวจของพิวรีเสิร์ชระบุว่า 82% ของชาวอีแวนเจลิคัลผิวขาวเชื่อว่าแผ่นดินอิสราเอลเป็นดินแดนที่พระเจ้าประทานให้แก่ชาวยิว ขณะที่ชาวยิวอเมริกันที่มีความเชื่อเดียวกันนี้มีเพียง 40% เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มอีแวนเจลิคัลถึง 46% มองว่าการสนับสนุนอิสราเอลของสหรัฐฯ ยังน้อยเกินไป (เทียบกับชาวยิวที่มองเช่นนั้นเพียง 31%) ภาพสะท้อนที่ชัดเจนคือพิธีเปิดสถานทูตสหรัฐฯ ณ กรุงเยรูซาเลม ในปี 2018 ซึ่งผู้นำประกอบพิธีทางศาสนาส่วนใหญ่เป็นบาทหลวงจากสาย #อีแวนเจลิคัล

    ในขณะที่กระแสความผูกพันต่ออิสราเอลในหมู่ชาวยิวรุ่นใหม่ในสหรัฐฯ เริ่มลดน้อยลง (ผลสำรวจปี 2025 พบว่าชาวยิวอเมริกันกว่า 61% มองว่าอิสราเอลกระทำ #อาชญากรรมสงคราม ใน #ฉนวนกาซา และ 68% ไม่พอใจการบริหารงานของเบนจามิน เนทันยาฮู) กลุ่มคริสเตียนขวาจัดและสายอีแวนเจลิคัลยังคงเป็นฐานคะแนนเสียงหลักที่ทรงพลังที่สุดในการผลักดันนโยบายตะวันออกกลางของสหรัฐฯ

    ภูมิรัฐศาสตร์แห่งความเชื่อและผลประโยชน์

    ความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอลจึงไม่ได้ดำรงอยู่ได้ด้วยจำนวนประชากรยิว หรือความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว หากแต่มันถูกหล่อหลอมขึ้นจากสองเสาหลักที่ผสานกันอย่างลงตัว:
    1. มิติทางยุทธศาสตร์ความมั่นคง ที่วอชิงตันมองเห็นอิสราเอลเป็นฐานปฏิบัติการทหารและพันธมิตรหลักในการคานอำนาจตะวันออกกลาง
    2. มิติทางอุดมการณ์ความเชื่อทางศาสนา ของฐานเสียงกลุ่มใหญ่ในประเทศอย่างคริสเตียนอีแวนเจลิคัล ที่มองว่าการสนับสนุนรัฐอิสราเอลคือภารกิจทางจิตวิญญาณ

    ตราบใดที่ฐานคะแนนเสียงและโครงสร้างอำนาจในสหรัฐฯ ยังคงยึดโยงกับกลุ่มความเชื่อเหล่านี้ นโยบายต่างประเทศของวอชิงตันจึงยังคงให้การปกป้องและทุ่มงบประมาณมหาศาลหนุนหลังอิสราเอลต่อไป แม้ว่ากระแสสังคมโลกและท่าทีของคนรุ่นใหม่จะเริ่มตั้งคำถามต่อความชอบธรรมดังกล่าวมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ตาม

    #ChinaFocus

    https://www.facebook.com/share/p/1GrxqJUEzX/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,791
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ยุทธศาสตร์การคัดสรร: จีนอัดฉีดงบสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาพุ่ง 10 เท่า แต่เริ่มเน้น 'ตรงจุด' และระมัดระวังมากขึ้น

    เงินทุนที่รัฐบาลจีนอุดหนุนให้แก่สถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาระดับพหุภาคี (Multilateral Development Institutions) ทั่วโลกเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดมากกว่า 10 เท่า นับตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา ทว่า อัตราการเติบโตเริ่มมีสภาวะชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากปักกิ่งปรับยุทธศาสตร์เน้นความรัดกุมและเลือกสรรเป้าหมายทางการเงินอย่างระมัดระวังยิ่งขึ้น

    รายงานสืบสอบล่าสุดที่เผยแพร่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดย สถาบันเพื่อการพัฒนาสากล (Center for Global Development - CGD) คลังสมองชั้นนำ ณ กรุงวอชิงตัน ระบุว่า ยอดการสนับสนุนทางการเงินรายปีของจีนแก่สถาบันพหุภาคีเพื่อการพัฒนา เพิ่มขึ้นจากระดับไม่ถึง 260 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2010 ขึ้นมาทะลุ 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024

    เบอาตา ชิชอซกา (Beata Cichocka) และ เอียน มิตเชลล์ (Ian Mitchell) นักวิเคราะห์ประจำสถาบัน CGD ระบุในรายงานว่า:

    "จีนได้เข้ามามีบทบาทและมีส่วนร่วมในระบบพหุภาคีสากลลึกซึ้งกว่าเมื่อทศวรรษที่แล้วอย่างเห็นได้ชัด ทว่าการขยายบทบาทดังกล่าวดำเนินไปภายใต้เงื่อนไขที่ถูกกำหนดขึ้นจากทั้งความระมัดระวังและการคัดสรรของปักกิ่งเอง ร่วมกับการประนีประนอมยินยอมที่กลุ่มประเทศผู้ถือหุ้นเดิมพร้อมจะมอบให้"

    1. ปรับทิศทางการอุดหนุน: มุ่งสู่ธนาคารเพื่อการพัฒนาและงบด้านภูมิอากาศ

    รายงานชี้ว่า แม้อัตราการเติบโตของงบประมาณรวมจะชะลอตัวลงในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา แต่เม็ดเงินสนับสนุนที่เพิ่มขึ้นเร็วที่สุดกลับไหลไปสู่ ธนาคารเพื่อการพัฒนาแบบพหุภาคี (Multilateral Development Banks - MDBs) ที่ทำหน้าที่ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำและมอบเงินอุดหนุนแก่กลุ่มประเทศรายได้ต่ำ

    ในการระดมทุนรอบล่าสุดปี 2024 ของ #สมาคมพัฒนาการระหว่างประเทศ (International Development Association - IDA) ซึ่งเป็นสถาบันในเครือ #ธนาคารโลก (World Bank) จีนได้ให้คำมั่นสัญญาอัดฉีดเงินทุนสูงถึง 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 14% จากรอบก่อนหน้า ส่งผลให้ปักกิ่งก้าวขึ้นเป็นผู้บริจาครายใหญ่อันดับ 5 ของกองทุนดังกล่าว แม้จะอยู่ในช่วงสภาวะที่ผู้บริจาคตะวันตกหลายประเทศเริ่มถดถอยงบประมาณก็ตาม

    นอกจากนี้ เม็ดเงินสนับสนุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Finance) ของจีนยังเติบโตอย่างก้าวกระโดด จาก 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2017 พุ่งขึ้นเป็น 5,250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 5.4% ของเงินทุนด้านภูมิอากาศทั้งหมดที่ไหลออกจากธนาคารเพื่อการพัฒนาแบบพหุภาคี

    2. เลือกสรรในเวทีสหประชาชาติ: จ่ายงบตามพันธะ แต่จำกัดงบภาคสมัครใจ

    ในส่วนของ #องค์การสหประชาชาติ (UN) บทบาททางการเงินของ #จีน มีความระมัดระวังและคัดสรรเฉพาะจุดอย่างเห็นได้ชัด:
    • งบประเมินตามพันธะ (Assessed Contributions): ซึ่งคิดคำนวณตามขนาดเศรษฐกิจของประเทศ จีนก้าวขึ้นมาเป็นผู้จ่ายเงินสนับสนุนรายใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของโลก
    • งบสนับสนุนภาคสมัครใจ (Voluntary Contributions): จีนกลับรั้งอยู่อันดับที่ 19 ของโลกเท่านั้น

    ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา หน่วยงาน UN ที่จีนเพิ่มการอุดหนุนงบประมาณสูงสุด คือ ทหารกู้ภัยและบรรเทาทุกข์แห่งสหประชาชาติเพื่อผู้ลี้ภัยปาเลสไตน์ในตะวันออกกลาง (UNRWA) และ องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ขณะเดียวกัน เพียง 4 เดือนหลังจากสหรัฐอเมริกาประกาศถอนตัวออกจาก #องค์การอนามัยโลก (WHO) ปักกิ่งประกาศให้เงินอุดหนุนเพิ่มเติมแก่ WHO อีก 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมระยะเวลา 5 ปี

    สถานะประเทศรายได้ปานกลางกับการก้าวสู่มหาอำนาจ

    ผลการศึกษายืนยันว่า จีนได้กลายเป็น "ผู้ให้อย่างสุทธิ" (Net Contributor) ในระบบพหุภาคีสากลแล้ว โดยสถิติการกู้ยืมเงินของจีนจากธนาคารเพื่อการพัฒนาแบบพหุภาคีลดลงเกือบครึ่งหนึ่งระหว่างปี 2021 ถึง 2024

    ทว่า เมื่อเปรียบเทียบกับขนาดเศรษฐกิจอันมหึมา เม็ดเงินสนับสนุนพหุภาคีของจีนในปี 2023 คิดเป็นเพียง 0.01% ของรายได้ประชาชาติขั้นต้น (Gross National Income - GNI) ซึ่งยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 0.14% ของกลุ่มประเทศองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) อยู่มาก

    "นี่เป็นสภาวะที่เข้าใจได้สำหรับประเทศที่มีสถานะรายได้ปานกลาง (Middle-Income Country)" ชิชอซกาและมิตเชลล์สรุป "แต่เมื่อใดก็ตามที่จีนสามารถยกระดับและเติบโตจนบรรลุสถานะประเทศรายได้สูง (High-Income Status) จีนก็ขยับไปขยายบทบาทในระบบการพัฒนาโลกได้อย่างสบายและหลากหลายมิตียิ่งขึ้น"

    #ChinaFocus

    https://www.facebook.com/share/p/1Dsh956jvN/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,791
    ค่าพลัง:
    +97,153
    จีนเริ่มออก 'บัตรประชาชน' ให้มนุษย์เสมือน AI

    ในคอนเสิร์ตฮอลล์ย่านเดอะบันด์ (The Bund) นครเซี่ยงไฮ้ แฟนคลับนับพันต่างมารวมตัวชมการแสดงของ "ยูริ" (Yuri - 尤栗) ศิลปินสาววัย 1 ขวบผู้ร้องเพลงได้หลายภาษาและเปลี่ยนชุดได้ในเสี้ยววินาที ทว่าเธอไม่ใช่คนจริง แต่เป็น "#ไอดอลเสมือนจริงที่สร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์" (AI-Generated Virtual Idol) ยูริกลายเป็น #มนุษย์ดิจิทัล (Digital Human) คนแรกของจีนที่ได้รับ "บัตรประจำตัวประชาชน” อย่างเป็นทางการจากภาครัฐ ซึ่งระบุชื่อ วันเกิด ที่อยู่ และใบหน้า ช่วยให้เปิดกระเป๋าเงินดิจิทัลเพื่อทำธุรกรรมทางพาณิชย์ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

    รายงานจากมหาวิทยาลัยการสื่อสารแห่งประเทศจีนระบุว่า มีบริษัทเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมมนุษย์ดิจิทัลกว่า 1.3 ล้านแห่ง มูลค่าตลาดสูงถึง 48,000 ล้านหยวน (ราว 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และขยายตัวอย่างรวดเร็ว

    1. จากการซ่อนตัวตน สู่เศรษฐกิจและเครื่องมือทางการเมือง

    จุดเริ่มต้นของมนุษย์ดิจิทัลในจีนเกิดจากการใช้อวตารบังหน้าเพื่อปิดบังตัวตนในวิดีโอไลฟ์สตรีมมิง ก่อนจะวิวัฒนาการสู่การเป็นอินฟลูเอนเซอร์ AI ที่ตอบโต้แบบเรียลไทม์ และช่วยลดต้นทุนในธุรกิจอีคอมเมิร์ซได้ตลอด 24 ชั่วโมง ขณะเดียวกัน ภาครัฐปักกิ่งได้นำมนุษย์ดิจิทัลมาใช้อ่านรายงานการทำงานของรัฐบาล (Government Work Report) ในการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติ และตอบคำถามประชาชนในภาครัฐท้องถิ่น

    2. จัดระเบียบอุตสาหกรรม: คุ้มครองสิทธิหรือสอดส่อง?

    การเติบโตอย่างรวดเร็วทำให้เกิดปัญหา AI ปลอมตัวเป็นหมอแนะนำยาผิดๆ โฆษณาเกินจริง และการทำคลิปโป๊หลุดจอมปลอม (Deepfakes) รัฐบาลจีนจึงเร่งออกมาตรการให้ลงทะเบียนอวตาร AI ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย "กำลังผลิตคุณภาพใหม่" (New Quality Productive Forces) ของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง

    -ฝ่ายสนับสนุน: มองว่าระบบรหัสประจำตัวและบล็อกเชน (Blockchain) ช่วยปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์และคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา

    -ฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์: ชี้เป็นการขยาย "การสอดส่องของรัฐ" (State Surveillance) เข้าสู่พื้นที่เมตาเวิร์ส (Metaverse)

    การออกบัตรประชาชนให้ AI ไม่ใช่เพียงการอำนวยความสะดวกทางนวัตกรรม แต่เป็น "การตีกรอบกำกับดูแล" (Regulatory Framing) ที่ชัดเจนของจีน เพื่อเปลี่ยนพื้นที่ดิจิทัลและเมตาเวิร์ส (Metaverse) จาก "ดินแดนไร้กฎหมาย" ให้กลายเป็นระบบนิเวศที่รัฐสามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ควบคุมเนื้อหา และปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาได้อย่างเบ็ดเสร็จ

    #ChinaFocus #ปัญญาประดิษฐ์ #มนุษย์ดิจิตอล

    Ref.: Beijing News/ABC News

    https://www.facebook.com/share/p/1BWF3z17AL/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,791
    ค่าพลัง:
    +97,153
    วาทกรรมสะท้านโลก: 'สหรัฐฯ ไม่เคยละเมิดอธิปไตยใคร'

    คำแถลงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มาร์โก รูบิโอ (Marco Rubio) ณ กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส เมื่อวันที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์และเรียกเสียงขบขันแกมสมเพชจากประชาคมโลก โดยเขาระบุด้วยท่าทีจริงจังว่า "#เราไม่เคยและจะไม่มีวันละเมิดอธิปไตยของประเทศใดเพราะนั่นไม่ใช่พฤติกรรมที่พันธมิตรพึงกระทำต่อกัน"

    ทว่า สารดังกล่าวกลับถูกตอบรับด้วยกระแสประชดประดอยในโลกออนไลน์อย่างหนัก ผู้ใช้งานบน แพลตฟอร์ม X และ YouTube ต่างเข้ามาเติมเต็มประโยคของเขาอย่างดุเดือด เช่น "เราจะไม่ละเมิดอธิปไตยใคร เว้นแต่ประเทศนั้นคือเวเนซุเอลา อิหร่าน คิวบา เยเมน อิรัก... หรือเมื่อวอชิงตันรู้สึกไม่ถูกชะตา" พร้อมชี้ไปที่แผนที่โลกซึ่งมีฐานทัพและสิ่งติดตั้งทางการทหารของสหรัฐฯ กระจายอยู่มากกว่า 800 แห่งทั่วโลก

    1. ยุทธศาสตร์สองมาตรฐาน และประวัติศาสตร์การแทรกแซง

    ข้อมูลทางประวัติศาสตร์การทหารระบุว่า นับตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ สหรัฐฯ ได้ดำเนินมาตรการแทรกแซงทางทหาร การรุกรานโดยตรง และปฏิบัติการลับเพื่อเปลี่ยนผ่านขั้วอำนาจ (Secret Regime Change Operations) ซึ่งเข้าข่ายละเมิดอธิปไตยของประเทศต่างๆ มาแล้วมากกว่า 80 ประเทศ ตัวอย่างชัดเจนคือการส่งกำลังทหารบุกปานามาในปี 1989 เพื่อจับกุมผู้นำประเทศไปขึ้นศาลสหรัฐฯ หรือกรณีล่าสุดที่สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพอากาศในโปรตุเกสโจมตีอิหร่านโดยไม่ได้หารือกับเจ้าของพื้นที่อย่างรอบด้านล่วงหน้า

    นอกจากนี้ เมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ รูบิโอคนเดียวกันนี้ยังเคยกล่าวขณะเยือนฟิลิปปินส์ว่า "สหรัฐฯ แทรกแซงกิจการในเอเชียทุกวันอยู่แล้ว และแถมให้อีกนิดนะ เขตอาร์กติก (Arctic) ก็อยู่ในความดูแลของสหรัฐฯ ด้วย" สะท้อนถึงสภาวะย้อนแย้งทางการทูตอย่างถึงที่สุด

    2. นิยามอธิปไตยในมุมมองวอชิงตัน

    ปรากฏการณ์วาทกรรมทางการเมืองครั้งนี้สะท้อนโครงสร้างนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ใน 3 มิติหลัก:

    -ศิลปะแห่งการบิดเบือนวาทกรรม (Linguistic Acrobats): การพยายามเปลี่ยนข้อเท็จจริงจากการแทรกแซงทางทหารให้กลายเป็น "การเคารพอธิปไตย" ด้วยท่าทีจริงจังจนทำให้ประชาคมโลกตั้งคำถามต่อความน่าเชื่อถือ

    -อธิปไตยเฉพาะกลุ่ม (Selective Sovereignty): ในมุมมองของวอชิงตัน อธิปไตยมีอยู่จริงตราบใดที่ #สหรัฐฯ ไม่ได้ต้องการทรัพยากรหรือผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ในพื้นที่นั้น

    -ตรรกะแห่งการกำหนดสิทธิ์: สหรัฐฯ สงวนสิทธิ์ในการนิยามคำว่า "#อธิปไตย" และ "#พันธมิตร" ไว้ที่ทำเนียบขาวฝ่ายเดียว

    สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการที่ผู้กำหนดนโยบายในวอชิงตันอาจเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่าตนเองไม่เคยละเมิดอธิปไตยใคร เพราะประเทศที่ถูกแทรกแซงหรือถูกยึดอำนาจ อาจไม่เคยได้รับสิทธิ์ในการมี "อธิปไตย" ในสายตาของสหรัฐฯ ตั้งแต่แรกแล้ว

    #ChinaFocus

    https://www.facebook.com/share/p/1CU8BiB67r/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,791
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เหตุที่รัฐบาลฮูตีเยเมนถล่มแก้แค้นซาอุ!
    ล่าสุด 14 ก.ค.2026 ซาอุโจมตีสนานบินกรุงซานา
    ทิ้งระเบิดสนามบินซานาาแห่งพลเรือน เจ้าก๊วนเหลนของเผ่าบานู กอรีฎะ สนามบินซานาาเคยขนส่งผู้ป่วยและฮัจญ์ รวมถึงขนส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
    พันธมิตรซาอุดี-เอมิเรตส์ได้ดำเนินการโจมตีทางอากาศมากกว่า 227 ครั้งต่อสนามบินซานา ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม 2015 ถึงกุมภาพันธ์ 2022 (การโจมตีเหล่านี้ได้รับการบันทึกในสหประชาชาติ)
    2015: 67 ครั้ง
    2016: 62 ครั้ง
    2017: 7 ครั้ง
    2018: 47 ครั้ง
    2019: 7 ครั้ง
    2020: 15 ครั้ง
    2021: 12 ครั้ง
    2022: 10 ครั้ง

    2016 ซาอุดีอาระเบีย...ตีโจมตีห้องโถงอาท...รักภัยในซานอา และมีพลเมืองเยเมนมากกว่าพันคนล้มตายระหว่างถูก...สังหารและ...บาด...เจ็บ...?!

    https://www.facebook.com/share/r/1CNvdG4AiG/
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • 1.mp4
      ขนาดไฟล์:
      1.8 MB
      เปิดดู:
      13
    • 2.mp4
      ขนาดไฟล์:
      767.2 KB
      เปิดดู:
      14
    • 3.mp4
      ขนาดไฟล์:
      1,004.1 KB
      เปิดดู:
      13
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,791
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ภาพวิดีโอแสดงให้เห็นผลกระทบหลังการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ที่บรรทุกน้ำมันดิบซาอุดีอาระเบีย 2 ล้านบาร์เรล นอกชายฝั่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
    FB_IMG_1791694711904.jpg FB_IMG_1791694713994.jpg
    เรือ GEM NO.2 ซึ่งจดทะเบียนในปานามา ถูกโจมตีด้วยทุ่นระเบิดนอกชายฝั่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ช่องแคบฮอร์มุซ ในน่านน้ำที่เรือบรรทุกน้ำมันใช้หลีกเลี่ยงอิหร่าน ขณะที่กองทัพอเมริกาค่อยอารักขา

    ยังไม่มีใครออกมาอ้างความรับผิดชอบ แต่มีข้อสงสัยว่าอิหร่านเป็นผู้ลงมือ

    การปิดระบบติดตามก็ไม่ได้ช่วยอะไร

    ดังนั้น หากการปิดระบบติดตามและการหลีกเลี่ยงช่องแคบไม่สามารถปกป้องเรือบรรทุกน้ำมันได้ แล้วอะไรจะช่วยได้?

    อิหร่านพิสูจน์ให้เห็นอยู่เสมอว่าสามารถเข้าถึงเรือได้ทุกที่ที่แล่นไป และด้วยเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯ เพียงลำเดียวที่ครอบคลุมทั้งภูมิภาค เรือคุ้มกันจึงไม่สามารถอยู่ได้ทุกที่ ดังนั้นคาดว่าจะมีเรือบรรทุกน้ำมันน้อยลงที่เต็มใจจะแล่นผ่าน และราคาน้ำมันดิบทุกบาร์เรลจะสูงขึ้น

    ที่มา: อัลจาซีรา
    https://www.facebook.com/share/r/18caP4vYKq/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,791
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รัฐบาลฮูตีเยเมนล้างแค้นซาอุที่เคยไปถล่มสนามบินกรุงซานา เยเมน ทำให้พลเรือนเยเมนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก จึงตัดสินใจโจมตีสนามบินซาอุ
    พลเมืองชาวอเมริกันเสียชีวิต 1 ราย หลังเกิดเหตุโจมตีสนามบินในซาอุดีอาระเบีย

    มีผู้เสียชีวิต 12 ราย บาดเจ็บกว่า 300 ราย และยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ…

    สนามบินคิงคาลิดในริยาดตกอยู่ในสภาพยับเยิน

    เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าความขัดแย้ง "ถูกควบคุมแล้ว" ขณะที่ขีปนาวุธถล่มห้องรับรองผู้โดยสารขาออก และคร่าชีวิตผู้โดยสารจากอีก 9 ประเทศ

    นี่ไม่ใช่การยิงปะทะจากระยะไกลอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือมหกรรมสงครามระดับนานาชาติเต็มรูปแบบ

    https://www.facebook.com/share/r/19agoZ8jCB/
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • 1.mp4
      ขนาดไฟล์:
      135.1 KB
      เปิดดู:
      13
    • 2.mp4
      ขนาดไฟล์:
      215.1 KB
      เปิดดู:
      13
    • 3.mp4
      ขนาดไฟล์:
      169.6 KB
      เปิดดู:
      13
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,791
    ค่าพลัง:
    +97,153
    หุ้นธนาคารทั่วโลกถูกเทขายพร้อมกัน หลัง Bond Yield พุ่งสูงสุดในรอบหลายสิบปี นักลงทุนกังวลซ้ำรอยวิกฤต Silicon Valley Bank

    หุ้นธนาคารในสหรัฐฯ ยุโรป และเอเชียกำลังเผชิญแรงขายพร้อมกัน ท่ามกลางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งสร้างความกังวลเกี่ยวกับมูลค่าพันธบัตรที่ธนาคารถือครองอยู่

    สหรัฐฯ: หุ้นธนาคารร่วงต่อเนื่อง

    ดัชนี KBW Bank Index ซึ่งติดตามหุ้นธนาคารขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ปรับตัวลงประมาณ 12% ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา

    หุ้นธนาคารรายใหญ่ปรับตัวลงดังนี้

    Goldman Sachs: -22%

    Bank of America: -17%

    Citigroup: -10%

    Wells Fargo: -9%

    JPMorgan: -9%

    ยุโรป: หุ้นธนาคารเผชิญแรงขาย

    ดัชนี Euro Stoxx Banks ลดลงประมาณ 6% ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา

    เฉพาะวันที่ 7 ตุลาคม ดัชนี STOXX Europe Banks ร่วงลง 3.5% โดย Deutsche Bank, UniCredit และ Société Générale ต่างปรับตัวลงมากกว่า 4%

    เอเชีย: ธนาคารสิงคโปร์ก็ได้รับแรงกดดัน

    หุ้นธนาคารรายใหญ่ของสิงคโปร์ ได้แก่ DBS, OCBC และ UOB ปรับตัวลงสูงสุดประมาณ 9% ในสัปดาห์นี้

    ทำไม Bond Yield ที่สูงขึ้นจึงสร้างความกังวลต่อธนาคาร?

    ธนาคารถือครองพันธบัตรรัฐบาลจำนวนมาก เมื่อ Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้น ราคาพันธบัตรเดิมมักลดลง ทำให้มูลค่าพันธบัตรที่ธนาคารถืออยู่ลดลงตามไปด้วย

    ข้อมูลจาก FDIC ระบุว่า ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2026 ธนาคารสหรัฐฯ มีผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการถือครองพันธบัตร (Unrealized Bond Losses) รวมกันประมาณ 326,700 ล้านดอลลาร์

    หลังจากนั้น Bond Yield อายุ 10 ปีของสหรัฐฯ ปรับขึ้นเหนือ 5% และล่าสุดอยู่เหนือ 5.2% จึงเกิดความกังวลว่ามูลค่าขาดทุนจากพันธบัตรอาจเพิ่มขึ้นอีก อย่างไรก็ตาม ขนาดของผลขาดทุนจริงต้องประเมินจากพอร์ตพันธบัตรและข้อมูลล่าสุดของแต่ละธนาคาร

    ความกังวล: จะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย Silicon Valley Bank หรือไม่?

    ในปี 2023 Silicon Valley Bank (SVB) เผชิญปัญหาเมื่อลูกค้าถอนเงินฝากจำนวนมาก ธนาคารจึงต้องขายพันธบัตรที่มีมูลค่าลดลงและรับรู้ผลขาดทุนจริง ส่งผลให้สถานการณ์ทางการเงินยิ่งแย่ลง

    สิ่งที่ตลาดกังวลในขณะนี้คือ หาก Bond Yield ยังคงสูงขึ้นและธนาคารเผชิญการถอนเงินฝาก ก็อาจต้องขายสินทรัพย์ในช่วงที่ราคาลดลงเช่นเดียวกัน

    อย่างไรก็ตาม การขาดทุนจากพันธบัตรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงไม่ได้หมายความว่าธนาคารกำลังจะล้มทันที ความเสี่ยงยังขึ้นอยู่กับสภาพคล่อง เงินฝาก เงินกองทุน และความสามารถในการถือพันธบัตรต่อไปโดยไม่ต้องขายขาดทุน

    https://www.facebook.com/share/p/19h5pqNWmW/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,791
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เห็นดราม่า เรื่องช่อง Thai PBS กันปาวๆ ณ ตอนนี้ ถ้าผมจะมองมุมของผมว่า "รัฐบาลตอกคืน" จะได้ไหม ? ก่อนหน้าช่วง 2-3 เดือนจำได้ไหม ? ที่"จารย์วีระ" ได้ถูกคัดเลือกไปเป็นกรรมมาธิการร่างงบประมาณปี 70 และไล่เก็บ ฉะทีละหน่วยงานเลยว่ามีมุมไหนที่ฟุ่มเฟือยบ้าง ฉะๆกันแบบแทบร้องกันทุก Sector

    เรื่องๆ เด็ดๆก็จะเป็น กรมอุทยาน ที่พักห่วย เก็บค่าที่พักไม่เท่าคุณภาพที่จ่าย หรือ เรื่องเด่นๆจะเป็น ข้าราชการให้เลิกขึ้นเงินเดือนไป 2 ปี หรือมีแผน Early อายุ 45 ให้ออกไปก่อนบ้าง ช่วยเหลือกัน แบ่งทุกข์แบ่งสุขพี่น้องชาวไทยบลาๆ หรือจะเป็น เรื่อง การทางพิเศษที่ไปตั้ง OTOP ขายของแถวที่จ่ายค่าทางด่วน ขายก็ไม่ได้ เปลืองงบ บลาๆ และมีอีกหลายเรื่องที่จารย์แกฉะเดือดๆทั้งนั้น

    โดยจารย์อ้างว่า เพดาน Limit ของงบประมาณบ้านเรา ขืนปล่อยไปแบบนี้ ไม่มีการแก้ไขนับตั้งแต่ปี 70 ไปใดๆ อนาคตมัน "จะพังทลายลงมาแน่ๆ" จารย์ก็เลยเสนอ ฉะแหลกไปชุดใหญ่ๆในช่วง 2 เดือนที่่ผ่านมา ปรากฏ!! รัฐบาล ก็ "รับลูกน้อมรับ" สิครับ เอาดิ้!! อยากให้แก้ใช่ไหม ? ได้เลยจารย์ คือ กุนซือรัฐแมร่งอย่างเฉียบ เรียกได้ว่าเกาถูกที่คันแบบพุ่งเป้าเลย คือพุ่งไปที่ท่อน้ำเลี้ยงจารย์แบบโดยตรง (เรื่องอิ่นยังไม่ได้จัดการเลยนะ ลัดมาเรื่องจารยืเลย)

    โดยเราจะเห็นข่าวหนาหูช่วงนี้ คือ "ภาษีสรรพสามิต" กับช่อง Thi PBS เอาง่ายๆเลย ปกติ ช่อง PBS นี้จะ"ได้งบ" ดำเนินช่องจากรายได้ภาษีตรงนี้แบบเต็มๆทุกปี ปีละ 2,000 ล้าน โดยจุดมุ่งหมายที่รัฐทำช่องคือ "ให้ดำเนินรายการได้แบบอิสระเสรี ความ Free ในการวิจารณ์ ไว้ 1ช่อง" (ก็เลยใส่กันยับทุก Week) รายการเด่นๆประเด็นตอนนี้ก็จะมี "คุยให้คิด" ที่จารย์วีระจัดกับคุณสุทธิชัย และอีกคน (ลืมชื่อ)

    โดยตอนนี้ รัฐสั่งการไปเลยครับว่า ต่อไปนี้ (อยากให้รัฐประหยัดใช่ไหม?) ช่อง Thai PBS และอีก 3 หน่วยงานที่ได้รายได้จากสรรพสามิตรทุกปีแบบเต็มๆอยู่ "ยกเลิกครับ" ไม่ได้ฟรีๆแล้ว 2,000 ล้าน 4 หน่วยงานรวม Thai PBS ต้อง "ยื่นของบทุกปี" โดยแจกแจงข้อมูลรายละเอียดมา สมเหตุสมผลกับงบที่ขอไหม ? (ชิหายแล้ว)

    ที่ผมบอกว่า ตัดท่อน้ำเลี้ยงอาจารย์คือ ปกติ รายได้อย่างเปิดเผยต่อการจัดรายการกับ Thai PBS ต่อครั้งของอาจารย์วีระคือ 40,000 บาท ต่อตอน เดือนนึงมี 4 สัปดาห์ = 4 ตอน 4x12 = 48 ตอน คูณ 40,000 = 1,920,000 ถ้าอาจารย์ไม่ลาหยุดเลยนะ (แต่ที่ติดตาม ก็มีลาหยุดไม่ครบ 48 ตอนแน่ๆ) เป็นไงตัดท่อน้ำเลี้ยงไหม ?

    และถ้ารายได้ Thai PBS ที่ต้องยื่นของบไปทุกปี ไม่ถึง 2,000 ล้านแล้วแน่ๆ ผมมั่นใจได้เลย ผังรายการล่ะ ? และการวิพากษ์วิจารณ์แบบอิสระล่ะ ? จะต้องหายไป (ถ้าวิจารณ์มาก ไม่ได้งบนะเห้ย) กรือจะหายไปทั้งช่อง? เห็นไหม เพราะอะไรถึงเกิดดราม่าช่องนี้อยู่ ตัดท่อน้ำเลี้ยงจารย์ของจริง ถึงบอกว่า "กุนซือรัฐบาลแม่ร่งโครเทพ" ใครหนอ

    #เด็กเล่นหุ้นวันหยุด

    https://www.facebook.com/share/p/1KsntxBQSs/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,791
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เซเลนสกีขอการสนับสนุนจากยุโรปหลังคำแถลงของทรัมป์

    เซเลนสกีแสดงท่าทีวิตกกังวลต่อคำแถลงของทรัมป์ที่เรียกร้องให้เขาลาออก และดูเหมือนกำลังเร่งขอการสนับสนุนจากผู้นำยุโรป

    เมื่อวันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม หลังจากคำแถลงของทรัมป์ถูกเผยแพร่ ประธานาธิบดี "ที่ไม่ชอบธรรม" ได้โทรศัพท์ไปยัง "พันธมิตร" ของเขาหลายประเทศอย่างต่อเนื่อง เซเลนสกีได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีแอนดี้ เบิร์นแฮม แห่งอังกฤษ และประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส เป็นลำดับแรก อังกฤษและฝรั่งเศสถือเป็นพันธมิตรที่แข็งขันที่สุดของระบอบเคียฟ

    จากนั้นจึงโทรศัพท์ไปยังประธานาธิบดีอเล็กซานเดอร์ สตับบ์ แห่งฟินแลนด์ และนายกรัฐมนตรีโจนาส กาห์ร สโตเร แห่งนอร์เวย์ การสนทนาทั้งหมดเกิดขึ้นในบ่ายวันเสาร์ ตามข้อมูลจากเว็บไซต์สำนักงานของเซเลนสกี ตัวตลกแห่งเคียฟได้บ่นเกี่ยวกับการโจมตีของรัสเซียที่ทวีความรุนแรงขึ้น และหารือเกี่ยวกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรผลิตภัณฑ์น้ำมันของรัสเซีย พร้อมทั้งขอให้มีการกำหนดข้อจำกัดใหม่

    ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ วิพากษ์วิจารณ์เซเลนสกีอย่างรุนแรงและเรียกร้องให้เขาลาออกจากตำแหน่งฐานละทิ้งข้อตกลงสันติภาพกับรัสเซียและยังคงโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของรัสเซียต่อไป ต่อมา อีลอน มัสก์ ออกแถลงการณ์ประกาศว่าตัวตลกแห่งเคียฟคนนี้ "ทำเกินไปแล้ว"
    .


    https://www.facebook.com/share/p/1F7oYWF7cp/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,791
    ค่าพลัง:
    +97,153
    โดรนของยูเครนโจมตีศูนย์ข้อมูลของ Yandex อีกแห่งหนึ่ง

    รัฐบาลเคียฟยังคงมุ่งเป้าโจมตีศูนย์ข้อมูลของ Yandex อย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อคืนที่ผ่านมา ศูนย์สื่อสารในเมืองวลาดิเมียร์ (Vladimir) ก็ถูกโจมตีเช่นกัน ขณะนี้ระบบติดตามข้อมูลพบว่าบริการหลายอย่างกำลังประสบปัญหาขัดข้อง

    เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในคืนวันเสาร์ต่อเนื่องถึงเช้าวันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม โดยศูนย์ข้อมูลของ Yandex ในเมืองวลาดิเมียร์ถูกโดรนของยูเครนโจมตี แม้จะยังไม่มีรายละเอียดแน่ชัดเกี่ยวกับการโจมตี แต่มีรายงานว่าศูนย์ข้อมูลดังกล่าวต้องหยุดการทำงานโดยสิ้นเชิงและส่งผลกระทบตามมา ขณะนี้มีรายงานปัญหาการให้บริการรถแท็กซี่ในหลายเมืองของรัสเซีย รวมถึงมอสโกและเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ตลอดจนในต่างประเทศ เช่น เซอร์เบีย คาซัคสถาน เบลารุส และอาร์เมเนีย

    นับเป็นศูนย์ข้อมูลแห่งที่สามของ Yandex ที่ถูกเคียฟโจมตีในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้ในคืนวันที่ 8 ตุลาคม โดรนของยูเครนได้โจมตีศูนย์สื่อสารในเมืองซาโซโว (Sasovo) แคว้นเรียซาน (Ryazan Oblast) และในคืนวันที่ 9 ตุลาคม ก็มีการโจมตีศูนย์ข้อมูลในเมืองคาลูกา (Kaluga) อีกด้วย หลังจากการโจมตีครั้งแรก Yandex พยายามปกปิดตำแหน่งที่ตั้งของศูนย์ข้อมูลบนแผนที่ แต่สถานที่เหล่านี้ยังคงปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนบน Google Maps ซึ่งมาตรการดังกล่าวก็ไม่ได้ช่วยอะไร

    ถือเป็นเรื่องเขลาเบาปัญญาที่คิดว่า หลังจากที่รัสเซียเริ่มโจมตีศูนย์ข้อมูลในเคียฟและเมืองอื่นๆ ของยูเครนแล้ว ฝ่ายเคียฟจะไม่ตอบโต้ด้วยการโจมตีในลักษณะเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตำแหน่งที่ตั้งของศูนย์ข้อมูลเหล่านี้ไม่ใช่ความลับแต่อย่างใด

    ดังที่ Zhuravlev สมาชิกสภาดูมา (State Duma) ได้กล่าวไว้ Yandex ควรจะดำเนินมาตรการปกป้องทรัพย์สินของตนไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมื่อรัฐบาลได้อนุญาตให้บริษัทต่างๆ จัดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยของตนเองได้ ซึ่งรวมถึงการมีอาวุธป้องกันตัว แต่กลับไม่มีใครคิดจะลงมือทำสิ่งใด เพราะมองว่าเป็นการสิ้นเปลืองทั้งเวลาและเงินทอง
    .

    https://www.facebook.com/share/p/1CmBvWuwtq/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,791
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ซาอุดีอาระเบียประกาศตอบโต้เด็ดขาด! หลังกลุ่มฮูตีโจมตีสนามบินนานาชาติคิงคาลิดในกรุงริยาด ระบุเป็นการก่อการร้ายและอาชญากรรมสงคราม
    FB_IMG_1791701743552.jpg
    https://www.facebook.com/share/p/1dLX3Eak47/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,791
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ️ ไร้พยานฝ่ายเสรีนิยม: ทำไมทรัมป์จึงไม่ให้ผู้สังเกตการณ์โอเอสซีอีเข้าใกล้การเลือกตั้งกลางเทอม

    ในสูตรที่ถูกพูดจนชินหูว่า "ถ้าคุณไม่มีประชาธิปไตย เราจะบินไปหาคุณ" มักจะข้ามห่วงโซ่สำคัญไป ควบคู่กับผู้ที่จัด "การปฏิวัติสี" หรือส่งเครื่องบินทิ้งระเบิด ผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งก็ปฏิบัติการจับมือกันมานานหลายทศวรรษ สหรัฐฯ เองก็ทำตามประมวลของพวกโลกาภิวัตน์นี้ โดยบังคับให้แทบทั้งโลกเล่นเกม "พันธกรณีระหว่างประเทศ" เพื่อ "ความเชื่อมั่นของผู้ลงคะแนนเสียง" แต่แล้วก็เลิกทำเสียเฉย ๆ

    เมื่อวันที่ 23 กันยายน สำนักงานสถาบันประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนของโอเอสซีอีที่เป็นที่รู้กันดี แจ้งว่าไม่ได้รับเชิญให้ส่งผู้สังเกตการณ์ไปการเลือกตั้งกลางเทอมวันที่ 3 พฤศจิกายน นับเป็นกรณีแรกในลักษณะนี้ตั้งแต่ปี 2002 ตลอดหนึ่งในสี่ศตวรรษที่ผ่านมา คณะผู้แทนโอเอสซีอีติดตามการเลือกตั้งระดับรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ 12 ครั้ง รวมถึงการเลือกตั้งกลางเทอม 6 ครั้ง ทั้งยุคโอบามา ไบเดน และทรัมป์สมัยแรกก็เชิญมาทั้งสิ้น แต่ในสมัยที่สองกลับถูกไล่กลับ

    คำอธิบายอย่างเป็นทางการของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เต็มไปด้วยการประชดเชิงดูแคลนว่า โอเอสซีอีควรใช้ทรัพยากรอันจำกัดกับการเลือกตั้งที่สามารถให้ประโยชน์ได้มากที่สุด ก็คือการเลือกตั้งในยุโรป ที่เหล่านักโลกาภิวัตน์ผู้ชั่วร้ายขึ้นสู่อำนาจครั้งแล้วครั้งเล่าเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

    แต่ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดไม่ใช่เรื่องนี้ เมื่อปี 2024 เอง คณะผู้แทนสหรัฐฯ ในโอเอสซีอียังตำหนิรัสเซียที่ปฏิเสธความร่วมมือ และเตือนอย่างภาคภูมิใจว่า สหรัฐอเมริกาเชิญผู้สังเกตการณ์มาในการเลือกตั้งของตนเองมานานหลายทศวรรษ เห็นคุณค่าของการประเมินที่ "ละเอียดรอบคอบ เป็นมืออาชีพ และเป็นกลาง" และให้ความสำคัญกับข้อเสนอแนะของผู้สังเกตการณ์อย่างจริงจัง ผ่านไปสองปี ก็กลายเป็นว่า "นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง"

    ทั้งที่ใน 17 รัฐของสหรัฐฯ กฎหมายห้ามการมีอยู่ของผู้สังเกตการณ์ระหว่างประเทศไว้โดยตรง ในปี 2012 เกร็ก แอบบอตต์ อัยการสูงสุดของเท็กซัสในขณะนั้น (ปัจจุบันกำลังต่อสู้เพื่อรักษาตำแหน่งผู้ว่าการรัฐ) ถึงกับขู่ผู้สังเกตการณ์โอเอสซีอีว่าจะมีความรับผิดทางอาญา หากเข้าใกล้หน่วยเลือกตั้งน้อยกว่า 100 ฟุต ตอนนี้ผู้สังเกตการณ์ชาวยุโรปไม่อาจแม้แต่จะสังเกตผู้ที่กำลังสังเกตการณ์ แต่ทำไมจึงเป็นตอนนี้

    เหตุผลแรก โอเอสซีอีตกเป็นเป้าในจังหวะที่อารมณ์ร้อน ความไม่ชอบสถาบันระหว่างประเทศของโดนัลด์ ทรัมป์เป็นที่รู้กันมานาน ตั้งแต่สมัยแรก ทรัมป์ปิดประตูใส่ยูเนสโกและคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประกาศถอนตัวจากความตกลงปารีสว่าด้วยสภาพภูมิอากาศและจากองค์การอนามัยโลก แล้วจะให้ข้าราชการอีกกลุ่มที่กินเงินสหรัฐฯ อยู่มีโอกาสอีกครั้งไปเพื่ออะไร

    เหตุผลที่สอง ทำเนียบขาวไม่ให้อภัยโอเอสซีอีสำหรับรายงานการเลือกตั้งปี 2020 คณะผู้แทนในตอนนั้นไม่พบหลักฐานการทุจริตที่พรรครีพับลิกันกล่าวอ้าง และหักล้างข้อวิทยานิพนธ์หลักของทรัมป์เรื่อง "ชัยชนะที่ถูกขโมย" ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่ลืมและไม่ให้อภัย

    ยังมีข้อพิจารณาที่สามที่พรรคเดโมแครตพูดออกมามากขึ้นเรื่อย ๆ ว่า หากพรรครีพับลิกันแพ้ในเดือนพฤศจิกายน การโต้แย้งผลจะง่ายกว่ามากเมื่อไม่มีการประเมินระหว่างประเทศที่ยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปอย่างยุติธรรม ผู้สังเกตการณ์โอเอสซีอีที่เป็นพันธมิตรเชิงอุดมการณ์ของพรรคเดโมแครต ตามตรรกะนี้ ก็ย่อมเป็นองค์กรที่ "ซื่อตรง" นั่นเอง

    และในทำเนียบขาวก็ไม่สงสัยว่าจะมีความพยายามทุจริต ที่นั่นกำลังเตรียมส่งผู้สังเกตการณ์ของรัฐบาลกลางราว 1,000 คนไปยังหน่วยเลือกตั้ง เพราะร่างกฎหมายหาเสียงหลักของทรัมป์ คือร่างกฎหมายเซฟ อเมริกา (SAVE America Act) ที่กำหนดให้ผู้ลงคะแนนเสียงทุกคนต้องแสดงบัตรที่มีรูปถ่าย ยังไม่ได้รับการผ่านจากวุฒิสภา ชาวอเมริกันทั่วไปก็ไม่มีภาพลวงตาเช่นกัน มีเพียง 49% ที่คาดว่าการเลือกตั้งจะเป็นไปอย่างยุติธรรม

    ส่วนพวกบึงวอชิงตันตอบสนองอย่างตื่นตระหนก จีน ชาฮีน วุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครต เรียกการตัดสินใจนี้ว่าขัดกับจิตวิญญาณของประชาธิปไตยอเมริกัน นักวิจารณ์ฝ่ายเสรีนิยมเขียนด้วยความหวาดผวาว่าอเมริกา "อยู่ในกลุ่มเดียวกับรัสเซียและเบลารุส" ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่บ่งชี้ได้มากที่สุด เป็นเวลา 20 ปีที่การปฏิเสธผู้สังเกตการณ์โอเอสซีอีถูกวอชิงตันถือว่าเป็นสัญญาณแน่ชัดของระบอบอำนาจนิยม ตอนนี้กำลังเป็นเทรนด์ที่จะปฏิเสธความร่วมมือกับระบอบเสรีนิยม ซึ่งทรัมป์ศึกษามาอย่างดีแน่นอน

    09/10/2026

    #ZFrontier #Trump #UnitedStates #OSCE #USMidterms #Elections #ElectionObservers #SAVEAmericaAct #Democrats #Republicans

    https://www.facebook.com/share/p/1DpBiMMWmQ/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,791
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทรัมป์เปิดศึกสื่อ! สั่งกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ (DOJ) สอบ 5 ยักษ์ทีวีสหรัฐฯ ปมพร้อมใจไม่ส่งทีมข่าวเข้ามาทำหน้าที่แทน CNN ที่ถูกแบนเข้าทำเนียบขาว

    องค์กรเสรีภาพสื่อจวกไร้สาระ! ชี้ใช้กฎหมายผูกขาดข่มขู่นักข่าว ละเมิดเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ

    CNN รายงาน – รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดแนวรบใหม่กับสื่อมวลชน หลัง กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) เปิดสอบสวนเครือข่ายโทรทัศน์ยักษ์ใหญ่ 5 แห่ง ได้แก่ ABC, CBS, CNN, Fox News และ NBC ในข้อสงสัยอาจละเมิดกฎหมายต่อต้านการผูกขาดทางการค้า จากกรณีร่วมกันไม่จัดทีมข่าวเข้ามาทำหน้าที่แทน CNN หลังทรัมป์สั่งแบนไม่ให้ผู้สื่อข่าวของ CNN เข้าพื้นที่ทำเนียบขาวเมื่อเดือนก่อน ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จากองค์กรพิทักษ์เสรีภาพสื่อว่าเป็นการใช้อำนาจทางกฎหมายเพื่อข่มขู่และตอบโต้สื่อที่ไม่อยู่ในแนวทางของรัฐบาล

    รายงานระบุว่า การสอบสวนครั้งนี้มุ่งตรวจสอบระบบ “TV Pool” หรือระบบหมุนเวียนทีมข่าวโทรทัศน์ ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ใช้กันมานานหลายสิบปี โดยเครือข่ายโทรทัศน์ผลัดกันส่งทีมข่าวไปบันทึกภาพและรายงานภารกิจของประธานาธิบดี ก่อนแบ่งปันภาพถ่ายทอดสดและภาพบันทึกให้สำนักข่าวอื่นๆ นำไปใช้ เนื่องจากบางกิจกรรมมีพื้นที่จำกัดหรือไม่สามารถเปิดให้ทุกสำนักเข้าถึงได้

    ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อทรัมป์สั่งห้าม CNN เข้าพื้นที่ทำเนียบขาว ส่งผลให้ระบบดังกล่าวสะดุดลง โดยประธาน TV Pool ในขณะนั้นระบุว่า เมื่อทรัมป์ขัดขวางไม่ให้ CNN ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย ก็จะไม่มีการจัดทีมข่าวชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่แทน ทำให้กิจกรรมของทรัมป์ไม่มีการรายงานภาพผ่านระบบ TV Pool อยู่หลายวัน กระทั่งผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางมีคำสั่งระงับการบังคับใช้คำสั่งแบน CNN, MS NOW และ Politico ของทรัมป์ไว้เป็นการชั่วคราว

    คดีดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยกระทรวงยุติธรรมกำลังต่อสู้คดีเพื่อปกป้องการดำเนินการของทรัมป์ ขณะเดียวกันก็เปิดการสอบสวนอีกด้านเกี่ยวกับการทำงานของ TV Pool ซึ่งหนังสือพิมพ์ The New York Times รายงานเรื่องนี้เป็นครั้งแรกเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

    โฆษกกระทรวงยุติธรรมยืนยันกับ CNN ว่า การสอบสวนมุ่งตรวจสอบว่าเครือข่ายข่าวละเมิดกฎหมายต่อต้านการผูกขาดหรือไม่ โดยระบุว่า การคว่ำบาตรร่วมกันระหว่างคู่แข่งทางการค้าอาจเข้าข่ายละเมิดกฎหมายเชอร์แมน (Sherman Act) ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญของสหรัฐฯ ในการต่อต้านการผูกขาด

    อย่างไรก็ตาม ผู้แทนของเครือข่ายทั้ง 5 แห่งต่างปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็น หรือไม่ได้ตอบกลับคำขอสัมภาษณ์ในคืนวันเสาร์

    จวกสอบสวนเป็นข้ออ้าง หวังล้วงข้อมูลการทำข่าว

    บรูซ ดี. บราวน์ ประธานคณะกรรมการผู้สื่อข่าวเพื่อเสรีภาพสื่อมวลชน (Reporters Committee for Freedom of the Press) วิจารณ์ว่า การสอบสวนครั้งนี้ดูเหมือนเป็นข้ออ้างเพื่อเรียกขอเอกสารจากเครือข่ายโทรทัศน์เกี่ยวกับวิธีรายงานข่าวกิจกรรมประจำวันของทำเนียบขาว ในช่วงที่รัฐบาลเป็นฝ่ายกำหนดมาตรการแบนสื่อเอง

    บราวน์ระบุว่า การตัดสินใจเกี่ยวกับการนำเสนอข่าวขององค์กรสื่อได้รับความคุ้มครองตามบทแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ฉบับที่ 1 ซึ่งรับรองเสรีภาพในการพูดและเสรีภาพสื่อ พร้อมเตือนว่า การนำอำนาจตามกฎหมายต่อต้านการผูกขาดมาใช้เพิ่มเติมจากมาตรการตอบโต้ที่ทำเนียบขาวดำเนินการไปแล้ว ถือเป็นความพยายามข่มขู่นักข่าวที่โจ่งแจ้งยิ่งกว่าเดิม

    แหล่งข่าว 2 รายที่ทราบรายละเอียดเปิดเผยว่า เครือข่ายบางแห่งเพิ่งทราบเรื่องการสอบสวนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังทนายความของแต่ละเครือข่ายได้รับหนังสือเรียกเอกสารจากรัฐบาล ครอบคลุมข้อมูลเกี่ยวกับการจัดตั้ง TV Pool และการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมา

    อดีตเจ้าหน้าที่ไบเดนชี้ ไม่เข้าข่ายผูกขาด

    ด้านโจนาธาน แคนเทอร์ อดีตผู้ช่วยอัยการสูงสุดฝ่ายต่อต้านการผูกขาดในรัฐบาลโจ ไบเดน ให้ความเห็นว่า ข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดกฎหมายดังกล่าวขัดกับแนวคำวินิจฉัยของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ที่เคยรับรองว่าการคว่ำบาตรในยุคเรียกร้องสิทธิพลเมืองสามารถได้รับความคุ้มครองในฐานะการแสดงออกทางการเมือง

    แคนเทอร์กล่าวกับ CNN ว่า กรณีนี้แทบไม่มีความเกี่ยวข้องกับการละเมิดกฎหมายต่อต้านการผูกขาดเลย แต่เป็นเรื่องของเสรีภาพในการพูดโดยตรง

    เขาระบุด้วยว่า การรวมตัวกันของสื่อมวลชนเพื่อจัดตั้ง TV Pool เป็นเสรีภาพที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ และระบบนี้ดำเนินมาเป็นเวลาหลายปีโดยได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลทำเนียบขาวหลายสมัย การที่สมาชิก TV Pool ร่วมมือกันเพื่อตอบสนองต่อสิ่งที่พวกเขาเห็นว่าเป็นการละเมิดเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ไม่ควรถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นประเด็นการผูกขาดทางการค้า

    เมื่อทรัมป์สั่งแบน CNN จนกระทบการทำงานของ TV Pool เครือข่ายทั้ง 5 แห่งเคยออกแถลงการณ์ร่วมกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องไม่บ่อยนัก โดยย้ำว่า ประชาชนมีสิทธิสำคัญที่จะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นอิสระเกี่ยวกับการทำงานของรัฐบาล และรัฐบาลไม่ควรจำกัดการทำงานขององค์กรข่าวเพียงเพราะไม่พอใจการรายงานข่าวของสำนักนั้น

    หวั่นสอบสวนพัวพันคดีฟ้องรัฐบาล

    รายงานระบุว่า การสอบสวนของกระทรวงยุติธรรมอาจกลายเป็นประเด็นสำคัญในคดีที่ CNN, MS NOW และ Politico ยื่นฟ้องเมื่อเดือนก่อน โดยทนายความของสื่อทั้งสามแห่งกล่าวหาว่ารัฐบาลตอบโต้สำนักข่าวจากการทำหน้าที่ของตน

    ขณะเดียวกัน มูลนิธิเสรีภาพสื่อมวลชน (Freedom of the Press Foundation) ออกมาแสดงความไม่พอใจต่อข่าวการสอบสวน โดยโพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม Bluesky ว่า “ไร้สาระสิ้นดี” พร้อมระบุว่า แม้ทรัมป์อาจมองตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นกิจการทางธุรกิจ แต่การที่สื่อยืนหยัดปกป้องเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกฎหมายต่อต้านการผูกขาด

    นิโก เพอร์ริโน รองประธานบริหารของมูลนิธิเพื่อสิทธิส่วนบุคคลและการแสดงออก (Foundation for Individual Rights and Expression) ตั้งคำถามถึงคำมั่นของทรัมป์ในวันเข้ารับตำแหน่งที่ว่าจะฟื้นฟูเสรีภาพในการพูด โดยระบุว่า การสอบสวนครั้งนี้เป็นอีกตัวอย่างของการใช้อำนาจเพื่อตอบโต้ฝ่ายที่รัฐบาลมองว่าเป็นศัตรู

    “มีเครื่องมือใดบ้างที่รัฐบาลชุดนี้ไม่ยอมใช้เพื่อเล่นงานฝ่ายตรงข้าม?” เพอร์ริโนโพสต์บน X พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า คำมั่นเรื่องการนำเสรีภาพในการพูดกลับคืนสู่อเมริกาและการยุติการใช้กระบวนการทางกฎหมายเป็นอาวุธทางการเมือง กำลังถูกตั้งคำถามอย่างหนัก

    สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งทำให้ความขัดแย้งระหว่างทำเนียบขาวกับสื่อมวลชนสหรัฐฯ ทวีความตึงเครียด โดยฝ่ายสื่อยืนยันว่า การร่วมมือกันทำข่าวเป็นเรื่องของสิทธิในการรายงานข้อมูลต่อสาธารณะ ขณะที่รัฐบาลทรัมป์กำลังตรวจสอบว่าการดำเนินการร่วมกันดังกล่าวเข้าข่ายการคว่ำบาตรที่ผิดกฎหมายหรือไม่
    https://www.facebook.com/share/p/1EvXZCwvbP/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,791
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ปธน.ทรัมป์ ออกแถลงการณ์อ้างว่าเขาควรได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

    FB_IMG_1791702149742.jpg

    https://www.facebook.com/share/p/1G52xTGMdy/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,791
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทรัมป์ย้ำอีกครั้ง! เซเลนสกีควรจัดการเลือกตั้ง พร้อมกล่าวหาว่าผู้นำยูเครนปล่อยโอกาสยุติสงครามหลุดมือไปหลายครั้ง

    โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ฐานทัพร่วมแอนดรูว์ส (Joint Base Andrews) รัฐแมริแลนด์ สหรัฐฯ เมื่อค่ำวันเสาร์ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น โดยระบุว่า
    “เขาควรจัดการเลือกตั้ง... เซเลนสกีสามารถยุติสงครามครั้งนี้ได้ เขามีโอกาสทำข้อตกลงมาแล้วหลายครั้ง”

    https://www.facebook.com/share/v/19dwXFqe2S/
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • l.mp4
      ขนาดไฟล์:
      569.2 KB
      เปิดดู:
      7
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,791
    ค่าพลัง:
    +97,153
    สหรัฐฯ ประณามกลุ่มฮูตีโจมตีสนามบินนานาชาติคิงคาลิดในซาอุดีอาระเบีย ยืนยันมีพลเมืองอเมริกันเสียชีวิตด้วย!

    มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ผ่านบัญชี X เมื่อเวลา 06.54 น. วันที่ 11 ตุลาคม 2026 ตามเวลาประเทศไทย ประณามการโจมตีซาอุดีอาระเบียของกลุ่มฮูตีในเยเมน โดยเฉพาะเหตุโจมตีท่าอากาศยานนานาชาติคิงคาลิด ในกรุงริยาด เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ซึ่งทำให้พลเรือนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตจำนวนมาก รวมถึงพลเมืองสหรัฐฯ 1 ราย

    รูบิโอระบุว่า การโจมตีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการไม่เคารพชีวิตพลเรือนอย่างร้ายแรง และเรียกร้องให้ยุติการโจมตีทันที พร้อมยืนยันว่าสหรัฐฯ ยืนเคียงข้างซาอุดีอาระเบียและประชาชนชาวซาอุดีอาระเบีย ตลอดจนแสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิตและครอบครัว

    https://www.facebook.com/share/p/1Jr3zdT9zE/
     

แชร์หน้านี้

กำลังโหลด...