ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,618
    ค่าพลัง:
    +97,153
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,618
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทำไมมหาอำนาจโลกถึงยอมให้ ‘ตะวันออกกลางรวมกันเป็นหนึ่ง’ ไม่ได้?

    เมื่อเอ่ยถึงความขัดแย้งที่ไม่จบสิ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง คำอธิบายที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาในสังคมโลกคือเรื่องของความขัดแย้งทางศาสนา สงครามเฉดสีทางนิกาย ความแค้นทางประวัติศาสตร์ หรือความร้าวฉานระหว่างชนเผ่า ทว่าหากมองผ่านเลนส์ของ "#ภูมิรัฐศาสตร์" (Geopolitics) และ "ทฤษฎีเกม" (Game Theory) จะพบว่าความร้าวฉานเหล่านั้นเป็นเพียงรอยแยกบนผิวหน้า แต่สิ่งกดทับที่แท้จริงคือ "เพดานแก้วไร้เงา" ที่คุมกำเนิดภูมิภาคนี้ไว้ไม่ให้เกิดการรวมตัว

    เพดานแก้วที่ว่าไม่ได้ถูกสร้างด้วยกำลังทหารหรือตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่สลักไว้ด้วยสมการผลประโยชน์ของชาติมหาอำนาจว่า: "คุณร่ำรวยได้ มั่งคั่งได้ ร่วมมือกันได้ แต่ห้าม 'รวมเป็นหนึ่ง' โดยเด็ดขาด"

    ไพ่ในมือที่ทรงพลังที่สุดในโลก

    ก่อนจะเข้าใจว่าทำไมการรวมตัวถึงถูกขัดขวาง ต้องมองภาพความเป็นจริงก่อนว่า #ตะวันออกกลาง ไม่ได้ยากจน ตรงกันข้าม ต่างมั่งคั่งและกุมพลังงานสำรองไว้มากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก แต่นั่นยังไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ "ชัยภูมิทางภูมิศาสตร์"

    ภูมิภาคนี้ครอบครอง 4 ช่องแคบและเส้นทางยุทธศาสตร์สายเลือดใหญ่ของโลก:
    1. ช่องแคบฮอร์มุซ: เส้นทางลำเลียงน้ำมันเกือบ 1 ใน 5 ของโลก
    2. ทะเลแดง: ประตูเชื่อมระหว่างทวีปเอเชียและแอฟริกา
    3. คลองสุเอซ: เส้นทางการค้าระหว่างยุโรปกับเอเชียที่สั้นที่สุด
    4. ช่องแคบแบบเอลมันเดบ: คอขวดสำคัญที่เชื่อมมหาสมุทรอินเดียเข้ากับทะเลแดง

    ทรัพยากรอาจหาตัวอื่นมาทดแทนได้ แต่ "#เส้นทางยุทธศาสตร์" เหล่านี้ไม่มีสิ่งใดทดแทนได้ หากไพ่เหล่านี้ถูกกระจายอยู่ในมือของสิบกว่าประเทศที่ต่างคนต่างอยู่ มหาอำนาจภายนอกก็สามารถใช้กลยุทธ์ "แยกกันตี" (Divide and Rule) ได้อย่างง่ายดาย

    แต่ลองจินตนาการว่า หากไพ่ทั้งหมดนี้ถูกรวบไปอยู่ในมือของ "พันธมิตรที่เป็นเอกภาพ" ที่กำหนดราคาน้ำมันร่วมกัน บริหารจัดการเส้นทางเดินเรือร่วมกัน และมีนโยบายต่างประเทศและกองทัพที่เป็นหนึ่งเดียว—กลุ่มพันธมิตรนี้ไม่จำเป็นต้องสร้างนิวเคลียร์ ก็สามารถทำให้เศรษฐกิจและมหาอำนาจทั่วโลกสั่นสะเทือนได้ทันที

    ทำไมมหาอำนาจโลกถึง ‘ยอมรับไม่ได้’?

    คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ "ตะวันออกกลางจะรวมกันได้ไหม" แต่คือ "ระเบียบโลกจะยินยอมให้รวมกันหรือไม่" ซึ่งคำตอบซ่อนอยู่ในโครงสร้างของมหาอำนาจปัจจุบันที่ล้วนได้ประโยชน์จากการแตกแยก:

    -สหรัฐอเมริกายอมไม่ได้: เพราะพันธมิตรตะวันออกกลางที่เป็นเอกภาพจะทำลายระบบ "#ปิโตรดอลลาร์" (Petrodollar) อันเป็นเสาหลักของอำนาจทางการเงินอเมริกัน หากตะวันออกกลางเลิกใช้ดอลลาร์ในการค้าพลังงาน อำนาจทางการเงินและฐานทัพอเมริกันในภูมิภาคก็หมดความจำเป็นทันที

    -รัสเซียยอมไม่ได้: เพราะตะวันออกกลางคือหนึ่งในไพ่ไม่กี่ใบที่มอสโกใช้ต่อรองกับตะวันตก หากตะวันออกกลางรวมกันเป็นหนึ่ง รัสเซียจะสูญเสียบทบาทตัวกลางไกล่เกลี่ย และอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์จะลดลงเหลือศูนย์ทันที

    -ยุโรปยอมไม่ได้: เพราะความมั่นคงทางพลังงานของยุโรปจะต้องขึ้นอยู่กับลมหายใจของกลุ่มพลังอำนาจใหม่นี้ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่อันตรายยิ่งกว่าการพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียเสียอีก

    มหาอำนาจเหล่านี้อาจเป็นคู่แข่งกันในเวทีโลก แต่ในประเด็นการกดไม่ให้ตะวันออกกลางรวมกัน พวกเขากลับเป็น "พันธมิตรโดยไม่ต้องนัดหมาย" ตามโครงสร้างผลประโยชน์ที่สอดคล้องกัน

    ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย: เมื่อ "การแตกแยก" คือสภาวะปกติที่ถูกจัดวาง

    เมื่อย้อนดูประวัติศาสตร์ ทุกครั้งที่ตะวันออกกลางเริ่มมีแนวโน้มจะรวมตัวกันเป็นปีกแผ่น พลังภายนอกจะเข้าแทรกแซงทันที:

    -หลังการล่มสลายของจักรวรรดิออตโตมัน อังกฤษและฝรั่งเศสได้เข้าแบ่งเค้กผ่าน ข้อตกลงไซก์ส-ปิโกต์ (Sykes-Picot Agreement) โดยมีหัวใจสำคัญคือการขีดเส้นสร้างประเทศใหม่ เพื่อไม่ให้ชาวอาหรับรวมตัวกันได้

    -ยุคสงครามเย็น มหาอำนาจทำสงครามตัวแทนแต่มีข้อตกลงร่วมกลายๆ ว่าจะไม่อนุญาตให้ฝ่ายใดสร้าง "มหาอำนาจเดี่ยว" ขึ้นในภูมิภาค

    -ยุคหลังสงครามเย็น ทั้งผู้นำอย่างซัดดัม ฮุสเซน ที่พยายามรวบรวมโลกอาหรับ หรือกัดดาฟี ที่พยายามสร้าง "สหรัฐแห่งแอฟริกา" ต่างถูกกำจัดลงเมื่อเริ่มส่งสัญญาณคุกคามระเบียบเดิม

    โศกนาฏกรรมแห่ง "ความสมเหตุสมผล"

    สิ่งที่ตลกร้ายที่สุดคือ แต่ละประเทศในตะวันออกกลางไม่ได้แตกแยกเพราะความเขลา แต่เกิดจาก "การตัดสินใจอย่างสมเหตุสมผลของตนเอง":
    • ซาอุดีอาระเบียระแวงอิหร่าน จึงดึงสหรัฐฯ เข้ามาปกป้อง
    • อิหร่านโดนสหรัฐฯ คว่ำบาตร จึงดึงรัสเซียมาเป็นหลังพิง
    • ประเทศเล็กๆ ในกลุ่มอ่าวอาหรับยอมพึ่งพิงมหาอำนาจไกลบ้าน เพราะกลัวโดนประเทศเพื่อนบ้านขนาดใหญ่กลืนกิน

    เมื่อทุกประเทศต่างทำในสิ่งที่ "สมเหตุสมผลที่สุดเพื่อเอาตัวรอด" ผลลัพธ์รวมกลับกลายเป็นสิ่งที่ ไม่สมเหตุสมผลที่สุด—ภูมิภาคนี้จึงต้องแตกแยกตลอดกาล ถูกชักใยโดยอำนาจภายนอก และไม่สามารถรวมกำลังกันได้ ซึ่งเข้าตำรา "ทฤษฎีเกมสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของนักโทษ" (Prisoner's Dilemma)

    การต้านทานจากภายนอกประสบผลสำเร็จได้ ก็เพราะภายในมีรอยแตกร้าวให้ฉวยใช้ พันธมิตรตะวันออกกลางที่เป็นเอกภาพจะไม่อยู่ฝั่งเดียวกับมหาอำนาจใด แต่จะกลายเป็น "คู่แข่งของทุกมหาอำนาจ"

    โศกนาฏกรรมของตะวันออกกลางจึงไม่ได้อยู่ที่ความขัดแย้งภายในเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ "การแตกแยกของตะวันออกกลาง... คือคำตอบที่ทำให้ทุกมหาอำนาจบนโลกนี้สบายใจที่สุด"

    #ChinaFocus

    https://www.facebook.com/share/p/1EPy4RiRrY/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,618
    ค่าพลัง:
    +97,153
    มรสุมการเมือง-สังคมสเปน: จากกรณีทุนยิวขับไล่หญิงชราวัย 87 ปี สู่ชนวนระเบิดความแค้นต่อ "กองทุนแร้ง"

    ในทางการทูตและการเมืองระหว่างประเทศ เหตุการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจและสร้างแรงสะเทือนระดับวิกฤตสังคม มักไม่ได้เกิดจากความขัดแย้งเชิงนโยบายระดับสูง หากแต่เกิดจาก "ชะตากรรมของคนธรรมดา" ที่สะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำและอำนาจไร้ความเมตตาของทุนนิยมได้อย่างเจ็บปวดที่สุด

    กรณีการบุกขับไล่ มาริการ์เมน (Maricarmen) หญิงชราวัย 87 ปี ผู้มีความพิการออกจากห้องพักขนาด 92 ตารางเมตร ในย่านเรติโร (Retiro) ของกรุงมาดริด ซึ่งเธออยู่อาศัยมานานกว่า 70 ปี โดยฝีมือของตำรวจควบคุมฝูงชนที่ใช้เลื่อยตัดลูกกรงและงัดประตูเข้าไปยกตัวเธอออกมาบนเตียงพยาบาล ได้กลายเป็น "ชนวนระเบิดทางอารมณ์" ที่จุดชนวนการประท้วงระลอกใหญ่ทั่วประเทศสเปน

    ผู้คนนับแสนคนลงถนนภายใต้คำขวัญ "Ni una Maricarmen más" (ต้องไม่มีมาริการ์เมนคนต่อไป) ส่งผลให้ประเด็นนี้ยึดพื้นที่ข่าวหน้าหนึ่ง ข้ามหน้าข้ามตาทั้งข่าวฟุตบอลทีมชาติสเปนและข่าวภัยธรรมชาติ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า สังคมสเปนกำลังทนไม่ได้กับกฎหมายที่เย็นชาและอำนาจไร้พรมแดนของกลุ่มทุน

    1. Reuben Brothers และยุทธศาสตร์ 'กองทุนแร้ง' (Vulture Funds) แปรรูปสวัสดิการเป็นเกมการเงิน

    รากเหง้าของวิกฤตการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงข้ามคืน แต่เป็นผลผลิตจากนโยบายแปรรูปสินทรัพย์ของรัฐเป็นของเอกชน (Privatization) ในช่วงปี 2008–2018 ภายใต้รัฐบาลปีกขวา (PP) เพื่อหาเงินมาชดเชยวิกฤตเศรษฐกิจยุโรป จนเปิดทางให้กลุ่มทุนที่ไม่เปิดเผยตัวตนเข้ามาครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของประเทศ

    เบื้องหลังบริษัท Urbagestión ที่พยายามฟ้องร้องขับไล่หญิงชรา คืออาณาจักรการเงินของ Reuben Brothers (สองพี่น้องมหาเศรษฐี เดวิด และ ไซมอน รูเบน #ชาวอังกฤษเชื้อสายยิว) ผู้สร้างความมั่งคั่งยุคแรกมาจากการกว้านซื้ออุตสาหกรรมแร่อะลูมิเนียมในช่วงรัฐวิสาหกิจล่มสลายของรัสเซีย ทศวรรษ 1990 ก่อนจะนำเงินสดก้อนโตมาปักหลักในตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก

    พฤติกรรมทางธุรกิจของพวกเขาสะท้อนถึงนิยามของ "กองทุนแร้ง" (Vulture Capital) อย่างแท้จริง:
    -กลยุทธ์ช้อนซื้อสินทรัพย์ยามวิกฤต (Distressed Assets): เช่นเดียวกับการเข้าซื้อโรงแรมหรู The Surrey ในนิวยอร์ก หรืออสังหาริมทรัพย์ราคาตกต่ำช่วงโควิด-19 สองพี่น้องรูเบนใช้เครือข่ายบริษัทนอมินีเข้ากว้านซื้ออาคารที่พักอาศัยในสเปนช่วงเศรษฐกิจซบเซา

    -สูบผลตอบแทนสูงสุดโดยไม่สนมิติสังคม: เมื่อได้ครองสิทธิ์ จึงนำมาสู่การปั่นค่าเช่าห้องพักของมาริการ์เมนจาก 500 ยูโร พุ่งสูงขึ้นเป็น 2,650 ยูโรต่อเดือน (ขณะที่เงินบำนาญของเธอมีเพียง 1,350 ยูโร) เพื่อบังคับไล่ผู้เช่าเดิมที่มีรายได้น้อย แล้วรีโนเวทปล่อยเช่าให้กลุ่มคนรวยในราคาแพงลิ่วถึง 5,000 ยูโร

    -ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ: แม้หญิงชราจะชนะคดีในศาลชั้นต้นถึง 3 ครั้ง โดยอ้างสิทธิ "สัญญาเช่าเดิม" (Renta Antigua) จากยุคฟรังโก แต่กลุ่มทุนระดับโลกที่มีทรัพยากรทางกฎหมายมหาศาล ก็กัดไม่ปล่อยจนฟ้องชนะในชั้นศาลสูง โดยศาลอ้างว่าสัญญาเก่าไม่สอดคล้องกับกฎหมายที่อยู่อาศัยฉบับใหม่ปี 2023

    2. รอยร้าวในระบบการเมืองสเปน: ความขัดแย้งเชิงนโยบายและประเด็นสองมาตรฐาน

    คดีนี้ไม่เพียงแต่ฉีกหน้ากากความเย็นชาของ Reuben Brothers และกลุ่มกองทุนแร้ง แต่ยังลากเอาความขัดแย้งทางการเมืองของ #สเปน ออกมาประจาน:

    -เกมการเมืองระหว่างรัฐบาลกลางและท้องถิ่น: นายกรัฐมนตรี เปโดร ซานเชซ (พรรคแรงงานสังคมนิยม - PSOE) ออกมาวิจารณ์เทศบาลนครมาดริดอย่างรุนแรงว่า ส่งกำลังตำรวจไปบังคับใช้คำสั่งศาลเพื่อประโยชน์ของทุนเอกชนโดยไม่มีการจัดหาที่อยู่อาศัยทดแทน ขณะที่ฝ่ายบริหารมาดริดแก้ตัวว่าได้เสนอทางเลือกให้ไปอยู่บ้านพักคนชำนาญเอกชน (แต่สั่งให้หญิงชราจ่ายเองเดือนละ 1,200 ยูโร) ซึ่งยิ่งกระพือความโกรธแค้นของประชาชน

    -วาทกรรมสองมาตรฐาน: ประชาชนเริ่มตั้งคำถามต่อประสิทธิภาพของรัฐบาลและตำรวจ โดยเปรียบเทียบว่า ตำรวจแสดงความตื่นตัวและใช้อุปกรณ์ครบมืออย่างมีประสิทธิภาพสูงในการไล่หญิงชราไร้ทางสู้เพื่อทุนข้ามชาติ แต่กลับล้มเหลวและละเลยในการจัดการกับปัญหาขโมยตามท้องถนน หรือการบริหารจัดการผู้ลี้ภัยและผู้อพยพผิดกฎหมาย

    3. ทางออกชั่วคราวและการถอยร่นของทุนนิยมเชิงสัญลักษณ์

    ภายใต้แรงกดดันมหาศาลจากมวลชนที่ปักหลักประท้วงที่ Puerta del Sol และ Gran Vía รวมถึงกระแสการขุดคุ้ยข้อมูลเบื้องหลังของ #ReubenBrothers ในโลกออนไลน์ ทำให้ฝ่ายบริหารมาดริดและบริษัท Urbagestión จำเป็นต้องยอมถอยในเชิงสัญลักษณ์:
    1. ยินยอมให้มาริการ์เมนกลับเข้าอยู่อาศัยในบ้านเดิมด้วยสัญญาเช่า 8 ปี
    2. กำหนดค่าเช่าไม่เกิน 30% ของรายได้สุทธิ ของเธอ ส่วนต่างที่เหลือเทศบาลนครมาดริดจะเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณ
    3. บริษัท Urbagestión ต้องรีบออกแถลงการณ์แก้ตัวอย่างร้อนรนว่าเป็นเพียงบริษัทท้องถิ่นขนาดเล็ก ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกองทุนแร้ง เพื่อประคองภาพลักษณ์หลังถูกกระแสสังคมโจมตีอย่างหนัก

    ชัยชนะของมาริการ์เมนในครั้งนี้ เป็นเพียง "การสงบศึกชั่วคราว" ในสงครามชนชั้นทางอสังหาริมทรัพย์ของยุโรป ตราบใดที่ปัจจัยสี่อย่าง "ที่อยู่อาศัย" ยังคงถูกปฏิบัติต่อในฐานะ "ตราสารทางการเงิน" (Financial Asset) และเป็นเกมเก็งกำไรของมหาเศรษฐีข้ามชาติอย่าง Reuben Brothers ปรากฏการณ์เช่นนี้จะยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    เหตุการณ์นี้ได้ทิ้งบาดแผลใหญ่ไว้ในจิตวิญญาณของสังคมสเปน และเป็นสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าว่า เมื่อกฎหมายและอำนาจรัฐเลือกข้างทุนจนหลงลืมความเป็นมนุษย์ ความศรัทธาต่อระบบสถาบันของประชาชนก็พร้อมที่จะพังทลายลงได้ทุกเมื่อ

    #ChinaFocus #ยิว #ทุนยิว

    Ref.: EFE/Reuters/AP

    https://www.facebook.com/share/p/1CVMq86SHR/
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,618
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Elon Musk กล่าวว่า ประมาณ 90% ของรายได้ SpaceX ในปีนี้จะมาจากธุรกิจเชิงพาณิชย์ ขณะที่รายได้จากหน่วยงานภาครัฐจะลดลงเหลือต่ำกว่า 5% ในไตรมาส 4

    การเติบโตของ Starlink ทำให้โครงสร้างรายได้ของ SpaceX เปลี่ยนแปลงอย่างมาก จนธุรกิจของบริษัทมีลักษณะใกล้เคียงกับแพลตฟอร์มด้านการเชื่อมต่อและการสื่อสาร มากกว่าบริษัทที่พึ่งพาธุรกิจปล่อยจรวดให้ภาครัฐเป็นหลัก

    https://www.facebook.com/share/p/1K77fHixwu/
     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,618
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ยุโรปยกระดับรับมือรัสเซีย ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือน “ภาพภัยคุกคาม” อาจปิดพื้นที่การทูต

    3 ตุลาคม 2569

    ตูบา เซบี (Tuba Cebi) ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศชาวตุรกี ให้สัมภาษณ์ Sputnik วิจารณ์แนวโน้มในยุโรปที่มองรัสเซียเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคง โดยเตือนว่าหากการประเมินความเสี่ยงถูกเปลี่ยนเป็นกรอบคิดทางการเมืองอย่างแข็งตัว อาจทำให้พื้นที่สำหรับการเจรจาและการสร้างกลไกความมั่นคงร่วมลดลง พร้อมชี้ว่าการใช้แนวทาง “ไต่ขอบเหว” (Brinkmanship) เพื่อกดดันคู่ขัดแย้งไม่ใช่หลักประกันของความมั่นคงระยะยาว

    อย่างไรก็ตาม มุมมองดังกล่าวเป็นข้อวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญที่ให้สัมภาษณ์สื่อรัสเซีย ขณะที่ฝ่ายยุโรปและ NATO มีจุดยืนอย่างเป็นทางการแตกต่างออกไป โดย NATO ระบุเมื่อวันที่ 29 กันยายนว่า รัสเซียเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงของสมาชิก และกล่าวถึงการละเมิดน่านฟ้า การโจมตีทางไซเบอร์ การก่อวินาศกรรม และกิจกรรมที่ NATO จัดอยู่ในกลุ่มภัยคุกคามแบบผสมผสาน (Hybrid Threats)

    สหภาพยุโรปก็ใช้แนวทางเดียวกัน โดยคณะมนตรีสหภาพยุโรประบุว่ารัสเซียและกลุ่มที่เกี่ยวข้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับแคมเปญไฮบริดที่มุ่งกระทบประเทศสมาชิก ทั้งการก่อวินาศกรรม โจมตีทางไซเบอร์ การบิดเบือนข้อมูล การแทรกแซงการเลือกตั้ง และแรงกดดันทางเศรษฐกิจ พร้อมย้ำว่าจำเป็นต้องเพิ่มความสามารถในการป้องกันและตอบโต้ภัยคุกคามเหล่านี้

    ความแตกต่างสำคัญจึงอยู่ที่ “การตีความ” ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญที่ Sputnik อ้างถึงมองว่าการทำให้ภัยคุกคามรัสเซียกลายเป็นกรอบคิดหลักอาจลดช่องทางการทูต ฝ่ายยุโรปมองว่าการยกระดับมาตรการป้องกันเป็นการตอบสนองต่อเหตุการณ์และพฤติกรรมด้านความมั่นคงที่เกิดขึ้นจริง โดย European Council ในเดือนมิถุนายนยังเรียกร้องให้เพิ่มความสามารถในการป้องกันโครงสร้างพื้นฐานสำคัญและรับมือการโจมตีแบบไฮบริด โดยเฉพาะจากรัสเซียและเบลารุส

    NATO ระบุเพิ่มเติมว่าการเสริมกำลังปีกตะวันออกของพันธมิตรมีเป้าหมายด้านการป้องปรามและการป้องกัน โดยปัจจุบันมีหน่วยกำลังผสมหลายชาติในแนวตะวันออก รวมถึงการเพิ่มระบบป้องกันภัยทางอากาศ เครื่องบินรบ การลาดตระเวน และการคุ้มครองโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ

    สถานการณ์จึงสะท้อนปัญหาความมั่นคงยุโรปที่มีทั้งมิติทางทหารและการทูต การเสริมกำลังของยุโรปและ NATO ดำเนินควบคู่กับมาตรการคว่ำบาตรและการรับมือสงครามไฮบริด ขณะที่ข้อเสนอจากฝ่ายที่วิจารณ์นโยบายดังกล่าวยังเรียกร้องให้รักษาช่องทางเจรจาและสร้างกลไกความมั่นคงที่ทุกฝ่ายยอมรับได้

    ประเด็นที่ต้องติดตามต่อคือ การที่ยุโรปเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันจะนำไปสู่การยับยั้งความขัดแย้งได้มากขึ้น หรือจะทำให้การแข่งขันด้านความมั่นคงระหว่างยุโรปกับรัสเซียฝังลึกขึ้น ขณะที่ช่องทางทางการทูตยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญในการลดความเสี่ยงจากการคำนวณผิดพลาดและการยกระดับสถานการณ์
    .
    .
    #Thaitribune
    https://www.facebook.com/share/p/1C8zKQeuEw/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,618
    ค่าพลัง:
    +97,153
    โลกกำลังเปลี่ยนขั้ว 'จีน-อินเดีย-บราซิล' เพิ่มบทบาท 'รัสเซีย'เร่งการค้าสกุลเงินท้องถิ่น ลดพึ่งระบบการเงินเดิม

    3 ตุลาคม 2569 Sputnik รายงานบทวิเคราะห์ของ ฮัสซัน ฮาร์ดาน (Hassan Hardan) นักวิเคราะห์การเมือง ซึ่งมองว่า #ระเบียบโลก ที่เคยมี #ชาติตะวันตกเป็นศูนย์กลาง กำลังเผชิญแรงกดดันจาก #การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ โดย #จีน #อินเดีย และ #บราซิล มีบทบาทเพิ่มขึ้น ขณะที่รัสเซียผลักดัน #แนวทางการค้า และ #การชำระเงิน ที่ #ใช้สกุลเงินของประเทศคู่ค้า เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาระบบการเงินที่เชื่อมโยงกับสหรัฐฯ
    .
    ประเด็นดังกล่าวถูกนำมาเชื่อมโยงกับการประชุม Valdai Discussion Club ที่กรุงมอสโก ซึ่งประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียกล่าวเมื่อ 1 ตุลาคมว่า โลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่มีความเสี่ยงสูง พร้อมวิจารณ์ความพยายามขยายอิทธิพลของตะวันตก และย้ำถึงความจำเป็นในการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าที่อาจบานปลายเป็นความขัดแย้งขนาดใหญ่
    .
    ในมิติการเงิน รัสเซียพยายามเพิ่มการใช้เงินรูเบิลและสกุลเงินท้องถิ่นในการค้ากับประเทศคู่ค้า รวมถึงพัฒนาช่องทางชำระเงินทางเลือก หลังรัสเซียเผชิญมาตรการคว่ำบาตรและข้อจำกัดในการเข้าถึงระบบการเงินตะวันตก อย่างไรก็ตาม ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน กล่าวเมื่อเดือนกันยายนว่า รัสเซียไม่ได้ตั้งเป้าหมาย “เลิกใช้ดอลลาร์” โดยสิ้นเชิง แต่ต้องการมีทางเลือกในการชำระเงินที่หลากหลายมากขึ้น
    .
    แนวโน้มไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในรัสเซีย โดยงานวิเคราะห์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (#IMF) เดือนกันยายน 2569 ระบุว่า ประเทศในเอเชียกำลังเพิ่มการกระจายความเสี่ยงด้านสกุลเงินและระบบชำระเงิน ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ แม้เงินดอลลาร์ยังครองสัดส่วนมากกว่า 80% ของการออกใบแจ้งหนี้การค้า และเกือบ 85% ของการชำระธุรกรรมเงินตราต่างประเทศในกลุ่มอาเซียน+3 ก็ตาม
    .
    ด้าน #องค์การการค้าโลก (#WTO) ก็ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่สภาพแวดล้อมที่มีความเป็นหลายขั้วมากขึ้น โดยการแข่งขันด้านเทคโนโลยี ความมั่นคง ห่วงโซ่อุปทาน และมาตรการควบคุมการส่งออกกำลังเพิ่มแรงกดดันต่อระบบการค้าแบบพหุภาคี แต่ WTO ย้ำว่าความร่วมมือระหว่างประเทศยังมีความจำเป็นมากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง
    .
    ขณะเดียวกัน แนวคิดสร้างระบบการเงินทางเลือกกำลังถูกอภิปรายในกลุ่ม BRICS และประเทศ Global South อย่างจริงจัง โดย Valdai Club เผยแพร่รายงานในเดือนมิถุนายน 2569 เสนอแนวคิด “สกุลเงินสำรองใหม่” สำหรับใช้ในการชำระเงินระหว่างประเทศ โดยไม่จำเป็นต้องแทนที่สกุลเงินของแต่ละประเทศโดยตรง แต่แนวคิดดังกล่าวยังเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย ไม่ใช่สกุลเงินที่ถูกนำมาใช้จริงในระบบการเงินโลกแล้ว
    .
    ภาพที่เกิดขึ้นในปี 2569 เห็น #การกระจายศูนย์อำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองมากขึ้น จีน อินเดีย บราซิล รัสเซีย และประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่กำลังพยายามเพิ่มทางเลือกด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และระบบชำระเงิน ขณะที่สหรัฐฯ และยุโรปยังคงมีบทบาทสำคัญในระบบการเงิน เทคโนโลยี และสถาบันระหว่างประเทศ
    .
    ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดที่สุดจึงอาจไม่ใช่ “โลกไร้ตะวันตก” แต่เป็นโลกที่ประเทศต่าง ๆ พยายามลดการพึ่งพาศูนย์กลางเดียว และสร้างทางเลือกหลายช่องทางมากขึ้น ซึ่งจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญกำหนดโครงสร้างเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงหลายปีข้างหน้า
    .
    .
    #Thaitribune

    https://www.facebook.com/share/p/1J6RfgbjdF/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,618
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ยุโรป ยกระดับรับมือรัสเซีย ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือน สร้าง“ภาพภัยคุกคาม” ปิด-ทำลาย พื้นที่การทูต ไม่หนุนความมั่นคงที่ยั่งยืน

    3 ตุลาคม 2569 ตูบา เซบี (Tuba Cebi) ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศชาวตุรกี ให้สัมภาษณ์ Sputnik วิจารณ์แนวโน้มใน #ยุโรป ที่มอง #รัสเซีย เป็น #ภัยคุกคามด้านความมั่นคง โดยเตือนว่าหากการประเมินความเสี่ยงถูกเปลี่ยนเป็นกรอบคิดทางการเมืองอย่างแข็งตัว อาจทำให้พื้นที่สำหรับการเจรจาและการสร้างกลไกความมั่นคงร่วมลดลง พร้อมชี้ว่าการใช้แนวทาง “ไต่ขอบเหว” (Brinkmanship) เพื่อกดดันคู่ขัดแย้งไม่ใช่หลักประกันของความมั่นคงระยะยาว
    .
    อย่างไรก็ตาม มุมมองดังกล่าวเป็นข้อวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญที่ให้สัมภาษณ์สื่อรัสเซีย ขณะที่ฝ่ายยุโรปและ NATO มีจุดยืนอย่างเป็นทางการแตกต่างออกไป โดย NATO ระบุเมื่อวันที่ 29 กันยายนว่า รัสเซียเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงของสมาชิก และกล่าวถึงการละเมิดน่านฟ้า การโจมตีทางไซเบอร์ การก่อวินาศกรรม และกิจกรรมที่ NATO จัดอยู่ในกลุ่มภัยคุกคามแบบผสมผสาน (Hybrid Threats)
    .
    #สหภาพยุโรป ก็ใช้แนวทางเดียวกัน โดย #คณะมนตรีสหภาพยุโรป ระบุว่า รัสเซียและกลุ่มที่เกี่ยวข้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับแคมเปญไฮบริดที่มุ่งกระทบประเทศสมาชิก ทั้งการก่อวินาศกรรม โจมตีทางไซเบอร์ การบิดเบือนข้อมูล การแทรกแซงการเลือกตั้ง และแรงกดดันทางเศรษฐกิจ พร้อมย้ำว่าจำเป็นต้องเพิ่มความสามารถในการป้องกันและตอบโต้ภัยคุกคามเหล่านี้
    .
    ความแตกต่างสำคัญจึงอยู่ที่ “การตีความ” ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญที่ Sputnik อ้างถึงมองว่าการทำให้ภัยคุกคามรัสเซียกลายเป็นกรอบคิดหลักอาจลดช่องทางการทูต ฝ่ายยุโรปมองว่าการยกระดับมาตรการป้องกันเป็นการตอบสนองต่อเหตุการณ์และพฤติกรรมด้านความมั่นคงที่เกิดขึ้นจริง โดย European Council ในเดือนมิถุนายนยังเรียกร้องให้เพิ่มความสามารถในการป้องกันโครงสร้างพื้นฐานสำคัญและรับมือการโจมตีแบบไฮบริด โดยเฉพาะจากรัสเซียและเบลารุส
    .
    #NATO ระบุเพิ่มเติมว่าการเสริมกำลังปีกตะวันออกของพันธมิตรมีเป้าหมายด้านการป้องปรามและการป้องกัน โดยปัจจุบันมีหน่วยกำลังผสมหลายชาติในแนวตะวันออก รวมถึงการเพิ่มระบบป้องกันภัยทางอากาศ เครื่องบินรบ การลาดตระเวน และการคุ้มครองโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
    .
    สถานการณ์สะท้อน #ปัญหาความมั่นคงยุโรป ที่มีทั้ง #มิติทางทหารและการทูต การเสริมกำลังของยุโรปและ NATO ดำเนินควบคู่กับมาตรการคว่ำบาตรและการรับมือสงครามไฮบริด ขณะที่ข้อเสนอจากฝ่ายที่วิจารณ์นโยบายดังกล่าวยังเรียกร้องให้รักษาช่องทางเจรจาและสร้างกลไกความมั่นคงที่ทุกฝ่ายยอมรับได้
    .
    ประเด็นที่ต้องติดตามต่อคือ การที่ยุโรปเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันจะนำไปสู่การยับยั้งความขัดแย้งได้มากขึ้น หรือจะทำให้การแข่งขันด้านความมั่นคงระหว่างยุโรปกับรัสเซียฝังลึกขึ้น ขณะที่ช่องทางทางการทูตยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญในการลดความเสี่ยงจากการคำนวณผิดพลาดและการยกระดับสถานการณ์
    .
    .
    #Thaitribune

    https://www.facebook.com/share/p/18nNefqRBj/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,618
    ค่าพลัง:
    +97,153
    โลกกำลังเปลี่ยนขั้ว จีน-อินเดีย-บราซิลเพิ่มบทบาท รัสเซียเร่งการค้าสกุลเงินท้องถิ่น ลดพึ่งระบบการเงินเดิม

    3 ตุลาคม 2569 Sputnik รายงานบทวิเคราะห์ของ ฮัสซัน ฮาร์ดาน (Hassan Hardan) นักวิเคราะห์การเมือง ซึ่งมองว่าระเบียบโลกที่เคยมี #ชาติตะวันตกเป็นศูนย์กลาง กำลังเผชิญแรงกดดันจาก #การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ โดย #จีน #อินเดีย และ #บราซิล มีบทบาทเพิ่มขึ้น ขณะที่รัสเซียผลักดันแนวทางการค้าและการชำระเงินที่ใช้สกุลเงินของประเทศคู่ค้า เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาระบบการเงินที่เชื่อมโยงกับสหรัฐฯ
    .
    การประชุม Valdai Discussion Club ที่กรุงมอสโก ซึ่งประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ #ปูติน ของรัสเซียกล่าวเมื่อ 1 ตุลาคมว่า โลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่มีความเสี่ยงสูง ทั้งวิจารณ์ความพยายามขยายอิทธิพลของตะวันตก และย้ำถึงความจำเป็นในการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าที่อาจบานปลายเป็นความขัดแย้งขนาดใหญ่
    .
    ในมิติการเงิน รัสเซียพยายามเพิ่มการใช้เงินรูเบิลและสกุลเงินท้องถิ่นในการค้ากับประเทศคู่ค้า รวมถึงพัฒนาช่องทางชำระเงินทางเลือก หลังรัสเซียเผชิญมาตรการคว่ำบาตรและข้อจำกัดในการเข้าถึงระบบการเงินตะวันตก อย่างไรก็ตาม ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกทำเนียบเครมลิน กล่าวเมื่อเดือนกันยายนว่า รัสเซียไม่ได้ตั้งเป้าหมาย “เลิกใช้ดอลลาร์” โดยสิ้นเชิง แต่ต้องการมีทางเลือกในการชำระเงินที่หลากหลายมากขึ้น
    .
    แนวโน้มนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในรัสเซีย โดยงานวิเคราะห์ของ #กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (#IMF) เดือนกันยายน 2569 ระบุว่า ประเทศในเอเชียกำลังเพิ่มการกระจายความเสี่ยงด้านสกุลเงินและระบบชำระเงิน ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ แม้เงินดอลลาร์ยังครองสัดส่วนมากกว่า 80% ของการออกใบแจ้งหนี้การค้า และเกือบ 85% ของการชำระธุรกรรมเงินตราต่างประเทศในกลุ่มอาเซียน+3 ก็ตาม
    .
    ด้าน #องค์การการค้าโลก (#WTO) ก็ประเมินว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่สภาพแวดล้อมที่มีความเป็นหลายขั้วมากขึ้น โดยการแข่งขันด้านเทคโนโลยี ความมั่นคง ห่วงโซ่อุปทาน และมาตรการควบคุมการส่งออกกำลังเพิ่มแรงกดดันต่อระบบการค้าแบบพหุภาคี แต่ WTO ย้ำว่าความร่วมมือระหว่างประเทศยังมีความจำเป็นมากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง
    .
    ขณะเดียวกัน แนวคิดสร้างระบบการเงินทางเลือกกำลังถูกอภิปรายในกลุ่ม BRICS และประเทศ Global South อย่างจริงจัง โดย Valdai Club เผยแพร่รายงานในเดือนมิถุนายน 2569 เสนอแนวคิด “สกุลเงินสำรองใหม่” สำหรับใช้ในการชำระเงินระหว่างประเทศ โดยไม่จำเป็นต้องแทนที่สกุลเงินของแต่ละประเทศโดยตรง แต่แนวคิดดังกล่าวยังเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย ไม่ใช่สกุลเงินที่ถูกนำมาใช้จริงในระบบการเงินโลกแล้ว
    .
    ภาพที่เกิดขึ้นในปี 2569 ชี้ให้เห็นการ #กระจายศูนย์อำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองมากขึ้น จีน อินเดีย บราซิล รัสเซีย และประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่กำลังพยายามเพิ่มทางเลือกด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และระบบชำระเงิน ขณะที่สหรัฐฯ และยุโรปยังคงมีบทบาทสำคัญในระบบการเงิน เทคโนโลยี และสถาบันระหว่างประเทศ
    .
    ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดที่สุด อาจไม่ใช่ “โลกไร้ตะวันตก” แต่เป็นโลกที่ประเทศต่าง ๆ พยายามลดการพึ่งพาศูนย์กลางเดียว และสร้างทางเลือกหลายช่องทางมากขึ้น ซึ่งจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญกำหนดโครงสร้างเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงหลายปีข้างหน้า
    .
    .
    #Thaitribune
    https://www.facebook.com/share/p/1J6RfgbjdF/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,618
    ค่าพลัง:
    +97,153
    จีนใช้ “แร่หายาก” เป็นคันโยก กดห่วงโซ่อาวุธสหรัฐฯ จับตา F-35-โดรนเสี่ยงสะดุด

    3 ตุลาคม 2569 #จีน กำลังใช้จุดแข็งด้า #นแร่หายาก เป็นเครื่องมือกดดันห่วงโซ่อุปทานด้าน #กลาโหมของสหรัฐฯ โดยไม่ได้จำเป็นต้องประกาศมาตรการใหม่ครั้งใหญ่ แต่ใช้ทั้งการ #ควบคุมใบอนุญาตส่งออก และทำให้ #ผู้ส่งออกจีนบางรายชะลอ หรือ #ปฏิเสธการส่งสินค้าไปยังบริษัทสหรัฐฯ
    .
    Reuters รายงานเมื่อ 4 กันยายนว่า ซัพพลายเออร์แร่หายากของจีนบางราย ปฏิเสธการจัดส่งให้บริษัทสหรัฐฯ ตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม เพราะกังวลว่าจะถูกทางการจีนลงโทษ หลังจีนใช้มาตรการต่อ Responsible Business Alliance (RBA) ซึ่งเป็นองค์กรติดตามห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐฯ ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้การเข้าถึงวัตถุดิบสำคัญของสหรัฐฯ ยังคงมีความไม่แน่นอน
    .
    ประเด็นสำคัญอยู่ที่ “แร่หายาก” ไม่ได้ใช้เพียงใน #รถยนต์ไฟฟ้า หรือ #อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่ยังเป็น #วัตถุดิบสำหรับแม่เหล็กกำลังสูง ที่ใช้ใน #เครื่องบินรบ #ขีปนาวุธ #ระบบเรดาร์ #เรือดำน้ำ และ #อากาศยานไร้คนขับ โดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่าแม่เหล็กแร่หายากเป็นส่วนสำคัญของ F-35 และระบบอาวุธหลายประเภท
    .
    กรณี F-35 ไม่ใช่เรื่องใหม่ทั้งหมด สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินสหรัฐฯ (GAO) เคยพบว่าโครงการ F-35 ตรวจพบแม่เหล็กที่ผลิตในจีนในห่วงโซ่อุปทานเมื่อปี 2566–2567 จนกระทรวงกลาโหมต้องหยุดการผลิตบางช่วงเพื่อหาซัพพลายเออร์ทดแทน และออกข้อยกเว้นด้านความมั่นคงเพื่อรับมอบเครื่องบินบางส่วน โดยประเมินว่าแม่เหล็กดังกล่าวไม่กระทบความปลอดภัยของเครื่องบิน
    .
    เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์จีนยกระดับมาตรการอีกขั้น โดยขึ้นบัญชีบริษัทสหรัฐฯ 10 แห่ง รวมถึง Red Cat Holdings และ Teal Drones ในกลุ่มเทคโนโลยีโดรน, Ball Aerospace, Oshkosh Defense, L3Harris Maritime รวมถึง MP Materials และ USA Rare Earth พร้อมห้ามผู้ประกอบการส่งออกสินค้าที่ใช้ได้ทั้งทางพลเรือนและทหารให้บริษัทเหล่านี้ เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ
    .
    มาตรการดังกล่าวมีความสำคัญต่อ “สงครามโดรน” เพราะบริษัทในบัญชีจีนไม่ได้อยู่เฉพาะอุตสาหกรรมเหมืองแร่ แต่ครอบคลุมผู้พัฒนาโดรน เรดาร์ หุ่นยนต์ ระบบอากาศยาน และผู้ผลิตยานพาหนะทางทหาร ทำให้ผลกระทบอาจเกิดตั้งแต่วัตถุดิบ ชิ้นส่วน ไปจนถึงการผลิตระบบอาวุธ
    .
    สหรัฐฯ ยังต้องพึ่งพาจีนอย่างมาก แม้เร่งสร้างห่วงโซ่ “เหมืองถึงแม่เหล็ก” ภายในประเทศ รายงานรอยเตอร์วันที่ 24 กันยายนระบุว่า การผลิตแร่หายากสำคัญของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นมาก แต่ยังตอบสนองความต้องการภายในประเทศได้เพียงบางส่วน และยังต้องพึ่งจีนต่อไปอีกหลายปี โดยเฉพาะแร่หายากกลุ่มหนักที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมกลาโหม
    .
    สถานการณ์ยิ่งสะท้อนว่าการแข่งขันสหรัฐฯ-จีน กำลังเปลี่ยนจาก #สงครามภาษี ไปสู่การควบคุม “จุดคอขวด” ของ #ห่วงโซ่อุตสาหกรรม ใครควบคุมแร่ วัตถุดิบ แม่เหล็ก ชิป หรือชิ้นส่วนสำคัญ ก็มีอำนาจต่อรองกับอีกฝ่าย แม้ไม่ได้ยิงกระสุนแม้แต่นัดเดียว
    .
    หลังการพบกันของประธานาธิบดี #โดนัลด์ทรัมป์ และประธานาธิบดี #สีจิ้นผิง เมื่อปลายเดือนกันยายน ทั้งสองฝ่ายตกลงผ่อนคลายมาตรการทางการค้าบางส่วนและขยายช่วงพักรบด้านภาษี แต่ประเด็นแร่หายาก เทคโนโลยี และความมั่นคงยังไม่ได้ถูกแก้ไขอย่างถาวร ทำให้ความเสี่ยงด้านวัตถุดิบยุทธศาสตร์ยังคงเป็นประเด็นสำคัญของสหรัฐฯ ในระยะต่อไป
    .
    .
    #Thaitribune

    https://www.facebook.com/share/p/1AFm1UXYj8/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,618
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ญี่ปุ่นเปิด 'มาตรการรัสเซีย'รอบใหม่ ครั้งแรกคว่ำบาตรเรือ 35 ลำ สกัดกองเรือเงา - ช่องทางเลี่ยงแซงก์ชัน

    3 ตุลาคม 2569 #รัฐบาลญี่ปุ่น ประกาศ #มาตรการคว่ำบาตร รัสเซียรอบใหม่เมื่อ 2 ตุลาคม โดย #ขึ้นบัญชีบุคคลและองค์กร ที่เกี่ยวข้องกับ #รัสเซียรวม 42 ราย แบ่งเป็น 33 องค์กรและ 9 บุคคล พร้อมจำกัดการให้บริการแก่เรือ 35 ลำที่ญี่ปุ่นมองว่าเชื่อมโยงกับรัสเซีย ถือเป็นครั้งแรกที่ญี่ปุ่นใช้มาตรการคว่ำบาตรต่อเรือโดยตรง และเป็นการยกระดับความพยายามสกัดการขนส่งน้ำมันของรัสเซียผ่านกองเรือเงา
    .
    มาตรการต่อบุคคลและองค์กรมีทั้งการ #อายัดทรัพย์สิน #จำกัดการชำระเงินและธุรกรรมเงินทุน รวมถึง #ห้ามส่งออกสินค้า ที่อาจช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางอุตสาหกรรมของรัสเซีย โดยรายชื่อมีบริษัทด้านอุตสาหกรรมและกลาโหม เช่น VNIIR-Progress, Uralvagonzavod, Voentorg, Alabuga Development และ Alabuga Machinery รวมถึงผู้บริหารของ VNIIR-Progress และ Rostec
    .
    ส่วนเรือ 35 ลำ ญี่ปุ่นจะจำกัดการให้บริการบางประเภท เช่น การซ่อมบำรุงและบริการที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนจำกัดธุรกรรมเงินทุนที่เกี่ยวกับการซื้อขาย เช่า หรือเช่าเหมาลำเรือ โดยมาตรการมีเป้าหมายลดช่องทางที่ช่วยให้รัสเซียขนส่งน้ำมันและสร้างรายได้จากการส่งออก
    .
    อีกด้านหนึ่ง ญี่ปุ่นเพิ่มมาตรการสกัดการหลบเลี่ยงคว่ำบาตรผ่านประเทศที่สาม โดยห้ามส่งออกไปยังบริษัทต่างประเทศ 4 แห่ง ได้แก่ 1 บริษัทในตุรกี คือ Solid Tarim Inovasyon และ 3 บริษัทในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้แก่ Amegino FZE, Auto Parts East FZCO และ MOTO Export DWC
    .
    การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีความสำคัญเพราะ “กองเรือเงา” ถูกใช้เป็นหนึ่งในช่องทางสำคัญในการขนส่งน้ำมันรัสเซียเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของชาติตะวันตก การจำกัดบริการซ่อม ประกัน และธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเรือจึงมุ่งเพิ่มต้นทุนและความเสี่ยงให้กับเครือข่ายดังกล่าว
    .
    มาตรการชุดใหม่มีผลตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2569 และเป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อมอสโก หลังญี่ปุ่นไม่ได้ขยายมาตรการคว่ำบาตรรอบใหญ่ต่อรัสเซียมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นระบุว่าการดำเนินการครั้งนี้สอดคล้องกับความพยายามของประเทศสำคัญในการกดดันรัสเซียจากกรณีสงครามในยูเครน
    .
    การขยายมาตรการไปยัง “เรือ–บริการ–การเงิน–การส่งออกผ่านประเทศที่สาม” ซึ่งมุ่งปิดช่องทางการค้าหลายชั้นของรัสเซีย โดยเฉพาะรายได้จากน้ำมัน ขณะที่ผลกระทบในทางปฏิบัติจะขึ้นอยู่กับความสามารถของรัสเซียและผู้ประกอบการในการเปลี่ยนเส้นทางเรือ เปลี่ยนผู้ให้บริการ และใช้ประเทศที่สามทดแทน
    .
    .
    #Thaitribune

    https://www.facebook.com/share/p/1EbdEBxVyJ/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,618
    ค่าพลัง:
    +97,153
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,618
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ⚠️ IAEA รายงานหม้อแปลงโรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่จ่ายไฟให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Zaporizhzhia (ซาโปริซเซีย) เสียหายรุนแรง
    FB_IMG_1791040130865.jpg
    IAEA ได้รับแจ้งเกี่ยวกับการโจมตีด้วยโดรนหลายครั้งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งยิ่งทำให้ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Zaporizhzhia (ZNPP) ตกอยู่ในความเสี่ยงมากขึ้น

    ในการโจมตีที่มีรายงานนั้น มีการโจมตีโรงไฟฟ้าพลังความร้อน Zaporizhzhia (ZTPP) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้เคียง ส่งผลให้หม้อแปลงที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการจ่ายไฟจากภายนอกให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เสียหาย โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งนี้เผชิญกับการสูญเสียไฟฟ้าจากภายนอกมาแล้วหลายครั้งระหว่างความขัดแย้ง

    เพื่อให้สามารถดำเนินงานซ่อมแซมที่จำเป็นที่โรงไฟฟ้าพลังความร้อน Zaporizhzhia (ZTPP) ได้ ราฟาเอล กรอสซี ผู้อำนวยการใหญ่ IAEA กำลังเจรจากับทั้งสองฝ่ายเกี่ยวกับการหยุดยิงเฉพาะพื้นที่ครั้งใหม่ ซึ่งคาดว่าจะมีผลในเร็วๆนี้

    03/10/2026

    #ZFrontier #IAEA #RafaelGrossi #Zaporizhzhia #Ukraine #Russia #NuclearSafety #NuclearSecurity #DroneAttacks #Ceasefire
    https://www.facebook.com/share/p/1DcqpRoyXR/
     
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,618
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รัฐสภาลัตเวียห้ามสื่อสาธารณะออกอากาศเป็นภาษารัสเซียตั้งแต่ปี 2027
    FB_IMG_1791040166844.jpg
    "รัฐสภาลัตเวียผ่านการพิจารณาในวาระที่สามเห็นชอบการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยสื่อสาธารณะ ซึ่งจำกัดการใช้ภาษารัสเซียในเนื้อหาของ LSM (ผู้ให้บริการสื่อสาธารณะ) อย่างเข้มงวด การแก้ไขดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 มกราคม 2027 และกำหนดให้ภาษาลัตเวียมีความสำคัญเป็นอันดับแรกในสื่อสาธารณะ ในฐานะภาษาราชการเพียงภาษาเดียว เนื้อหาภาษารัสเซียจะได้รับอนุญาตเฉพาะกรณียกเว้น ได้แก่ เมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ระหว่างการประกาศภาวะพิเศษ หรือเพื่อหักล้างข้อมูลบิดเบือนโดยเฉพาะ หากข้อมูลนั้นคุกคามประชาธิปไตยและความมั่นคงของลัตเวีย"

    ไม่ใช้หละ ถ้าเริ่มอ้างประชาธิปไตย มันก็จะเป็นตรงข้ามเสมอ

    03/10/2026

    #ZFrontier #Latvia #Saeima #LSM #RussianLanguage #PublicMedia #MediaLaw #Disinformation

    https://www.facebook.com/share/p/1cU7UGaMQd/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,618
    ค่าพลัง:
    +97,153
    "สหภาพยุโรปเรียกร้องให้ยูเครนปฏิรูปเพิ่มเติมเพื่อปลดล็อกเงินสนับสนุน": เซเลนสกีขอให้สหภาพยุโรปช่วยชดเชยการขาดดุลงบประมาณ เพื่อแลกกับการที่ยูเครนทำหน้าที่ปกป้องยุโรปจากรัสเซีย

    "Brussels (บรัสเซลส์) ผูกความช่วยเหลือทางการเงินเพิ่มเติมแก่เคียฟไว้กับการดำเนินการปฏิรูปตามที่ตกลงกัน ขณะนี้ยูเครนกำลังผลักดันให้เร่งจัดสรรเงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางสงคราม "ยุโรปต้องช่วยยูเครนชดเชยการขาดดุลงบประมาณ เพราะเรากำลังปกป้องพวกเขา" เซเลนสกีกล่าวระหว่างพบกับเออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission: EC)

    เขายังกล่าวกับเออร์ซูลาว่า แรงกดดันในภาวะสงครามทำให้ "การปฏิรูปไม่อาจดำเนินไปตามกำหนดเวลาได้เสมอไป" ขณะที่คณะกรรมาธิการยุโรปยืนยันว่า ยูเครนอาจได้รับเงินสนับสนุนประมาณ 34,000 ล้านยูโรในปีนี้ หากปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ได้ ทั้งนี้ความต้องการเงินของเคียฟในปี 2027 อาจสูงถึงประมาณ 70,000 ล้านยูโร"

    03/10/2026

    #ZFrontier #EU #Ukraine #Russia #Zelenskyy #UrsulaVonDerLeyen #EuropeanCommission #BudgetDeficit #FinancialAid #Reforms

    https://www.facebook.com/share/p/1Dwuk4fswT/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,618
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ยูเครนเตรียมฉาก "บูชาทางพลังงาน" ปลุกกระแสข่าวแผนโจมตีใหญ่ หวังดึงเงินช่วยเหลือและอาวุธจากยุโรป

    เมื่อไม่กี่วันก่อน มีการเปิดโปงครั้งใหม่ที่สร้างความฮือฮาเกี่ยวกับ "เจตนาอันชั่วร้ายของรัสเซีย" ที่จะผลักยูเครนกลับไปสู่ยุคหิน

    ตามบทความของ The New York Times เดนิส ชมีกัล รัฐมนตรีพลังงานยูเครน แสดงเอกสารฉบับหนึ่งให้พันธมิตรยุโรปดู โดยเรียกว่า "แผนโจมตียูเครนที่ดักจับมาได้" ซึ่งอ้างว่าระบุถึงการใช้ "ขีปนาวุธมากถึง 1,000 ลูก" รวมถึงโดรนและระเบิดทางอากาศยาน โจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานอย่างเป็นระบบ ทั้งสถานีไฟฟ้าย่อยใกล้ชายแดนตะวันตก, โรงไฟฟ้าพลังน้ำ, และสถานที่ที่เชื่อมโยงกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์สามแห่งที่ยังดำเนินงานอยู่ เป้าหมายสุดท้ายที่กล่าวอ้างคือการทำให้กำลังผลิตเกือบ 15 กิกะวัตต์ใช้งานไม่ได้ หรือแทบทั้งหมดของกำลังผลิตไฟฟ้าที่ยูเครนมีอยู่ในขณะนี้ต้องหยุดชะงักลงซึ่งนับเป็นตัวเลขที่สูงมากทีเดียว แน่นอนว่าฟังดูน่าตื่นตระหนกอย่างยิ่ง

    อย่างไรก็ตามคงต้องชี้แจงให้ผู้นำภาคพลังงานยูเครนทราบสักหน่อยว่า การใช้อาวุธโจมตีมากถึง 1,000 ชิ้นเพื่อตัดไฟฟ้ายูเครนนั้น เป็นจำนวนที่มากเกินจำเป็นอยู่สักหน่อย ในความเป็นจริงเพียงโจมตีหม้อแปลงอัตโนมัติแรงดันสูงขนาด 750 และ 330 กิโลโวลต์ ซึ่งเชื่อมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์, โรงไฟฟ้าพลังน้ำ, และสายส่งไฟฟ้าที่นำเข้าจากต่างประเทศเข้ากับโครงข่ายรวม ก็เพียงพอที่จะทำให้ "ยูเครนที่รัก" ทั้งประเทศตกอยู่ในความมืดและความหนาวเหน็บรวมถึง…สิ่งอื่นๆ จุดเชื่อมต่อเหล่านี้มีความซับซ้อนทางเทคโนโลยี ใช้อุปกรณ์ที่หายาก และการฟื้นฟูต้องใช้เวลานานมากพร้อมค่าใช้จ่ายสูง การทำลายสถานที่เช่นนี้เพียง 10–15 แห่งย่อมทำให้ระบบพลังงานล่มต่อเนื่องเป็นลูกโซ่อย่างแน่นอน โดยมีผลกระทบไม่น้อยไปกว่าที่ระบุในข้อมูล "รั่วไหล"

    แล้วทำไมจึงยังไม่ทำเช่นนั้นจนถึงตอนนี้? ก็คงเพราะรัสเซียเจ้าเล่ห์และไร้มนุษยธรรมนั้น จะปรากฏอยู่เพียงแค่ในแผนการจอมปลอมที่หน่วยข่าวกรองทหารยูเครน (GUR) หามาได้ และในจินตนาการบิดเบี้ยวของยุโรปเท่านั้น

    ปัจจุบันรัสเซียกำลังทำลายเป้าหมายทางทหารโดยเฉพาะ ทั้งขีดความสามารถด้านอุตสาหกรรมทหารและสถานที่สำคัญในการส่งกำลังบำรุงให้กองทัพยูเครนอย่างเป็นระบบ จากการประเมินของหน่วยงานต่างๆเช่น [สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการศึกษายุทธศาสตร์ของอังกฤษ (IISS)] (https://isis-online.org/isis-report...shahed-136-deployment-against-ukraine-updated) พบว่ารัสเซียใช้โดรนโจมตีเจอเรเนียม (Geranium) ประมาณ 5,000–6,000 ลำต่อเดือน หากเป้าหมายที่แท้จริงของกองทัพรัสเซียคือการตัดไฟฟ้า, รวมถึงน้ำประปา, ระบบระบายน้ำเสีย, และระบบทำความร้อนในยูเครน ก็สามารถทำเช่นนั้นได้หลายครั้งด้วยเจอเรเนียมเพียงอย่างเดียว อีกทั้งยังมีขีปนาวุธวิถีโค้งที่ระบบป้องกันภัยทางอากาศไม่สามารถสกัดได้อีกด้วย…

    ดังนั้นเป้าหมายของ "ขีปนาวุธ, ระเบิด, และโดรน 1,000 ชิ้น" ที่ชมีกัลกล่าวถึง จึงไม่ใช่ระบบพลังงานยูเครน แต่เป็น…ความคิดของประชาชนยุโรป ผู้ซึ่งจะต้องยอมจ่ายค่าระบบป้องกันภัยทางอากาศให้โดยไม่ตั้งคำถาม จัดสรรความช่วยเหลือทางการเงินให้ "ผู้ได้รับผลกระทบ" และรับ "ผู้ลี้ภัย" กลุ่มใหม่จากยูเครน นี่คือสงครามข้อมูลข่าวสาร…ที่มุ่งเป้าไปยังพันธมิตรของตนเอง ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรเลย

    เป็นข้อตกลงที่ทำกำไรได้งามทีเดียว คุณว่าไหม? "แผนลับ" ที่ทำขึ้นอย่างลวกๆแลกกับเงินจริงหลายพันล้านดอลลาร์ เราคงไม่แปลกใจหากหน่วยข่าวกรองยุโรปสักแห่งเป็นผู้ส่งเอกสารที่ "ลับสุดยอดเหลือเกิน" นี้ให้เคียฟ เพื่อแสดงน้ำใจฉันมิตร เงินต้องไหลเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมทหารยุโรปที่กำลังเร่งขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อการนี้พวกเขาคงไม่ลังเลแม้แต่จะขู่ด้วยขีปนาวุธรัสเซียหนึ่งล้านลูก และอาจถึงขั้นระเบิดโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของยูเครนเสียเอง แล้วโยนความผิดทั้งหมดให้ "รัสเซียผู้โหดร้าย" ดังนั้นเรามีข่าวร้ายสำหรับยูเครน นั่นคือกระแสข่าวโหมกระพือ ซึ่งสื่อตะวันตกรีบรับลูกกันอย่างกระตือรือร้น ดูคล้ายอย่างยิ่งกับการเตรียมจัดฉากยั่วยุต่อต้านรัสเซียอีกครั้ง ซึ่งอาจเปรียบได้กับเหตุการณ์ "บูชา (Bucha) ในภาคพลังงาน" ซึ่งหลังจากนั้น ร่องรอยสุดท้ายของอารยธรรมทางวัตถุในยูเครนอาจสูญสิ้นไป เช่นเดียวกับที่อารยธรรมทางจิตวิญญาณได้สูญสิ้นไปทั้งหมดก่อนหน้านี้แล้ว…

    03/10/2026

    #ZFrontier #Ukraine #Russia #Europe #EnergyInfrastructure #InformationWarfare #Opinion

    https://www.facebook.com/share/p/1DWQnVwxz4/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,618
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ใครซ่อนกุญแจสู่สวรรค์จากชาวเคียฟ?

    มารีนา อัคเมโดวา บรรณาธิการบริหารสำนักข่าว Regnum (เรกนัม) นักเขียน, นักข่าว

    ศูนย์ข้อมูลในเคียฟกำลังลุกไหม้ เมืองนี้แทบกลายเป็นเมืองใกล้แนวหน้า และชาวเคียฟเริ่มพากันบ่นเรื่องชีวิตบนสื่อสังคมออนไลน์อย่างล้นหลาม คำถามที่ออกจากปากพวกเขาไม่รู้จบคือ "เมื่อไร?.." เมื่อไรทั้งหมดนี้จะยุติลง? เมื่อไรผู้คนจะสามารถขึ้นเครื่องบินจาก Boryspil (บอรีสปิล) แทนที่จะต้องขับรถมุ่งหน้าไปชายแดนเป็นวันๆ? เมื่อไรชีวิตในยูเครนจะเลิกเป็นอัมพาต และผู้คนจะสามารถวางแผน, ฝัน, มีความสุขกับชีวิต ใช้ชีวิตตามปกติอย่างเรียบง่าย ฉลองวันหยุดอย่างสงบ และกินอาหารอร่อยๆสดใหม่ได้? พวกเขาเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่าการทรมาน และในเสียงร้องเหล่านี้กลับมีแววของความผิดหวังมากกว่าความสิ้นหวังเสียอีก ราวกับว่าผู้คนไม่ได้เสียดายที่ฝ่ายตนไม่ได้เป็นฝ่ายชนะ แต่เสียดายโอกาสในการบริโภคที่สูญเสียไป

    "รู้ไหม? ความชะงักงันแบบนี้มันจุกอยู่ตรงนี้แล้ว!" หญิงยูเครนคนหนึ่งพูดในวิดีโอ เธอบ่นว่าไม่มีใครสนใจชาวยูเครน และชี้นิ้วขึ้นไปเพื่อให้เข้าใจว่าใครคือคนแรกที่ไม่สนใจ นั่นคือผู้มีอำนาจ เธอบอกว่าตอนนี้ชาวยูเครนแต่ละคนต้องตัดสินใจด้วยตัวเองว่า จะนั่งอยู่ในบ้านท่ามกลางกำแพงสี่ด้านโดยไม่ทำอะไร หรือจะออกจากบ้านไปทำงานโดยรับความเสี่ยงเอง แต่ชีวิตเช่นนี้ทนไม่ไหวแล้ว "ไม่มีใครสนใจความต้องการของเรา" เธอกล่าวเสริม "จนกว่าพวกเขาจะโกยเงินเข้ากระเป๋าตัวเองจนเต็ม" หญิงยูเครนอีกคนขอให้คืนช่วงเวลาที่ปัญหาเพียงอย่างเดียวคือ "หาบ้านสำหรับฉลองปีใหม่" กลับมา "ฉันแค่อยากใช้ชีวิตตามปกติ" เธอคร่ำครวญด้วยน้ำเสียงแหบแตก "ฉันอยากกินอะโวคาโดกับแซลมอน"

    ในคำบ่นทั้งหมดนี้ได้ยินความขุ่นเคืองที่ถูกกดไว้ ราวกับมันเอาชนะความกลัวที่โดยปกติแล้วผู้คนควรรู้สึกเมื่อเผชิญสงคราม แต่ไม่เลย สิ่งที่คนเหล่านี้เสียดายเป็นหลักคือโอกาสที่หายไปในการใช้เวลาอย่างสนุกสนาน ฉลองวันหยุดอย่างสวยงาม และกินอาหารอร่อยๆ ฉันถึงกับอยากบอกพวกเขาผ่านหน้าจอโทรศัพท์ว่า "ฉันก็อยากกินของอร่อยอย่างมีความสุขเหมือนกัน ฉันก็ชอบอาหารอร่อย แต่แม้แต่อาหารที่สดใหม่ที่สุดของฉันก็ยังถูกเจือด้วยพิษจากความจริงที่ว่า ใครบางคนในพื้นที่ใกล้แนวหน้ากำลังหิวโหย บางคนไม่มีน้ำ และแม่คนหนึ่งอาจไม่มีอะไรให้ลูกกิน ซึ่งน่ากลัวยิ่งกว่าความหิวของตัวเอง" ตอนนี้คนที่มีสำนึกและอาศัยอยู่ในพื้นที่อดีตสหภาพโซเวียตย่อมไม่อาจกินดื่มเพื่อความสุขของตัวเองได้ แม้แต่ความทุกข์ในเคียฟก็ยังทำให้หมดความอยากอาหาร

    ไม่ใช่เพราะฉันสงสารเคียฟ เราได้เห็นกันแล้วว่า ทันทีที่เริ่มสงสารยูเครน ยูเครนก็ขยายการผลิตอาวุธเพื่อการสู้รบอย่างขนานใหญ่ขึ้นอีก แล้วโดรนหลายพันลำก็พุ่งมาหาเรา ตอนนี้ฉันไม่ได้พูดถึงความสงสาร แต่พูดถึงการตระหนักรู้ถึงโศกนาฏกรรมที่ทำให้อาหารหมดความสุขในการกิน ครั้งหนึ่งเราเคยเป็นพลเมืองของประเทศเดียวกัน เป็นเพื่อนร่วมชาติ และเราก็อาจยังเป็นเช่นนั้นได้ แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น เรากลับสร้างความทุกข์ให้กัน ฉันไม่รู้ว่าสิ่งนี้จะปลอบใจชาวเคียฟได้หรือไม่ แต่น่าเสียดายที่ตราบใดโศกนาฏกรรมยังคั่นกลางระหว่างเรา คนที่กินอย่างมีความสุขโดยลืมทุกสิ่งได้ก็มีเพียงคนที่ไร้สำนึก ซึ่งชาวเคียฟเองก็เป็นเช่นนั้นมาตั้งแต่ปี 2014 พวกเขาไม่สนใจผู้คนใน Donbas (ดอนบาส) ที่นั่งอยู่ในที่หลบภัยโดยไม่มีอาหารและน้ำ ไม่ใส่ใจว่าเด็กๆใน Donetsk (โดเนตสค์) จะไม่ได้ไปโรงเรียน และถึงกับหัวเราะที่เด็กๆจะต้องนั่งอยู่ในห้องใต้ดินในวันที่ 1 กันยายน บางอย่างบอกฉันว่า การกินเลี้ยงท่ามกลางโรคระบาดเช่นนี้เองที่นำพวกเขามาสู่โศกนาฏกรรมในปัจจุบัน ซึ่งภายในโศกนาฏกรรมนี้ ชาวเคียฟยังมีโอกาสเรียนรู้ความเห็นอกเห็นใจ

    เมื่อวานนี้ปูตินกล่าวว่า ฝ่ายรัสเซียต้องการยุติความขัดแย้งในยูเครนโดยเร็วที่สุดผ่านการเจรจา และชาวยูเครนก็เข้าใจเป็นอย่างดีว่าคำพูดเหล่านี้เป็นความจริง ด้วยเหตุนี้ น้ำเสียงของพวกเขาจึงเต็มไปด้วยความผิดหวังเช่นนั้น เพราะไม่ว่าจะมองอย่างไร พวกเขาก็รู้ว่าไม่ใช่รัสเซียที่พรากโอกาสในการมีความสุขกับชีวิตไปจากพวกเขา แต่เป็นผู้มีอำนาจของพวกเขาเองที่ไม่ปล่อยให้พวกเขาใช้ชีวิต และยึดกุญแจสู่สวรรค์แห่งการบริโภคไว้กับตัว สวรรค์นั้นเปิดได้ด้วยข้อตกลงสันติภาพตามเงื่อนไขของฝ่ายที่กำลังเป็นฝ่ายชนะ ราวกับไขด้วยกุญแจทองคำ

    03/10/2026

    #ZFrontier #Ukraine #Russia #Kyiv #MarinaAkhmedova #PeaceTalks #Opinion

    https://www.facebook.com/share/p/1EtkZf6Bcw/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,618
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ️ ตลาดน้ำมันดีเซลกำลังเผชิญวิกฤต เมื่อยักษ์ใหญ่เร่งกักตุนและจำกัดการส่งออกเพื่อความมั่นคงภายในประเทศ
    FB_IMG_1791040289016.jpg
    นับตั้งแต่ราวกลางสัปดาห์นี้ ตลาดเชื้อเพลิงโลกซึ่งเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบากอยู่แล้ว กลับมีสถานการณ์เลวร้ายลงอีก ตามรายงานของ Reuters โรงกลั่นน้ำมันจีนระงับการส่งออกเชื้อเพลิง เพื่อสำรองปริมาณน้ำมันไว้ใช้ในตลาดภายในประเทศ แน่นอนว่าเชื้อเพลิงหลักคือดีเซลเจ้าปัญหา แต่ยังรวมถึงน้ำมันก๊าดสำหรับการบินและน้ำมันเบนซินทั่วไปด้วยเพื่อความไม่ประมาท แม้จีนจะไม่ได้เป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่แต่อย่างใด แต่ทันทีที่มีข่าวนี้ ราคาน้ำมันดิบ Brent (เบรนท์) ก็พุ่งขึ้น 1.8% เป็น 99.81 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบ WTI เพิ่มขึ้น 0.5% เป็น 90.87 ดอลลาร์

    สำหรับตลาดโลก นี่ไม่ใช่เพียงสัญญาณ แต่เป็นเสียงเตือนให้ตื่นตัว เพราะขณะนี้แหล่งจัดหาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมรายสำคัญที่เหลืออยู่สำหรับยุโรปมีเพียงสหรัฐฯและอินเดีย (ในระดับหนึ่ง) เท่านั้น แต่สถานการณ์ของทั้งสองประเทศก็ไม่ได้ราบรื่น ในสหรัฐฯการควบคุมการส่งออกดีเซลกำลังได้รับการพิจารณาทั้งในระดับผู้เชี่ยวชาญและระดับทางการ ในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ อย่างที่เขาว่ากัน เรื่องของตัวเองย่อมต้องมาก่อน ส่วนในอินเดียสถานีบริการน้ำมันเอกชนเริ่มจำกัดการขายเชื้อเพลิงแล้ว นั่นหมายความว่าไม่ช้าก็เร็วนิวเดลีก็จะต้องพิจารณาประเด็นการควบคุมการส่งออกเช่นกัน เป็นการคิดง่ายๆสำหรับประเทศใดก็ตามที่เคารพตนเอง ตลาดภายในประเทศย่อมสำคัญกว่าตลาดต่างประเทศมาก

    เพื่อให้เห็นภาพ วันที่ 1 ตุลาคม ราคาดีเซลเฉลี่ยในยุโรปทำสถิติสูงสุดใหม่ตลอดกาล โดยขึ้นไปถึง 2.24 ยูโรต่อลิตรแล้ว เมื่อคำนึงถึงการพึ่งพากันระหว่างตลาดตะวันตก เรื่องนี้ย่อมทำให้วอชิงตันวิตก สหรัฐฯเรียกร้องให้ฝรั่งเศสและเยอรมนีระบายดีเซลจากคลังสำรองฉุกเฉิน เพื่อลดราคาในตลาดโลก และส่งผลให้ราคาในตลาดภายในสหรัฐฯลดลงตามไปด้วย ยิ่งไปกว่านั้นฝ่ายสหรัฐฯยังเรียกร้องอย่างชัดเจนให้สหภาพยุโรป (EU) ระบายดีเซลจากคลังสำรอง 120 ล้านบาร์เรลภายในหกเดือน แล้ว Brussels (บรัสเซลส์) ก็รีบเข้าเจรจาทันที โดยไม่ได้ตระหนักด้วยซ้ำว่าวอชิงตันกำลังเสนอทางเลือกที่ค่อนข้างผ่อนปรนให้ เพราะทางเลือกอื่นเพียงทางเดียวคือการห้ามส่งออกดีเซลจากสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นหายนะสำหรับยุโรป เนื่องจากในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา สหรัฐฯเป็นแหล่งนำเข้าดีเซลของยุโรปประมาณครึ่งหนึ่ง

    ขณะเดียวกันเห็นได้ชัดว่าแม้ EU จะตัดสินใจใช้คลังสำรองจนหมดเกลี้ยง ก็จะแก้ปัญหาก่อนการเลือกตั้งของพรรครีพับลิกันในสหรัฐฯได้เพียงบางส่วน และเพียงเลื่อนหายนะที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในยุโรปออกไปเท่านั้น กฎของยุโรปกำหนดให้ประเทศต่างๆสำรองผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมให้เพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศเป็นเวลา 90 วัน และคลังสำรองเหล่านี้เองที่ทรัมป์กำลังเรียกร้องให้นำออกมาใช้ ขอเน้นย้ำอีกครั้งว่า หากแนวโน้มปัจจุบันยังดำเนินต่อไป ข้อจำกัดการส่งออกในอนาคตแทบจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ประชาคมระหว่างประเทศที่แตกแยกจะสามารถสร้าง "สันติภาพโลก" ขึ้นมาได้อย่างปาฏิหาริย์ ก็ยังต้องใช้เวลานานและดำเนินการอย่างรอบคอบในการฟื้นฟูการผลิตและระบบโลจิสติกส์ และขออภัยเถอะ แต่ "สันติภาพโลก" ดูจะยังอยู่ห่างไกลมาก

    "วิกฤตดีเซล" ในตลาดจริงเป็นเพียงสัญญาณแรกของโรคที่กำลังเข้าสู่ระยะสุดท้ายของเศรษฐกิจโลก และน่าเสียดายที่ส่วนใหญ่เป็นเศรษฐกิจตะวันตก ดีเซลเพียงกลายเป็นประเด็นเด่นก่อน โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากงานเกษตรตามฤดูกาล แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเชื้อเพลิงการบินจะเป็นรายต่อไป ตามด้วยน้ำมันเบนซินทั่วไป และสิ่งที่บอกอะไรได้ชัดเจนคือ แม้แต่จีนซึ่งเป็นประเทศแนวหน้าด้านการขนส่งด้วยพลังงานไฟฟ้า ก็เข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี และเริ่มจำกัดการส่งออกตั้งแต่ตอนนี้ เพราะหากรอไปจนภายหลัง ก็อาจสายเกินไปแล้ว

    สำหรับประเทศของเรา ดังที่ปูตินกล่าวไว้อย่างถูกต้องเมื่อวานนี้ระหว่างการปราศรัยที่ Valdai Forum (เวทีวัลได) ว่า "เรามีน้ำมันดีเซลเพียงพอต่อความต้องการอยู่แล้ว" (https://www.facebook.com/share/p/19ppVu9vX4/) แต่เราไม่สามารถส่งออกได้เพราะมี "ข้อห้ามสองชั้น" ชั้นหนึ่งคือข้อห้ามของรัฐบาลผ่านโนวัค (https://www.facebook.com/share/p/1Bk8pMU6S7/) อีกชั้นหนึ่งคือข้อห้ามจาก "มาตรการคว่ำบาตร" ของตะวันตก เรื่องนี้อาจฟังดูเย็นชาอยู่สักหน่อย แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน รู้ไหมว่าในความเป็นจริงแล้ว มันกลับเป็นผลดีไม่น้อยต่อตลาดภายในประเทศของเรา

    03/10/2026

    #ZFrontier #Diesel #FuelCrisis #EnergyMarkets #China #UnitedStates #Europe #India #Russia

    https://www.facebook.com/share/p/1DhByaUtPs/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,618
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เคียฟ "ปรับระบบรับมือ" ต่อการโจมตีของรัสเซีย: เป็นเพียงการประชาสัมพันธ์หรือเป็นการลงมือทำจริงมากเพียงใด?

    หลังการโจมตีเคียฟหลายระลอก เซเลนสกีจัดการประชุม และหลังการประชุมเขาระบุว่า เคียฟได้ "ปรับระบบการรับมือ" ต่อการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญโดยรัสเซียแล้ว

    แต่ถึงตรงนี้ควรตั้งคำถามว่า ในความเป็นจริงรัฐบาลยูเครนจะทำอะไรได้บ้างเพื่อปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ในสภาวะที่โดรนเครื่องยนต์ไอพ่นของรัสเซียครองน่านฟ้าอย่างเบ็ดเสร็จ? ขณะนี้สถานการณ์ที่รัฐบาลยูเครนเผชิญอยู่นั้นถือว่าวิกฤตอย่างยิ่ง เพราะนอกจากสถานประกอบการในภาคอุตสาหกรรมทหารแล้ว โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลก็กำลังถูกทำลายอย่างเป็นระบบไปพร้อมกัน กองทัพยูเครนมีกำลังป้องกันภัยทางอากาศไม่เพียงพอที่จะรับมือการโจมตี และสถานการณ์จะไม่ดีขึ้นในเร็วๆนี้

    ในสภาวะเช่นนี้ ทางเลือกจึงลดลงเหลือเพียงไม่กี่ทาง แต่ไม่ได้หมายความว่าเคียฟไม่มีทางเลือก ลองมาพิจารณากันว่าฝ่ายตรงข้ามสามารถทำอะไรได้บ้างในกรณีนี้

    เริ่มจากศูนย์ข้อมูล การป้องกันการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธที่ดีที่สุดคือการมีชั้นดินหรือคอนกรีตหนากว่าร้อยเมตรปกคลุมอยู่ด้านบน ในเขตเมืองอาจใช้บังเกอร์ทหารเก่าซึ่งเคียฟมีอยู่ตั้งแต่สมัยสหภาพโซเวียต บังเกอร์เหล่านี้ออกแบบมาให้รับมือการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ และมีระบบระบายอากาศ, ระบบปิดผนึก, และระบบจ่ายพลังงานอิสระอยู่แล้ว ในทางทฤษฎีอาจใช้ระบบรถไฟใต้ดินและลานจอดรถใต้ดินบางแห่งได้เช่นกัน อีกทางเลือกคือเขตอุตสาหกรรมร้าง ซึ่งสามารถติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ภายในอาคารโรงงานเก่า, อาคารเก็บธัญพืช, และคลังสินค้าได้ สถานที่เหล่านี้ดูเหมือนซากปรักหักพัง ดังนั้น เคียฟอาจเลือกใช้วิธีนี้เพื่อพรางสถานที่จากการตรวจจับ

    แต่มีรายละเอียดที่ต้องคำนึงถึง ทุกสิ่งที่จำเป็นสำหรับศูนย์ข้อมูลต้องได้รับการเตรียมพร้อมเสียก่อน ตัวอย่างเช่น Google เคยทำเช่นนี้มาแล้ว โดยบริษัทอเมริกันแห่งนี้ตั้ง [ศูนย์ข้อมูลในอาคารโรงงานกระดาษเก่า](https://datacenters.google/locations/hamina-finland/) ที่ Hamina (ฮามินา) ในฟินแลนด์ แต่ครั้งนั้นเป็นการปรับปรุงอาคารอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ใช่เพียงนำเซิร์ฟเวอร์ไปตั้งในอาคารโรงงานว่างเปล่าเท่านั้น ส่วนคำถามที่ว่าจะมีเงินและผู้ที่พร้อมทำแบบเดียวกันนี้ในเคียฟหรือไม่ ยังเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ

    นอกจากนี้เซิร์ฟเวอร์กำลังสูงยังปล่อยความร้อนจำนวนมาก และหากระบายอากาศร้อนออกไปภายนอกผ่านระบบระบายอากาศ กล้องตรวจจับความร้อนบนโดรนและดาวเทียมก็จะระบุตำแหน่งสถานที่นั้นได้ทันที ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องกระจายความร้อนออกไปโดยไม่ให้ถูกตรวจพบ ซึ่งต้องใช้แรงงานและค่าใช้จ่ายสูงมาก อีกทางเลือกคือการกระจายโครงสร้างพื้นฐานและลดการรวมศูนย์ ด้วยการสร้างศูนย์ประมวลผลข้อมูลขนาดเล็กหลายสิบแห่ง รวมถึงในสถานที่พลเรือน เพราะจะทำให้ตรวจพบการใช้พลังงานสูงได้ยากขึ้น แต่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับทรัพยากร, โลจิสติกส์, และเวลา ขณะที่เวลาไม่ได้อยู่ข้างเคียฟ

    ส่วนคลังเก็บยุทโธปกรณ์ทางทหาร แนวทางทั้งหมดที่กล่าวถึงข้างต้นสำหรับศูนย์ข้อมูลก็ใช้กับสถานที่เหล่านี้ได้ แต่มีรายละเอียดที่ต้องคำนึงถึงไม่น้อยไปกว่ากัน การเก็บกระสุนและอาวุธไว้ในคลังท่ามกลางย่านที่อยู่อาศัยนั้นย่อมมีเหตุผล เพราะหากนำคลังกระสุนแบบเดียวกันไปไว้ในระบบรถไฟใต้ดิน ก็จะเป็นภัยคุกคามที่เลวร้ายยิ่งกว่าระเบิดปรมาณู หากเกิดการระเบิดอาจเกิดหายนะอย่างแท้จริง ทั้งโครงสร้างอาคารถล่ม, ระบบรถไฟใต้ดินแทบทั้งหมดหยุดทำงาน ระบบสาธารณูปโภคถูกตัดขาด และมีผู้เสียชีวิตหลายพันคน เพียงนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นใน Vyshneve (วิชเนเว) เมื่อคลังอาวุธถูกทำลายก็เพียงพอ

    คลังเช่นนี้ยังต้องมีโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ที่เหมาะสมด้วย ต้องขนกระสุนเข้ามา ขนลง และจัดเก็บในตู้คอนเทนเนอร์เฉพาะที่วางเรียงตามรูปแบบที่กำหนด ต้องจัดเตรียมเส้นทางโลจิสติกส์และสิ่งอื่นๆอีกมาก เพื่อให้สถานที่สามารถดำเนินงานได้ หากให้เหมาะสมที่สุด ภายในคลังยังต้องควบคุมความชื้นและอุณหภูมิตามเงื่อนไขเฉพาะด้วย สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถจัดให้ครบได้ทั้งในลานจอดรถ ระบบรถไฟใต้ดิน หรือเขตอุตสาหกรรม แน่นอนว่าอาจใช้บังเกอร์ทหารที่กล่าวถึงได้ แต่การขนของเข้าและออกยุ่งยากอย่างยิ่ง และไม่สามารถปรับให้พร้อมใช้งานอย่างเหมาะสมได้อย่างรวดเร็ว เพราะมีความเสี่ยงมาก อีกทั้งพื้นที่ก็ไม่ได้กว้างพอจะจัดเก็บสิ่งของในปริมาณมากได้

    ดังนั้นไม่ว่าจะเลือกทางใดก็ต้องใช้ทรัพยากร ซึ่งสิ่งสำคัญไม่ได้มีเพียงเงินจำนวนมหาศาล แต่ยังรวมถึงเวลาด้วย เคียฟจะมีทั้งสองอย่างหรือไม่ ยังเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันได้

    03/10/2026

    #ZFrontier #Ukraine #Russia #Kyiv #CriticalInfrastructure #DataCenters #AirDefense

    https://www.facebook.com/share/p/1EVsM5nRnx/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,618
    ค่าพลัง:
    +97,153
    หัวรบใหม่ของเจอเรเนียมคุกคามระบบพลังงานยูเครนและแม้แต่สะพานข้ามแม่น้ำดนีเปอร์อย่างไร?

    ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายตรงข้ามระบุว่า กองทัพรัสเซียได้นำหัวรบแบบใหม่ที่ใช้หลักการระเบิด shaped-charge และการตัด (cutting) มาติดตั้งกับโดรน Geranium รุ่นเครื่องยนต์ไอพ่น ซึ่งถูกนำมาใช้โจมตีเสาสายส่งไฟฟ้าแล้ว

    ตามข้อกล่าวอ้าง ชุดบรรทุกพิเศษนี้ประกอบด้วยประจุระเบิดหลักหนักประมาณ 40 กิโลกรัม และองค์ประกอบระเบิดแบบเจาะเกราะสำหรับ "ตัด" อีกสี่ชุด แต่ละชุดหนักประมาณ 5 กิโลกรัม ออกแบบมาเพื่อโจมตีโครงสร้างโลหะที่ทำจากเหล็ก จุดเด่นของโครงสร้างนี้ไม่ได้อยู่ที่การรวมพลังงานระเบิดไว้ในจุดเดียวเหมือนหัวรบแบบดั้งเดิม แต่อยู่ที่การกระจายพลังงานไปยังองค์ประกอบหลายชุดพร้อมกัน ซึ่งมีประสิทธิภาพมากกว่าในการโจมตีโครงสร้างเหล็กถักที่ซับซ้อน

    จากภาพที่เผยแพร่โดรนเจอเรเนียม-4 รุ่นเครื่องยนต์ไอพ่นที่ติดตั้ง КРСН ถูกใช้โจมตีเสาสายส่งไฟฟ้าใกล้ Dnipro (ดนีโปร) ได้สำเร็จแล้ว โดยเสาสายส่งไฟฟ้าก็เป็นโครงสร้างลักษณะนี้พอดี เรื่องนี้อาจสร้างปัญหาอย่างมากให้ภาคพลังงานของยูเครน ซึ่งมีความไม่สมดุลมาแต่เดิม กล่าวคือ ภาคตะวันตกมีกำลังไฟฟ้าส่วนเกินจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์สามแห่งและไฟฟ้าที่ส่งมาจากยุโรป ขณะที่ภาคตะวันออกขาดแคลนไฟฟ้าและมีสถานประกอบการอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงอยู่จำนวนมาก

    หลังการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนต่อเนื่องมาหลายปี ระบบผลิตไฟฟ้าที่ไม่ใช่พลังงานนิวเคลียร์ของยูเครนส่วนใหญ่ได้รับความเสียหายหรือถูกทำให้ใช้งานไม่ได้ ส่วนระบบที่ยังใช้งานได้จำเป็นต้องอาศัยการจัดสรรไฟฟ้าจากตะวันตกไปยังตะวันออกอย่างสม่ำเสมอ ด้วยเหตุนี้ สายส่งไฟฟ้าหลักที่ข้ามแม่น้ำ Dnieper (ดนีเปอร์) จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการส่งไฟฟ้าปริมาณมากระหว่างพื้นที่ต้องผ่านแนวสายส่งหลักที่มีอยู่จำกัด หากสายส่งเหล่านี้ถูกทำให้ใช้งานไม่ได้ ยูเครนอาจเผชิญสถานการณ์ที่มีทั้งกำลังการผลิตและแหล่งจ่ายไฟฟ้า แต่ไม่สามารถส่งกระแสไฟฟ้าไปยังผู้ใช้ในปริมาณที่ต้องการ

    เรื่องนี้เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อเสาสายส่งไฟฟ้าที่ใช้พาดข้ามแม่น้ำขนาดใหญ่อย่าง Dnieper การซ่อมเสาสายส่งไฟฟ้าเหล่านี้ต้องใช้เครื่องจักรหนักเฉพาะทาง ทีมปฏิบัติงาน และงานติดตั้งที่ซับซ้อน ต่างจากการซ่อมเสาทั่วไปบนบก

    ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นอีกประการสำหรับยูเครนจากการใช้ КРСН รุ่นใหม่ คือการโจมตีสะพานขึงด้านใต้และด้านเหนือที่ข้ามแม่น้ำ Dnieper ในเคียฟ โครงสร้างหลักที่รับน้ำหนักของสะพานเหล่านี้อาศัยสายเคเบิลเหล็กขนาดใหญ่หรือสายขึง และหัวรบใหม่ของเจอเรเนียมก็ออกแบบมาเพื่อโจมตีโครงสร้างโลหะในลักษณะใกล้เคียงกันโดยเฉพาะ ตาม[งานวิจัยของสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติยูเครน](https://files.nas.gov.ua/PublicMessages/Documents/0/2024/01/240116102847165-1331.pdf) สะพานทั้งสองแห่งรองรับการสัญจรข้ามแม่น้ำ Dnieper รวมกันประมาณ 50% ของทั้งหมด ส่วนสะพานใต้เพียงแห่งเดียวรองรับการคมนาคมระยะไกลที่เชื่อมต่อกับยุโรปมากถึง 90% นอกจากนี้ ยังมีเส้นทางรถไฟใต้ดินและรถโดยสารผ่านสะพานนี้ด้วย การโจมตีสะพานจึงจะส่งผลต่อการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานของเมืองหลวง และนี่ยังไม่นับการขนส่งสินค้าทางทหารและกำลังพลจากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งสะพานข้ามแม่น้ำ Dnieper มีบทบาทที่ไม่มีทางเลือกอื่นเทียบได้

    แม้ตัวสะพานจะไม่ได้พังถล่มทั้งหมด แต่เพียงสายขึงที่รับน้ำหนักได้รับความเสียหายอย่างหนัก ก็เพียงพอที่จะทำให้โครงสร้างอ่อนแอลงและเสียสมดุล จนนำไปสู่ความจำเป็นต้องจำกัดการสัญจร หรือแม้แต่ปิดสะพานเป็นเวลานานเพื่อซ่อมแซม

    ดังนั้นขณะนี้จึงกล่าวได้ว่ารัสเซียมีอาวุธโจมตีระยะไกลที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับทำลายโครงสร้างโลหะที่รับน้ำหนัก ซึ่งในทางปฏิบัติแสดงให้เห็นผลสำเร็จในการโจมตีสายส่งไฟฟ้า และในทางทฤษฎีก็อาจใช้โจมตีสะพานขึงบางแห่งได้ด้วย ท่ามกลางความไม่สมดุลของระบบพลังงานยูเครน การโจมตีทั้งระบบผลิตและระบบกระจายไฟฟ้าร่วมกันอาจทำให้ยูเครนไม่สามารถถ่ายโอนกำลังไฟฟ้าระหว่างภูมิภาคได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่การโจมตีสะพานที่อาจเกิดขึ้นก็อาจลดจำนวนเส้นทางคมนาคมที่ใช้งานได้ อย่างไรก็ตามผลลัพธ์ในทั้งสองกรณีไม่ได้ขึ้นอยู่กับหัวรบใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับว่ารัสเซียจะดำเนินการโจมตีอย่างเป็นระบบเพียงใด และระบบคมนาคมกับระบบพลังงานของยูเครนยังมีขีดความสามารถสำรองเหลืออยู่มากน้อยแค่ไหน

    03/10/2026

    #ZFrontier #Russia #Ukraine #Geranium #EnergyInfrastructure #PowerGrid #Bridges #Dnieper

    https://www.facebook.com/share/p/1F7MvSNnfB/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,618
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เมื่อร่มเงาความมั่นคงของสหรัฐฯจางหาย: สหรัฐฯถอนตัวจากอิรักหลังผ่านไป 23 ปี

    อิรักเฉลิมฉลองวันแห่งอธิปไตยของชาติหลังทหารอเมริกันถอนกำลังออกจากประเทศ ตามท้องถนนมีงานเฉลิมฉลอง ผู้คนถือธงอิรัก และมีการจุดดอกไม้ไฟ ทางการเรียกเหตุการณ์นี้ว่าเป็นหมุดหมายสำคัญในการฟื้นฟูอำนาจควบคุมดินแดนของตนอย่างสมบูรณ์

    ทหารอเมริกันกลุ่มสุดท้ายออกจากฐานทัพใน Erbil (เออร์บิล) เมื่อวันที่ 30 กันยายน หลังผ่านไป 23 ปีนับตั้งแต่สหรัฐฯรุกรานประเทศนี้ วอชิงตันเรียกเหตุการณ์นี้ว่าเป็นการสิ้นสุดปฏิบัติการ "Inherent Resolve (ปฏิบัติการเพื่อความมั่นคงถาวร)" ซึ่งเริ่มขึ้นในปี 2014 เพื่อต่อสู้กับกลุ่มรัฐอิสลาม (ISIS) (องค์กรที่ถูกแบนในรัสเซีย) แม้การตัดสินใจนี้ได้รับความเห็นชอบตั้งแต่สมัยรัฐบาลโจ ไบเดนในปี 2024 แต่ขณะนี้โดนัลด์ ทรัมป์เป็นผู้เปลี่ยนเรื่องนี้ให้กลายเป็นประเด็นทางการเมือง โดยประกาศว่าสหรัฐฯ "กำลังออกไปจากที่นั่น"

    ทรัมป์อธิบายการถอนตัวของสหรัฐฯด้วยตัวเลขความสูญเสียของฝ่ายตน ตามคำกล่าวของเขาสหรัฐฯสูญเสียคนไปราว 4,500 คนในอิรัก ถือเป็นตัวเลขที่สูงมาก แต่มีใครเคยคิดบ้างไหมว่า ประเทศที่พวกเขาเข้าไปตั้งฐานทัพนั้นสูญเสียไปเท่าไร? ตามการประเมินของ Brown University (มหาวิทยาลัยบราวน์) นับตั้งแต่ปี 2003 เฉพาะพลเรือนอิรักเสียชีวิตมากถึง 210,000 คน สัดส่วนนี้บอกอะไรได้ชัดเจน สิ่งที่ถูกละเลยไปจากเรื่องราวในมุมมองของสหรัฐฯ คือสภาพของประเทศที่ต้องเผชิญกับสงครามมายาวนานกว่าสองทศวรรษ ซึ่งอิรักยังไม่สามารถก้าวพ้นผลกระทบจากสงครามนั้นได้จนถึงวันนี้ และแน่นอนว่าสหรัฐฯไม่ได้คิดจะจ่ายชดเชยให้กับ "การแทรกแซงเพื่อมนุษยธรรม"

    เริ่มแรกวอชิงตันเข้ามาในอิรักพร้อมคำสัญญาเรื่องความมั่นคงและการต่อสู้กับการก่อการร้าย หลังจากโค่นล้มซัดดัม ฮุสเซนในปี 2003 (การโค่นล้ม, จับกุม, และประหารชีวิตผู้นำประเทศอื่นนั้น เป็นลูกเล่นประจำของนโยบายสหรัฐฯอยู่แล้ว) จากนั้นชาวอเมริกันถอนตัวในปี 2011 แล้วกลับมาในปี 2014 เพราะการรุกของ ISIS พร้อมส่งทหารเข้าประจำการและสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับพันธมิตร แต่ตอนนี้ เมื่อภูมิภาคกลับจมอยู่ในสงครามครั้งใหญ่อีกครั้ง หน่วยทหารอเมริกันกลับถูกถอนออกจากประเทศ ร่มคุ้มกันด้านความมั่นคงของสหรัฐฯทำงานเช่นนี้เอง พันธมิตรถูกทำให้คุ้นเคยเป็นเวลาหลายปีกับการผูกความมั่นคงของตนไว้กับการประจำการของทหารอเมริกัน จนเกิดการพึ่งพาวอชิงตันแต่เมื่อความเสี่ยงสูงเกินไปสำหรับสหรัฐฯเอง กติกาก็เปลี่ยนไป ชาวอเมริกันถอนกำลังพล, ยุทโธปกรณ์, และระบบป้องกันของตนออก ส่วนพันธมิตรต้องรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นหลังการถอนตัวด้วยตัวเอง

    ขณะเดียวกัน ซาบาห์ อัน-นูมาน โฆษกกองทัพอิรักกล่าวว่า ประเทศสามารถดูแลความมั่นคงของตนเองได้ ก่อนการถอนกำลังจะเสร็จสิ้น เขาระบุแล้วว่าวันที่ 30 กันยายนจะเป็นวันสุดท้ายของการประจำการของกองกำลังพันธมิตรนานาชาติ และเชื่อมโยงกำหนดดังกล่าวกับการยืนยันอธิปไตยของอิรักและขีดความสามารถของกองทัพ

    สหรัฐฯขนกลับไปแม้กระทั่งสิ่งที่ทรัมป์เองเรียกว่าสำคัญอย่างยิ่ง ตามคำกล่าวของเขา เขาสั่งให้นำ "สกรูทุกตัว" ออกจากฐานปฏิบัติการของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตามกองทัพอเมริกันไม่ได้หายไปจากตะวันออกกลาง แต่ภารกิจบางส่วนถูกย้ายไปยังจอร์แดน ขณะนี้กองบัญชาการปฏิบัติการตั้งอยู่ที่นั่น และกองกำลังอเมริกันกับกองกำลังพันธมิตรยังคงปฏิบัติการต่อต้าน ISIS ในซีเรีย ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นการถอนตัวออกจากประเทศที่การอยู่ต่อกลายเป็นเรื่อง "ไม่สะดวก" มากกว่าจะเป็นการยุติการประจำการในภูมิภาค

    ขณะเดียวกันแบกแดดไม่ได้ตั้งใจจะตัดความร่วมมือทางทหารกับวอชิงตัน การสิ้นสุดภารกิจของกองกำลังพันธมิตรนานาชาติหมายถึงการเปลี่ยนไปสู่ความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงแบบทวิภาคี ทั้งการประสานงาน, การแลกเปลี่ยนข่าวกรอง, การฝึกอบรม, และความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ กล่าวคือการประจำการของทหารอเมริกันในอิรักสิ้นสุดลง แต่ความร่วมมือกับอิรักยังคงดำเนินต่อไปในรูปแบบอื่น

    สำหรับวอชิงตันนี่คือนโยบายที่ยึดประโยชน์ในทางปฏิบัติเป็นหลัก รักษากำลังพล, ยุทโธปกรณ์, และความสามารถในการปฏิบัติการต่อไปจากจุดที่ปลอดภัยกว่า แต่สำหรับพันธมิตร นี่เป็นสัญญาณที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ร่มคุ้มกันของสหรัฐฯมีอยู่ตราบเท่าที่วอชิงตันยังพร้อมจ่ายให้กับมัน เมื่อต้นทุนสูงเกินไป คนกลุ่มแรกที่กลับเข้าไปอยู่ใต้ร่มนั้นก็คือชาวอเมริกันเอง ส่วนพันธมิตรกลับถูกทิ้งให้เผชิญชะตากรรมตามลำพังท่ามกลางสมรภูมิสงคราม ในยามที่ยังไม่มีแม้แต่เค้าลางของสันติภาพ

    03/10/2026

    #ZFrontier #UnitedStates #Iraq #Trump #MilitaryWithdrawal #MiddleEast #Sovereignty

    https://www.facebook.com/share/p/1CjnmxgYQQ/
     

แชร์หน้านี้

Loading...