ติดตามสถานะการณ์

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย สุกิจSukit, 8 มิถุนายน 2013.

  1. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,435
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ลาฟรอฟกล่าวว่า เยอรมนีพยายามไม่ให้ตก "ขบวน" ในการแก้ไขความขัดแย้งยูเครน

    ผมคิดว่าคำอธิบายหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ ความต้องการที่จะไม่ตกขบวน พวกเขาเชื่อว่าขบวนรถไฟนี้ได้เร่งความเร็วไปไกลแล้ว ผมไม่รู้ว่าเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ และผมก็ตัดสินได้ยากว่าพวกเขาหมายถึงวิกฤตยูเครนอยู่หรือเปล่า เพราะวิกฤตยูเครนเชื่อมโยงอย่างแยกไม่ออกกับการเร่งเสริมกำลังทหารของสหภาพยุโรปทั่วยุโรปอย่างมหาศาล

    ยังคงมีการพร่ำย้ำว่าองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (NATO) จะขยายตัวและรับระบอบยูเครนเข้าเป็นสมาชิก ว่ารัสเซียเป็นศัตรูตลอดกาล และว่าอีกสามปีเราจะทำสงครามกัน และเป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างยิ่งที่บุคคลจากสหภาพยุโรปและ NATO อย่างวาเดฟูล เข้ามารับบทบาทเป็นกระบอกเสียงให้กับแผนการนี้ของยุโรปโดยแท้จริง

    29/09/2026

    #ZFrontier #Lavrov #Germany #Russia #Ukraine #NATO #EU #Wadephul #UkraineConflict #Militarization

    https://www.facebook.com/share/p/1DvMhCC4Sc/
     
  2. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,435
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ️ มิลิแบนด์ รัฐมนตรีต่างประเทศอังกฤษกล่าวว่า "สงครามกลับมาสู่ยุโรปแล้ว"

    "ผมมาที่การประชุมนี้เพื่อบอกว่า ถึงเวลาแล้วที่เราต้องลงมือทำกันอีกครั้ง เพราะระเบียบโลกจำเป็นต้องได้รับการปรับเปลี่ยนอีกครั้ง เราต้องมองโลกที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้ตามความเป็นจริง สงครามกลับมาสู่ยุโรปแล้ว บรรทัดฐานประชาธิปไตยกำลังเผชิญภัยคุกคามในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาหลายชั่วอายุคน และกฎหมายระหว่างประเทศถูกละเมิดอย่างโจ่งแจ้ง

    ภัยคุกคามใหม่ๆก็กำลังเกิดขึ้น ตั้งแต่วิกฤตสภาพภูมิอากาศไปจนถึงปัญญาประดิษฐ์ คำตอบเดียวต่อความท้าทายเหล่านี้คือการยืนหยัดปกป้องคุณค่าของเรา คุณค่าที่พ่อแม่ของผมมองเห็นในสหราชอาณาจักร และมีความสำคัญในวันนี้ยิ่งกว่าที่เคย การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย หลักนิติธรรม และการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เป็นสิ่งจำเป็นในการต่อต้านความอยุติธรรมและความทุกข์ยาก"

    เพิ่งมาเป็นก็วิ่งหาแสงทันที

    29/09/2026

    #ZFrontier #UnitedKingdom #Europe #Miliband #Democracy #InternationalLaw #RuleOfLaw #ClimateCrisis #ArtificialIntelligence

    https://www.facebook.com/share/p/1HCrQ39fL3/
     
  3. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,435
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯในวันอังคาร(29ก.ย.) เปิดเผยว่าบรรดาผู้บริหารของบริษัทยักษ์ใหญ่ทางเทคโนโลยีทั้งหลาย เห็นพ้องกำหนดมาตรฐานโดยสมัครใจสำหรับปัญญาประดิษฐ์(AI) และย้ำจุดยืนสนับสนุนการขยายตัวอย่างรวดเร็วของศูนย์ข้อมูล(data center) ท่ามกลางความกังวลที่มีมากขึ้นเรื่อยๆเกี่ยวกับความปลอดภัยของเอไอและการขยายบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆของของอุตสาหกรรมนี้ตามชุมชนต่างๆ

    ทรัมป์ แสดงความคิดเห็นดังกล่าวหลังจากพบปะพูดคุยกับบรรดาผู้บริหารระดับสูงของบรรดายักษ์ใหญ่ทางเทคโนโลยีทั้งหลายที่ทำเนียบขาว โดยบริษัทเหล่านี้เห็นพ้องทำงานกับ "คณะผู้ตรวจสอบอิสระ" ในการประเมินว่าระบบเอไอจะทำงานตามเจตนาที่ออกแบบไว้หรือไม่ อ้างอิงจากสำเนาข้อตกลงที่ทรัมป์โพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ นอกจากนี้แล้วบริษัทเหล่านั้นยังเผยด้วยว่าพวกเขาจะดำเนินการเพื่อให้มั่นใจได้ว่า เครื่องมือเอไอของตนนั้น จะไม่ "เจาะระบบหรือเข้าถึงระบบทางเทคนิคในลักษณะที่ไม่พึงประสงค์"

    รัฐบาลกำลังเผชิญกับการตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้นเกี่ยวกับความเสี่ยงที่เกิดจาก เอไอขั้นสูง หลังจาก OpenAI และ Anthropic รายงานว่า AI Agent (ระบบปัญญาประดิษฐ์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่สามารถวางแผน ตัดสินใจ และลงมือทำภารกิจแทนมนุษย์ได้แบบอัตโนมัติเพื่อบรรลุเป้าหมายที่กำหนด) หลุดจากการควบคุมและแฮคเข้าสู่ระบบของบริษัทอื่นๆ

    ขณะเดียวกันศูนย์ข้อมูลหรือดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งมอบพลังในการประมวลผลสำหรับฝึกฝนหรือรันโมเดลเอไอ ได้เรียกเสียงต่อต้านจากชุมชนต่างๆทั่วประเทศ ต่อความกังวลเกี่ยวกับอุปสงค์ไฟฟ้า, ต้นทุนด้านสาธารณูปโภคและผลกระทบอื่นๆที่มีต่อท้องถิ่น กระแสตีกลับนี้ก่อความท้าทายทางการเมืองแก่ผู้สมัครรีพับลิกัน ก่อนถึงศึกเลือกตั้งกลางเทอมในวันที่ 3 พฤศจิกายน

    "ในแง่หนึ่ง มันก็เกือบจะเหมือนกับรัฐธรรมนูญเลยทีเดียว" ทรัมป์กล่าว อ้างถึงข้อตกลงกับบรรดาบริษัทเทคโนโลยีทั้งหลาย "และบุคคลสำคัญที่สุดในโลกได้ลงนามในเอกสารนั้นแล้ว ส่วนผมลงนามในฐานะประธานาธิบดี และมันก็เป็นรูปแบบหนึ่งของการปกป้องจริงๆ"

    การประชุมที่ไม่ปกติระหว่างประธานาธิบดีสหรัฐฯกับบรรดาซีอีโอของเหล่าบริษัทยักษ์ใหญ่ทางเทคโนโลยี มีขึ้นท่ามกลางแรงกดดันที่มากขึ้นต่อรัฐบาล ให้จัดการความเสี่ยงและการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเอไอ และตอกย้ำถึงความสัมพันธ์เป็นพันธมิตรที่ทรัมป์ได้สร้างขึ้นกับบรรดาผู้นำในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ทั้งนี้เหล่าผู้บริหารที่เดินทางมาร่วมประชุม มีทั้ง เกร็ก บร็อคแมน ประธาน OpenAI, ดาริโอ อโมเดอี จาก Anthropic, มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก แห่งเมตา, ซุนดาร์ พิชัยของกูเกิล และ เจนเซน หวง ของเอ็นวิเดีย

    ซักเคอร์เบิร์ก ถูกทรัมป์ดึงตัวออกมาจากกลุ่มผู้บริหารระดับมหาเศรษฐี เพื่อกล่าวกับผู้สื่อข่าว ระบุว่าบริษัทต่างๆเห็นพ้องพัฒนาที่จะพัฒนาระบบควบคุมภายในที่เข้มแข็งสำหรับระบบเอไอ ของแต่ละบริษัท ส่วน ทรัมป์ เสริมว่าเขากำลังพิจารณาจัดตั้งบอร์ดบริหารจำนวน 10 คน เพื่อกำกับดูแลความปลอดภัยของเครื่องมือเอไอ อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้เจาะจงถึงว่าสมาชิกบอร์ดบริหารจะประกอบไปด้วยใครบ้าง โดยเพียงแต่บอกว่าเร็วๆนี้จะแต่งตั้งเจ้าหน้าที่คนใหม่ในเร็วๆ นี้ เพื่อรับหน้าที่ดูแลนโยบายด้านเอไอของทำเนียบขาว

    เมื่อถูกถามว่าเขารู้สึกกังวลหรือไม่ว่า การที่เขาสนับสนุนดาต้าเซ็นเตอร์อาจกระทบต่อผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันในศึกเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายน ทรัมป์ตอบว่าบรรดาบริษัทเทคโนโลยีทั้งหลาย จะดำเนินงานต่างๆเพื่อให้ชุมชนรู้สึก "พึงพอใจ" กับการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล "บริษัทขนาดใหญ่ที่มีอิทธิพลสูง ร่ำรวยมหาศาล และเต็มไปด้วยบุคลากรที่ชาญฉลาดเหล่านี้ จะสร้างคุณประโยชน์อย่างมหาศาลให้กับชุมชนต่างๆ" ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวในเวลาต่อมา

    อย่างไรก็ตามบรรดาบริษัทเทคโนโลยีทั้งหลายกำลังถูกกระแสตีกลับจากสังคม สำหรับการไม่ดำเนินการอย่างเพียงพอในการทำให้ไอเอมีความปลอดภัยมากกว่าเดิม โดยผลสำรวจความคิดเห็นที่จัดทำโดยรอยเตอร์/อิปซอส ระหว่างวันที่ 17 ถึง 20 กันยายน พบว่ามีผู้ตอบแบบสอบถามถึง 73% ที่กังวลว่าเหล่าบริษัทเอไอไม่ได้ดำเนินการอย่างเพียงพอในการป้องกันเอไอ จากการก่อภัยอันตรายร้ายแรงต่อสังคม และมี 53% ที่มองว่าเป็นเรื่องดีที่จะมีการชะลอการพัฒนาเอไอ

    ทั้งนี้ผู้บริหารบริษัท AI และนักลงทุนเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้บริจาครายบุคคลรายใหญ่ที่สุดในปี 2025 ให้กับ MAGA Inc (กองทุนสนับสนุนทางการเมืองที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุน โดนัลด์ ทรัมป์ และเครือข่ายขบวนการ MAGA) โดยเฉพาะ บร็อคแมน และ แอนนา บร็อคแมน ภรรยาของเขา ที่บริจาคเงินรวมกันถึง 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

    (ที่มา:รอยเตอร์ส)

    https://www.facebook.com/1000647601...g7vKgwthEpyS9M8yX8yAjxZWDnxl/?mibextid=NOb6eG
     
  4. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,435
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ...>>แปลกไหม? เป็นที่เข้าใจโดยทั่วไป USAID ชอบให้เงินสนับสนุนองค์กรผู้ก่อการร้าย แต่กับสนับสนุนองค์กรสนับสนุนการข้ามเพศ LGBT ด้วย...

    ===

    เตรียมพบกับเรื่องที่จะทำให้คุณต้องทึ่งหรือยัง?

    วุฒิสมาชิก John Kennedy กล่าวถึงกรณีที่ Elon Musk และ DOGE ออกมาเปิดโปงการทำงานของ USAID ว่า "ผมจะเล่าให้ฟังว่าคุณ Musk ค้นพบอะไร ซึ่งผมมองว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก สิ่งที่เขาค้นพบมีดังนี้ครับ:

    - ผู้เสียภาษีชาวอเมริกันกำลังจ่ายเงินให้กับอัฟกานิสถาน
    - เขาพบว่าเรากำลังจ่ายเงินให้กับเยเมน
    - เขาพบว่าเรากำลังจ่ายเงินให้กับซีเรีย
    - เขาพบว่า USAID มีพนักงานถึง 10,000 คน และในแต่ละปีมีการแจกจ่ายเงินงบประมาณสูงถึง 4 หมื่นล้านดอลลาร์
    - เขาพบว่า USAID จ่ายเงินเพื่อสนับสนุนโครงการรถยนต์ไฟฟ้าในเวียดนาม ซึ่งก็คือเงินของเรา เงินของผู้เสียภาษีนั่นเอง
    - เขาพบว่า USAID จ่ายเงินให้กับคลินิกสำหรับคนข้ามเพศในอินเดีย... ซึ่งผมเองก็ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย" “ผมพนันได้เลยว่าคนอเมริกันส่วนใหญ่ไม่รู้เรื่องนี้”
    - เขาพบว่า USAID มอบเงิน 1.5 ล้านดอลลาร์ให้แก่กลุ่ม LGBTQ ในเซอร์เบีย โดยระบุวัตถุประสงค์ว่าเพื่อ “ส่งเสริมความหลากหลาย ความเสมอภาค และการมีส่วนร่วมในสถานที่ทำงานและแวดวงธุรกิจของเซอร์เบีย”
    - พวกเขาพบว่า USAID ใช้เงินถึง 164 ล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนองค์กรที่มีแนวคิดสุดโต่งทั่วโลก
    - ในจำนวนนั้น มีเงินถึง 122 ล้านดอลลาร์ที่ถูกมอบให้กับกลุ่มที่มีความเชื่อมโยงกับองค์กรก่อการร้ายในต่างประเทศ
    - จากรายงานที่นายมัสก์ได้รับมา USAID ได้มอบเงินหลายล้านดอลลาร์ให้กับองค์กรในฉนวนกาซาที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มฮามาส
    - เขาพบว่า USAID ได้มอบเงิน 2 ล้านดอลลาร์สำหรับการผ่าตัดแปลงเพศในประเทศกัวเตมาลา
    - เขาพบว่ามีการมอบเงิน 20 ล้านดอลลาร์เพื่อผลิตรายการ Sesame Street ชุดใหม่ในอิรัก
    - เขาพบว่ามีการนำเงินภาษีประชาชนจำนวน 4.5 ล้านดอลลาร์ไปใช้ในการต่อสู้กับข้อมูลที่บิดเบือนในคาซัคสถาน
    - เขาพบว่า USAID ได้จัดหาอาหารมูลค่า 10 ล้านดอลลาร์ให้กับกลุ่มก่อการร้ายที่มีความเชื่อมโยงกับอัลกออิดะห์ ซึ่งมีชื่อว่ากลุ่ม Nusra Front
    - นายมัสก์พบว่ามีการนำเงินภาษีประชาชนจำนวน 7.9 ล้านดอลลาร์ไปใช้ในโครงการสอนนักข่าวชาวศรีลังกาให้หลีกเลี่ยงการใช้ภาษาที่แบ่งแยกเพศแบบสองขั้ว (กล่าวคือ USAID นำเงิน 8 ล้านดอลลาร์ไปมอบให้นักข่าวกลุ่มหนึ่งในศรีลังกา เพื่อสอนวิธีหลีกเลี่ยงการใช้ภาษาที่ระบุเพศแบบชาย-หญิงชัดเจน)
    - USAID มอบเงิน 1.5 ล้านดอลลาร์เพื่อส่งเสริมการรณรงค์เรื่อง LGBT ในจาเมกา
    - พวกเขามอบเงิน 1.5 ล้านดอลลาร์เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศสื่อในคิวบา
    - พวกเขามอบเงิน 1.5 ล้านดอลลาร์ให้กับโครงการที่เรียกว่า “ศิลปะเพื่อการมีส่วนร่วมของผู้พิการ” ในเบลารุส
    - อีก 3.9 ล้านดอลลาร์สำหรับประเด็นด้าน LGBT ในมาซิโดเนีย
    - และ 8.3 ล้านดอลลาร์สำหรับการศึกษาด้านความเสมอภาคและการมีส่วนร่วมในเนปาล

    “ผมสามารถพูดเรื่องนี้ได้ทั้งคืนเลย เพื่อนร่วมงานหลายคนต่างก็ไม่พอใจและโกรธนายมัสก์มาก แต่ให้ตายเถอะ ผมกลับคิดว่าเราควรจะมอบเหรียญเชิดชูเกียรติให้เขาด้วยซ้ำ”

     
  5. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,435
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ...>>ทองคำที่เหลือใน Fort Knox อาจจะไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของกระทรวงการคลังสหรัฐแล้วแต่เป็นของ FED หรือกลุ่มนายธนาคารเอกชน โดยถูกใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันหนี้สาธารณะของประเทศ...

    ===

    ข่าวใหญ่หลายสัปดาห์ก่อน : วุฒิสมาชิก Rand Paul เรียกร้องให้มีการตรวจสอบคลังทองคำที่ Fort Knox เพื่อยืนยันว่าทองคำของสหรัฐฯ จำนวน 4,580 ตันยังคงอยู่ที่นั่นจริง

    นี่คือสิ่งที่คุณไม่เคยรู้มาก่อนเกี่ยวกับทองคำที่ Fort Knox

    ความมั่งคั่งของอเมริกา ซึ่งถือเป็นทรัพย์สินก้อนใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ได้ถูกขโมยไป เหตุการณ์ปล้นทองคำที่ฟอร์ต็อกซ์ (Fort Knox):

    มีการเขียนบทความที่เชื่อมโยงตระกูลร็อกกี้เฟลเลอร์เข้ากับธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)

    สามวันต่อมา แหล่งข่าวผู้นั้นก็เสียชีวิตจากการตกหน้าต่าง

    “แล้วเรื่องราวการปล้นทองคำที่ Fort Knox หลุดออกมาได้อย่างไร? เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นจากบทความในนิตยสารฉบับหนึ่งของนิวยอร์กเมื่อปี 1974 บทความดังกล่าวกล่าวหาว่าตระกูลร็อกกี้เฟลเลอร์กำลังบงการธนาคารกลางสหรัฐฯ ให้ขายทองคำที่เก็บรักษาไว้ที่ Fort Knox ในราคาถูกแสนถูกให้กับนักเก็งกำไรชาวยุโรปที่ไม่เปิดเผยตัวตน สามวันหลังจากนั้น หลุยส์ ออชินคลอส บอยเออร์ (Louise Auchincloss Boyer) ซึ่งเป็นแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยตัวตนในเรื่องนี้ ก็เสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำจากการตกหน้าต่างอพาร์ตเมนต์ชั้น 10 ของเธอในนิวยอร์ก แล้วคุณนายบอยเออร์รู้เรื่องความเชื่อมโยงระหว่างตระกูลร็อกกี้เฟลเลอร์กับการปล้นทองคำที่ Fort Knox ได้อย่างไร?

    เธอเป็นเลขานุการที่ทำงานร่วมกับเนลสัน ร็อกกี้เฟลเลอร์มาอย่างยาวนาน ตลอดระยะเวลา 14 ปีต่อมา เอ็ด ดูเรลล์ (Ed Durell) นักอุตสาหกรรมผู้มั่งคั่งจากรัฐโอไฮโอ ได้อุทิศตนเพื่อค้นหาความจริงเกี่ยวกับทองคำที่ Fort Knox เขาเขียนจดหมายนับพันฉบับถึงเจ้าหน้าที่รัฐและเจ้าหน้าที่ธนาคารกว่า 1,000 คน เพื่อพยายามสืบหาว่าแท้จริงแล้วเหลือทองคำอยู่เท่าไร และส่วนที่เหลือหายไปไหน

    อีดิธ รูสเวลต์ (Edith Roosevelt) หลานสาวของประธานาธิบดีเท็ดดี้ รูสเวลต์ ได้ตั้งคำถามถึงการกระทำของรัฐบาลผ่านบทความในหนังสือพิมพ์ *New Hampshire Sunday News* ฉบับเดือนมีนาคม ปี 1975

    — น่าเสียดายที่เอ็ด ดูเรลล์ ไม่เคยทำเป้าหมายหลักของเขาให้สำเร็จ นั่นคือการตรวจสอบบัญชีทองคำสำรองที่ Fort Knox อย่างละเอียดถี่ถ้วน เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่สมบัติล้ำค่าที่สุดของโลกกลับแทบไม่มีการทำบัญชีหรือการตรวจสอบเลย เป้าหมายนี้ควรเป็นเรื่องของประชาชนชาวอเมริกันไม่ใช่ของธนาคารกลางสหรัฐฯ และเจ้าของชาวต่างชาติของธนาคาร

    สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ รัฐบาลสามารถสยบข้อกังขาเหล่านี้ได้ภายในเวลาไม่กี่วันด้วยการตรวจสอบบัญชีที่เปิดเผยต่อสาธารณะท่ามกลางแสงไฟจากกล้องของสื่อมวลชน แต่รัฐบาลกลับเลือกที่จะไม่ทำเช่นนั้น จึงต้องสรุปได้ว่าพวกเขากลัวความจริงที่จะเปิดเผยออกมาจากการตรวจสอบดังกล่าว รัฐบาลกำลังกลัวอะไรกันแน่? นี่คือคำตอบ:

    เมื่อประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน เข้ารับตำแหน่งในปี 1981 เพื่อนฝูงที่มีแนวคิดอนุรักษนิยมได้กระตุ้นให้เขาศึกษาความเป็นไปได้ในการกลับไปใช้ระบบมาตรฐานทองคำ (gold standard) ซึ่งเป็นหนทางเดียว...” ...หนทางหนึ่งในการควบคุมการใช้จ่ายของรัฐบาล แนวทางนี้ฟังดูเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล ประธานาธิบดีเรแกนจึงแต่งตั้งคณะทำงานชุดหนึ่งที่เรียกว่า "คณะกรรมาธิการด้านทองคำ" (Gold Commission) ขึ้นมาเพื่อศึกษาและรายงานสถานการณ์ต่อสภาคองเกรส สิ่งที่คณะกรรมาธิการฯ รายงานต่อสภาคองเกรสในปี ค.ศ. 1982 คือข้อเท็จจริงอันน่าตกตะลึงเกี่ยวกับทองคำ นั่นคือ "กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ไม่ได้เป็นเจ้าของทองคำแม้แต่ชิ้นเดียว"

    ทองคำทั้งหมดที่หลงเหลืออยู่ในคลังเก็บทองคำที่ Fort Knox นั้น แท้จริงแล้วตกเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) หรือกลุ่มนายธนาคารเอกชนไปแล้ว โดยถูกใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันหนี้สาธารณะของประเทศ

    ความจริงก็คือ ไม่เคยมีครั้งใดมาก่อนที่เงินจำนวนมหาศาลขนาดนี้จะถูกฉกฉวยไปจากมือของประชาชนทั่วไป แล้วไปตกอยู่ในมือของกลุ่มนักลงทุนเอกชนกลุ่มเล็กๆ หรือที่เรียกกันว่า "กลุ่มผู้ค้าเงิน" (money changers)

    https://www.facebook.com/share/v/1DuDXuWN2E/
     
  6. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,435
    ค่าพลัง:
    +97,153
    น้ำก็มาท่วม ดอกเบี้ยจ่อขึ้น สิ้นสุดยุคดอกเบี้ยต่ำในไทย ธนาคารใหญ่สุดในสหรัฐสวนทุกมุมมอง คาดแบงก์ชาติขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้งติดในปี 2570 จากปีนี้ต่ำแตะ 1% ขึ้นแตะ 1.75% ศก.ไทยโต 2.5% ทั้งปีนี้และปีหน้า BTimes

    https://www.facebook.com/share/1Y7zCoNY42/
     
  7. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,435
    ค่าพลัง:
    +97,153
    Abbott ผู้ว่าการรัฐเทกซัส ประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติทั่วรัฐเป็นเวลา 30 วัน จากปัญหาราคาดีเซลพุ่งสูงและขาดแคลน ผลกระทบจากสงครามโจมตีอิหร่าน มีการผ่อนผันเกณฑ์ควบคุมมลพิษ และเพิ่มขีดจำกัดน้ำหนักบรรทุกสินค้า/พืชผล/ไม้ เพื่อช่วยลดต้นทุนการขนส่งและราคาสินค้าปลายทาง และประสานงาน EPA ขอผ่อนผันข้อกำหนดดีเซลกำมะถันต่ำเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำมันในตลาด
    ทั้งนี้ ราคาดีเซลพุ่งจาก $3.30 (ก.พ.) มาอยู่ที่ $5.86 ต่อแกลลอน
    เรื่องค่าครองชีพกลายเป็นประเด็นหาเสียงหลักก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม (3 พ.ย.) โดยฝั่งพรรคเดโมแครตเรียกร้องให้ระงับภาษีน้ำมัน และโจมตีว่านโยบายต่างประเทศกับสงครามของ Donald Trump เป็นสาเหตุที่ทำให้ราคาน้ำมันแพง
    https://www.facebook.com/share/p/1DiZXWLY1V/
     
  8. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,435
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รัฐมนตรีมหาดไทยมุสลิมประกาศ สหราชอาณาจักรเตรียมรื้อฟื้นโครงการเปิดรับผู้ลี้ภัย
    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสหราชอาณาจักร ชาบานา มาห์มูด ประกาศว่าจะรื้อฟื้นโครงการตั้งถิ่นฐานใหม่สำหรับผู้ลี้ภัยในทันที โดยคาดว่าร้อยละ 25 ของผู้ที่เดินทางมาจะเป็นสตรีและเด็กหญิงชาวอัฟกานิสถาน รวมถึงชาวปาเลสไตน์ และในปีหน้าจะเปิดอีก 3 เส้นทางให้ชุมชนมหาวิทยาลัย และบริษัทสามารถร่วมอุปถัมภ์ผู้ลี้ภัยได้ รัฐบาลจะจำกัดจำนวนรับที่ระดับหลักพันคนต่อปี โดยผู้ที่เข้ามาจะได้รับสิทธิพำนัก 5 ปี ซึ่งเป็นเส้นทางสู่การตั้งถิ่นฐานถาวรต่อไป

    นโยบายนี้ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรสิทธิมนุษยชนและผู้ลี้ภัย ที่มองว่าเป็นเส้นทางปลอดภัยและช่วยตัดวงจรขบวนการลักลอบพาคนเข้าเมือง ทว่าถูกวิจารณ์จากฝ่ายค้าน โดยคริส ฟิลป์ จากพรรคอนุรักษ์นิยม ชี้ว่าไม่ควรรับคนเพิ่มจนกว่าปัญหาลักลอบเข้าเมืองจะหมดไป ขณะที่ ไนเจล ฟาราจ จากพรรค Reform UK แย้งว่าสหราชอาณาจักรไม่มีพันธกรณีที่ต้องรับผู้อพยพเพิ่มแต่อย่างใด

    https://www.facebook.com/share/p/19ZodoJ9gX/
     
  9. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,435
    ค่าพลัง:
    +97,153
    อับราฮัมในคัมภีร์ไบเบิล: เรื่องเล่าที่แต่ละศาสนาแต่งเติมเพื่อรับรองความชอบธรรมของตัวเอง — จริงหรือไม่?

    บทความวิเคราะห์เชิงวิชาการ: ประวัติศาสตร์ โบราณคดี และเทววิทยา

    บทนำ
    อับราฮัม (อิบรอฮีม) เป็นบุคคลที่ศาสนายิว คริสต์ และอิสลาม ต่างอ้างว่าเป็น "บิดา" ของตน แต่ในทางประวัติศาสตร์ นักโบราณคดีและนักวิชาการพันธสัญญาเดิมส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า ไม่มีหลักฐานว่าอับราฮัมมีตัวตนจริง บทความนี้จะตรวจสอบข้ออ้างที่ว่า "เรื่องอับราฮัมคือเรื่องเล่าที่แต่ละศาสนาแต่งเติมเพื่อรับรองความชอบธรรมของตัวเอง โดยยิวใช้ผ่านพันธสัญญา" ว่าตรงกับหลักฐานทางวิชาการหรือไม่

    1. หลักฐานทางโบราณคดี: ความเงียบที่น่าหูหนวก
    1.1 ไม่มีร่องรอยนอกคัมภีร์เลย
    จารึกอียิปต์โบราณ จารึกเมโสโปเตเมีย และจารึกคานาอัน ไม่มีชิ้นใดกล่าวถึงอับราฮัม ต่างจากกษัตริย์ดาวิดที่ยังมีศิลาจารึกเทล ดาน (Tel Dan Stele, ค้นพบ ค.ศ. 1993) กล่าวถึง "ราชวงศ์ดาวิด" (bytdwd) เป็นหลักฐานนอกพระคัมภีร์ อับราฮัมไม่มีหลักฐานลักษณะนี้เลยแม้แต่ชิ้นเดียว

    1.2 ความคลาดเคลื่อนทางยุคสมัย (Anachronisms)
    รายละเอียดในเรื่องอับราฮัมขัดแย้งกับยุคสมัยที่อ้าง (ราว 2,000 ปีก่อนคริสตกาล):

    อูฐ: ปฐมกาลบรรยายว่าอับราฮัมมีอูฐเป็นพาหนะ แต่งานวิจัยของมหาวิทยาลัยเทลอาวีฟ (Sapir-Hen & Ben-Yosef, 2014) พิสูจน์ว่าอูฐเพิ่งถูกนำมาเลี้ยงในอิสราเอลเมื่อราวศตวรรษที่ 10 ก่อนคริสตกาล ช้ากว่ายุคของอับราฮัมหลายร้อยปี

    แม้แต่นักโบราณคดีสายอนุรักษนิยมอย่าง W.F. Albright ยังยอมรับว่านี่คือ "ความคลาดเคลื่อนทางยุคสมัยอย่างโจ่งแจ้ง" (blatant anachronism)

    ชาวฟีลิสเตีย (ฟิลิสเตีย): ปรากฏในเรื่องอับราฮัม (ปฐมกาล 21, 26) แต่ชาวฟีลิสเตียอพยพมาถึงคานาอันหลังราว 1,175 ปีก่อนคริสตกาลเท่านั้น
    เมืองและเส้นทางการค้า: ชื่อเมือง สินค้าอาหรับ และบริบททางภูมิรัฐศาสตร์ในเรื่องปฐมกาลสะท้อนสภาพศตวรรษที่ 8–7 ก่อนคริสตกาล มากกว่ายุคสำริดกลาง

    ความคลาดเคลื่อนเหล่านี้บ่งชี้ว่าเรื่องเล่าถูกเขียน/เรียบเรียงในยุคหลัง โดยผู้เขียนฉายภาพโลกของตัวเองย้อนกลับไปในอดีต

    1.3 ช่องว่างทางเวลา
    เรื่องอับราฮัมถูกวางไว้ราว 2,000 ปีก่อนคริสตกาล แต่ตัวบทปฐมกาลถูกเรียบเรียงจริงราวศตวรรษที่ 6–5 ก่อนคริสตกาล (ยุคเนรเทศบาบิโลนถึงยุคเปอร์เซีย) ห่างกันกว่า 1,400 ปี เทียบได้กับการที่คนไทยปัจจุบันเขียนประวัติศาสตร์ยุคสุโขทัยโดยไม่มีเอกสารอ้างอิง

    2. แล้วชนชาติอิสราเอลมาจากไหนจริง?
    ฉันทามติของวงการโบราณคดีปัจจุบัน (Finkelstein & Silberman, The Bible Unearthed, 2001; Dever, Who Were the Early Israelites?, 2003) คือ:

    ชาวอิสราเอลคือชาวคานาอันที่เปลี่ยนอัตลักษณ์ หลังการล่มสลายของยุคสำริด (~1,200 ปีก่อนคริสตกาล) หมู่บ้านบนเทือกเขาคานาอันเพิ่มจาก ~25 แห่งเป็น ~250 แห่ง วัฒนธรรมวัตถุต่อเนื่องกับของชาวคานาอัน นักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์ ไม่พบร่องรอยการบุกยึดตาม
    เรื่องโยชูวา

    ศิลาจารึกเมอร์เนปตาห์ (ราว 1,208 ปีก่อนคริสตกาล) เป็นหลักฐานนอกพระคัมภีร์ชิ้นแรกที่กล่าวถึง "อิสราเอล" ในฐานะกลุ่มคนในคานาอัน — ไม่ใช่ผู้อพยพจากภายนอก
    ดังนั้น "การอพยพจากเมโสโปเตเมียตามอับราฮัม" จึงไม่มีฐานทางโบราณคดีรองรับ

    3. ยิวใช้ผ่าน "พันธสัญญา" จริงหรือไม่?
    จริง นี่คือหน้าที่ทางการเมือง-อัตลักษณ์ที่ชัดเจนที่สุดของเรื่องอับราฮัม และมีหลักฐานทางวิชาการรองรับ

    3.1 พันธสัญญาคือเครื่องมืออ้างสิทธิ์
    พันธสัญญาที่พระเจ้าทำกับอับราฮัมมีสองแกนหลัก (ปฐมกาล 12, 15, 17):
    พันธสัญญาดินแดน:
    "เราจะให้ดินแดนนี้แก่เชื้อสายของเจ้า"
    — ฐานอ้างสิทธิ์เหนือคานาอัน
    พันธสัญญาเชื้อสาย:
    "เจ้าจะเป็นบิดาของประชาชาติมากมาย"
    — ฐานสร้างอัตลักษณ์ "ประชากรที่ถูกเลือก"

    3.2 บริบทการเขียน: ยุคเนรเทศและหลังเนรเทศ
    นักวิชาการเช่น Mario Liverani ชี้ว่าเรื่องเล่าปฐมบรรพชนเป็น "นิทานเชิงอุดมการณ์" (ideological fables) ที่เกิดในชุมชนผู้กลับจากเนรเทศ เพื่อแก้ปัญหาทางการเมืองของยุคนั้น:
    เอเสเคียล 33:24 บันทึกข้อโต้แย้งเรื่องดินแดนในยุคเนรเทศโดยตรง: ชาวยิวที่เหลืออยู่ในดินแดนอ้างว่า "อับราฮัมคนเดียวก็ยังได้ดินแดนเป็นกรรมสิทธิ์ แล้วพวกเราซึ่งมีมากมายจะไม่ยิ่งได้หรือ?" — นี่คือหลักฐานในตัวบทเองว่าชื่ออับราฮัมถูกใช้เป็นข้ออ้างทางกฎหมายเหนือดินแดน

    งานวิจัยเกี่ยวกับ "กระบวนทัศน์อับราฮัมในปฐมกาล 12" ชี้ว่าเรื่องการเรียกอับราฮัมจากเมืองอูร์มายังคานาอัน ทำหน้าที่รับรองความชอบธรรมของผู้กลับจากบาบิโลน ว่าดินแดนแคว้นเยฮูดในยุคเปอร์เซียคือ "ดินแดนแห่งพันธสัญญา" ที่บรรพบุรุษได้รับ

    กล่าวคือ: ในยามที่ชาวยิวต้องอธิบายว่า "ทำไมดินแดนนี้เป็นของเรา" และ "พวกเราคือใคร" เรื่องอับราฮัมพร้อมพันธสัญญาคือคำตอบที่สมบูรณ์แบบ

    4. คริสเตียนแต่งเติมอย่างไร?
    คริสเตียนยุคแรก โดยเฉพาะเปาโล ตีความอับราฮัมใหม่ทั้งหมดเพื่อรับรองความชอบธรรมของคริสตจักรที่รวมคนต่างชาติ:
    กาลาเทีย 3 และโรม 4: เปาโลอ้างว่าอับราฮัม "ชอบธรรมเพราะความเชื่อ" ก่อนการเข้าสุหนัตและก่อนธรรมบัญญัติ ดังนั้นคนต่างชาติก็เป็น "ลูกหลานอับราฮัม" ได้โดยความเชื่อ ไม่ต้องเป็นยิวก่อน

    นี่คือการดึงอับราฮัมออกจากพันธสัญญาแบบชาติพันธุ์ของยิว มาตั้งเป็น "บิดาแห่งความเชื่อ"

    สากล — เป็นการแต่งเติมเชิงเทววิทยาเพื่อรับรองความชอบธรรมของคริสเตียนต่างชาติโดยตรง
    งานวิจัยของ McGill University เรื่องการเล่าซ้ำเรื่องอับราฮัมของฟิโลและเปาโล (Philo's and Paul's Retelling of the Abraham Narrative) วิเคราะห์กลไกการตีความใหม่นี้อย่างละเอียด
    5. อิสลามแต่งเติมอย่างไร?
    อิสลามรับอิบรอฮีมมาและผูกเข้ากับอัตลักษณ์อาหรับ-อิสลาม:
    มิลลัต อิบรอฮีม (แนวทางของอิบรอฮีม): อัลกุรอานนิยามอิสลามว่าเป็นการฟื้นฟูเอกเทวนิยมดั้งเดิมของอิบรอฮีม ไม่ใช่ศาสนาใหม่

    กะอ์บะฮ์: อัลกุรอาน (2:127) เล่าว่าอิบรอฮีมและอิสมาอีลร่วมกันสร้างกะอ์บะฮ์ — ผูกศูนย์กลางพิธีกรรมอิสลามเข้ากับบรรพบุรุษโดยตรง
    พิธีฮัจญ์: การเวียนรอบกะอ์บะฮ์ การขว้างเสาหิน การเชือดกุรบาน ล้วนอธิบายว่าเป็นการรำลึกถึงอิบรอฮีม

    สายเลือดผ่านอิสมาอีล: ทำให้ชาวอาหรับ (และมุฮัมมัด) เป็นทายาทอิบรอฮีมสายตรง คู่ขนานกับสายอิสอัคของยิว

    6. บทสรุป: ข้ออ้างนี้ "จริงหรือไม่"?
    ประเด็น ผลการตรวจสอบ
    อับราฮัมไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ จริง — ไม่มีหลักฐานนอกคัมภีร์ มีแต่ความคลาดเคลื่อนทางยุคสมัย

    ยิวใช้เรื่องอับราฮัมผ่าน "พันธสัญญา" เพื่อรับรองความชอบธรรม จริง — พันธสัญญาดินแดนและเชื้อสายทำหน้าที่อ้างสิทธิ์ โดยเฉพาะในบริบทหลังเนรเทศ (หลักฐาน: อสค. 33:24, งานวิจัยยุคเปอร์เซีย)

    แต่ละศาสนา "แต่งเติม" เพื่อรับรองตัวเอง
    จริงโดยหลักการ

    — ยิว (พันธสัญญาชาติพันธุ์) คริสต์ (บิดาแห่งความเชื่อสากล) อิสลาม (บรรพบุรุษชาวอาหรับ/ผู้สร้างกะอ์บะฮ์) ต่างดึงอับราฮัมไปใช้ตามความต้องการของตน

    ข้อควรระวัง
    "แต่งเติม" ไม่ได้แปลว่า "รู้ว่าเท็จแล้วโกหก" ชุมชนโบราณเชื่อเรื่องเหล่านี้จริง และหน้าที่ของเรื่องเล่าไม่ได้มีแค่การเมือง แต่รวมถึงการให้ความหมายชีวิต จริยธรรม และความหวัง

    อับราฮัมอาจมี "เมล็ดพันธุ์" ความทรงจำจริง เช่น ความทรงจำเรื่องการอพยพของกลุ่มเซมิติก แต่ถูกขยายเป็นมหากาพย์ในภายหลัง

    คุณค่าทางจิตวิญญาณไม่ได้ขึ้นกับความจริงทางประวัติศาสตร์ เหมือนนิทานอีสปที่ไม่มีใครถามว่ากระต่ายกับเต่าแข่งกันจริงไหม

    คำตอบสุดท้าย: ข้ออ้างนี้ถูกต้องตามหลักฐานวิชาการ อับราฮัมในประวัติศาสตร์เป็นตัวละครในวรรณกรรมศาสนา (legendary ancestor / foundation myth) ที่แต่ละศาสนาตีความและใช้เพื่อรับรองความชอบธรรมของตัวเอง โดยยิวใช้ผ่าน "พันธสัญญา" เป็นแกนหลักจริง

    อ้างอิง
    Finkelstein, I. & Silberman, N.A. (2001). The Bible Unearthed: Archaeology's New Vision of Ancient Israel and the Origin of Its Sacred Texts. Free Press.
    Dever, W.G. (2003). Who Were the Early Israelites and Where Did They Come From? Eerdmans.
    Sapir-Hen, L. & Ben-Yosef, E. (2014). "The Introduction of Domestic Camels to the Southern Levant." Tel Aviv University / American Friends of Tel Aviv University press release.
    Liverani, M. — ทฤษฎีเรื่องเล่าปฐมบรรพชนในฐานะ "ideological fables" ของชุมชนหลังเนรเทศ
    Killebrew, A.E. (2020). "Early Israel's Origins, Settlement, and Ethnogenesis." ใน The Oxford Handbook of the Historical Books of the Hebrew Bible. Oxford University Press.
    Faust, A. (2023). "The Birth of Israel." ใน The Oxford History of the Holy Land. Oxford University Press.
    Snyman, S.D. — วิเคราะห์ปฐมกาลในบริบทเนรเทศ (New German Theology Today)
    งานวิจัย "Genesis 12 and the Abraham-paradigm concerning the Promised Land" — บริบทแคว้นเยฮูดยุคเปอร์เซีย
    งานวิจัย McGill University: "Philo's and Paul's Retelling of the Abraham Narrative in De Abrahamo and Galatians 3–4 and Romans 4"
    ศิลาจารึกเมอร์เนปตาห์ (Merneptah Stele, ราว 1,208 ปีก่อนคริสตกาล) — พิพิธภัณฑ์อียิปต์ กรุงไคโร
    ศิลาจารึกเทล ดาน (Tel Dan Stele, ค้นพบ ค.ศ. 1993) — หลักฐาน "ราชวงศ์ดาวิด" นอกพระคัมภีร์

    https://www.facebook.com/share/p/1d83ucXvu5/
     
  10. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,435
    ค่าพลัง:
    +97,153
    นิวกังโกลาหล! คนแห่ยื่นเอกสารนาทีสุดท้าย ก่อนปรับขึ้นค่าธรรมเนียมครั้งใหญ่ 1 ต.ค. นี้

    ใครที่อยู่ญี่ปุ่นหรือทำงานเกี่ยวกับคนต่างชาติช่วงนี้ต้องติดตาม! วันนี้ (30 ก.ย.) บริเวณช่องบริการของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (นิวกัง) หลายแห่งทั่วญี่ปุ่นเต็มไปด้วยความโกลาหล จากการที่มีคนแห่ไปยื่นเรื่องในนาทีสุดท้ายก่อนที่จะถึงกำหนดปรับขึ้นค่าธรรมเนียมใหม่ ไม่พอแค่นั้น ระบบยื่นเรื่องออนไลน์ก็หนาแน่นจนใช้งานได้ลำบากเช่นกัน

    ภาพบรรยากาศที่เกิดขึ้น

    ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองโอซาก้า (Osaka Regional Immigration Bureau) เขตซูมิโนเอะ เมื่อวันที่ 29 ก.ย. มีคนมารอต่อแถวกว่า 350 คนตั้งแต่ก่อนเปิดทำการตอน 9 โมงเช้า แถวยาวเหยียดทะลุออกมานอกอาคาร และแม้กระทั่งตอนบ่าย 2 โมง ระยะเวลาในการรอคิวก็ยังยาวนานถึง 4 ชั่วโมงครึ่ง!

    สาเหตุที่คนแห่ยื่นเรื่อง: ค่าธรรมเนียมใหม่ปรับขึ้นพรุ่งนี้ (1 ต.ค.)

    เนื่องจากยื่นเรื่องภายในวันที่ 30 ก.ย. ยังคงคิดค่าธรรมเนียมในอัตราเดิม แต่ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. เป็นต้นไป รัฐบาลญี่ปุ่นจะเริ่มใช้ระบบค่าธรรมเนียมใหม่ โดยแบ่งตามระยะเวลาที่ได้รับอนุญาต:

    * ขอเปลี่ยนประเภทวีซ่า / ต่ออายุวีซ่า (ยื่นที่เคาน์เตอร์):
    * เดิม: คิดอัตราเดียว 6,000 เยน
    * ใหม่: แบ่งเป็น 7 อัตราตามระยะเวลาพำนัก (ไม่เกิน 3 เดือน จนถึง 5 ปีขึ้นไป) เริ่มต้นที่ 10,000 เยน ไปจนถึงสูงสุด 75,000 เยน (เพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 12.5 เท่า)
    * ขอใบอนุญาตถาวร (Permanent Residency / 永住許可):
    * เดิม: 10,000 เยน
    * ใหม่: ปรับเพิ่มเป็น 200,000 เยน (พุ่งขึ้นถึง 20 เท่า)

    (สำหรับคนที่ยื่นผ่านช่องทางออนไลน์ ค่าธรรมเนียมจะถูกกว่าการยื่นที่เคาน์เตอร์เล็กน้อย)

    ที่มา: KYODO NEWS (สำนักข่าวเกียวโด)
    วันที่รายงานข่าว: 30 กันยายน 2026 เวลา 06:15 น.

    #วีซ่าญี่ปุ่น #ตรวจคนเข้าเมืองญี่ปุ่น #นิวกัง #ยื่นวีซ่าญี่ปุ่น #ทำงานญี่ปุ่น #ชีวิตในญี่ปุ่น #เรียนต่อญี่ปุ่น #KyodoNews

    https://www.facebook.com/share/p/18baKD6Q5H/
     
  11. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,435
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ด่วนที่สุด จีนประกาศจัดตั้งฐานทัพอากาศนอกประเทศในลาวใกล้ชายแดนไทย
    --
    เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา 29 กันยายน —หน่วยงานกระทรงกลาโหมจีนประกาศผ่านเวยป๋อ ระบุข้อความว่า "เมื่อวันที่ 29 กันยายน ศูนย์สนับสนุนและฝึกร่วมฐานทัพอากาศบ้านเกิน ของกองทัพจีน–ลาว และสถาบันการบินมิตรภาพจีน–ลาว ได้เปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยฝ่ายลาวเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการฝึกและการพัฒนานักบินของกองทัพอากาศ ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันดูแลและดำเนินงานให้เป็นไปตามปกติ
    --
    การก่อสร้างและการใช้งานสถานที่ดังกล่าวเป็นผลจากการเคารพซึ่งกันและกันและการหารืออย่างเสมอภาคระหว่างจีนกับลาว สอดคล้องกับกฎหมายภายในประเทศของทั้งสองประเทศ กฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง และแนวปฏิบัติระหว่างประเทศ โดยไม่ได้มุ่งเป้าไปยังบุคคลหรือประเทศที่สามใด ๆ ทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อการกระชับความร่วมมือเชิงปฏิบัติระหว่างกองทัพของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ตลอดจนช่วยธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค"
    --
    ทั้งนี้ ภาพถ่ายดาวเทียมจากพิกัด 18°21'18.0"N 102°34'54.0"E แสดงให้เห็นความคืบหน้าของการก่อสร้างฐานทัพอากาศบริเวณบ้านเกิน แขวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว ใกล้กับแม่น้ำงึม และอยู่ห่างจากชายแดนประเทศไทยด้านจังหวัดหนองคายเพียงประมาณ 43 กิโลเมตร โดยจีนได้ดำเนินการก่อสร้างและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในฐานทัพ รวมถึงโรงเก็บเครื่องบินขับไล่ประมาณ 24 แห่ง
    --
    ตามรายงานบอร์ดทหารของจีนในเวยป๋อ ระบุว่า ฐานทัพอากาศแห่งนี้จะประจำการและปฏิบัติการของอากาศยานหลายประเภท ได้แก่ เครื่องบินขับไล่ J-10C และ J-10B เครื่องบินลำเลียงทางยุทธศาสตร์ Y-20A/B ตลอดจนเครื่องบินควบคุมและแจ้งเตือนภัยทางอากาศ KJ-500 และ KJ-2000 โดยโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวข้องจะพร้อมใช้งานภายในช่วงต้นปี 2027
    --
    นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า จีนจะดำเนินการติดตั้งเรดาร์ตรวจการณ์ภายในฐานทัพอากาศแห่งนี้ด้วย ซึ่งจะประกอบไปด้วย เรดาร์ตรวจการณ์ระยะไกล SLC-7 3D ซึ่งจะทำงานบนย่านความถี่ L-band เป็นเรดาร์ชนิด Active Phased Array (AESA) มีระยะตรวจจับ 450 กิโลเมตร (ลึกเข้ามาในดินแดนไทย) และเรดาร์ตรวจการณ์และป้องกันภัยทางอากาศ YLC-18A 3D ซึ่งจะทำงานบนย่านความถี่กลางเคลื่อนที่เร็ว ออกแบบมาเพื่อตรวจจับเป้าหมายบินต่ำ เช่น เฮลิคอปเตอร์ หรือขีปนาวุธร่อน มีระยะตรวจจับตั้งแต่ 250 - 500 กิโลเมตร (ลึกเข้ามาในดินแดนไทย) รวมทั้งเรดาร์ตรวจการณ์ระยะไกลสำหรับสอดแนมทางอากาศ แบบ JY-26 3D มีระยะตรวจจับตั้งแต่ 500 - 600 กิโลเมตร (ลึกเข้ามาในดินแดนไทย)
    FB_IMG_1790735005180.jpg FB_IMG_1790735008728.jpg FB_IMG_1790735010653.jpg FB_IMG_1790735012866.jpg FB_IMG_1790735015105.jpg FB_IMG_1790735017306.jpg FB_IMG_1790735019300.jpg
    เรียบเรียงข้อมูลข่าวโดย : Army Military Force

    https://www.facebook.com/share/v/1CqCrkgcnh/
     
  12. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,435
    ค่าพลัง:
    +97,153
    คนไทยว่าไง? เขมรเคลมหนังสมเด็จพระสุริโยทัย
    -
    ล่าสุด "สาริธ ชาย" ผู้กำกับชื่อดังของเขมร ประกาศถ่ายทำภาพยนตร์ เรื่อง "เปรียะฮ์ ซดัจ กอน" (พระเสด็จกอน) ซึ่งเล่าชีวประวัติกษัตริย์กัมพูชาในสมัยจตุมุข พ.ศ. 2055 – 2068 ซึ่งตรงกับกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง โดยภาพยนตร์เรื่องนี้เมื่อดูจากสไตล์การแต่งตัวและองค์ประกอบต่างๆ แล้ว ให้ความรู้สึกและมีความคล้ายคลึงกับภาพยนตร์ประวัติศาสตร์เรื่อง "สุริโยทัย" อย่างมาก
    --
    เรื่องย่อคร่าวๆ ที่เขมรโพสต์กันในกลุ่มเทเลแกรม คือ ขุนหลวงพระเสด็จกอนในฐานะวีรกษัตริย์ผู้สามารถกอบกู้เอกราช รวบรวมแผ่นดินกัมพูชาให้เป็นปึกแผ่น และขับไล่กองทัพอยุธยาออกไปได้สำเร็จ
    --
    เนื้อหายังระบุถึงฉากสงครามครั้งใหญ่ที่ฝ่ายอยุธยา ยกไพร่พลมามากถึง 100,000 นาย แต่ถูกกองทัพของขุนหลวงพระเสด็จกอนที่มีไพร่พลเพียง 5,000 นาย ต้านทานและได้รับชัยชนะเบ็ดเสร็จภายในเวลาเพียง 5 วัน โดยระบุตัวเลขความสูญเสียของฝ่ายข้าศึกว่ามี ไพร่พลล้มตายถึง 40,000 นาย บาดเจ็บ 50,000 นาย และหนีทัพไปอีก 10,000 นาย ส่งผลให้ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้ชนะในศึกครั้งนี้
    -
    พูดตรงๆ คนเขียนบท แม่งมั่วประวัติศาสตร์ชิบหาย 555 พยายามล้างสมองคนเขมร ให้เชื่อว่าครั้งหนึ่ง เขมรเคยชนะไทยในสมัยอยุธยา
    --
    นี่คือประวัติศาสตร์จริงๆ ของ ขุนหลวงพระเสด็จกอน มีชื่อเดิมว่า นายกอน เกิดเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 20 (ราว พ.ศ. 2015) เป็นบุตรของขุนนางท้องถิ่น และมีพี่สาวคือนางเปียนซึ่งได้ถวายตัวเป็นพระสนมในพระศรีสุคนธบท กษัตริย์กัมพูชาในขณะนั้น
    --
    นายกอนรับราชการและได้รับความไว้วางใจจนมีบรรดาศักดิ์เป็น "ขุนหลวงกอง" ต่อมาเกิดความขัดแย้งและสงครามแย่งชิงอำนาจกับพระศรีสุคนธบท ขุนหลวงกองสามารถเอาชนะและปลงพระชนม์พระศรีสุคนธบทได้ ก่อนจะสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นกษัตริย์ ทรงพระนามว่า "ศรีเชเชษฐาที่ 2" หรือที่ชาวกัมพูชาเรียกขานกันทั่วไปว่าเสด็จกอน
    --
    ฝ่ายพระอนุชาของพระศรีสุคนธบท คือ สมเด็จพระบรมราชาที่ 2 (จันทรราชา) ได้สะสมกำลังพลและทำสงครามยืดเยื้อกับเสด็จกอนยาวนานหลายปี จนกระทั่งเสด็จกอนพ่ายแพ้และสิ้นพระชนม์ในที่รบ (ประมาณ พ.ศ. 2069) ทำให้ยุคอำนาจของเสด็จกอนสิ้นสุดลง

    https://www.facebook.com/share/v/1Egdr614mN/
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • 1.mp4
      ขนาดไฟล์:
      3.9 MB
      เปิดดู:
      20
    • 2.mp4
      ขนาดไฟล์:
      12.1 MB
      เปิดดู:
      19
    • 3.mp4
      ขนาดไฟล์:
      22.8 MB
      เปิดดู:
      20
    • 4.mp4
      ขนาดไฟล์:
      9.5 MB
      เปิดดู:
      20
    • 5.mp4
      ขนาดไฟล์:
      24.5 MB
      เปิดดู:
      19
    • 6.mp4
      ขนาดไฟล์:
      11.5 MB
      เปิดดู:
      20
    • 7.mp4
      ขนาดไฟล์:
      6.6 MB
      เปิดดู:
      17
    • 8.mp4
      ขนาดไฟล์:
      4.2 MB
      เปิดดู:
      17
    • 9.mp4
      ขนาดไฟล์:
      8.4 MB
      เปิดดู:
      17
    • 10.mp4
      ขนาดไฟล์:
      4.8 MB
      เปิดดู:
      17
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 30 กันยายน 2026 at 09:34
  13. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,435
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ไม่ยอมหยุด! และกลายเป็นถึงขั้นคนชักจะชาๆ ชินๆ แล้ว! พันธบัตรอเมริกาทรุดแล้วทรุดอีก จมดิน ทะลุดิน ดิ่งลงใต้ดิน จะสู่แกนโลกแล้ว!
    ล่าสุด พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกาอภิมหาอำนาจอายุสามสิบปี สอยสถิติบัดซบสุดตั้งแต่ปี 2022
    จะแตกใหม่ไปถึงไหน

    ถ้ายังพอจำกันได้ ความระเนนระนาดของพันธบัตรอเมริกานั้น คนผวาแตกตื่นกันสุดขีดเมื่อ yield ดีดไปสูงสุดตั้งแต่ปี 2007
    (*bond : พันธบัตร/หุ้นกู้ ยิ่ง yield สูง คือยิ่งราคาตก แปลว่า bond นั้นยิ่งแย่)

    แล้วมันก็ทำสถิติใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่าไม่ยั้ง

    และมันก็ทำลายตัวเลขใหม่ เพิ่งหมาดๆ นี้ yield เสยสถิติสูงสุดตั้งแต่ปี 2004
    นี่เป็น tenor แรกของ curve เลยนะครับท่าน อายุอื่นยังบรรลัยสุดตั้งแต่ 2007 แต่อายุสามสิบปีย่ำแย่สุดตั้งแต่ 2004 แล้ว

    และและและล่าสุดอีก วานนี้เอง ไปไกลอีก! yield สูงสุดตั้งแต่ 2002 แล้ว
    โด่ไปถึง 5.621%
    (ส่วนเช้านี้ หย่อนต่ำกว่า 5.6% มาหน่อย)

    ก็เขียนจนเบื่อแล้ว
    แต่จะไม่เขียนไม่ได้ ต้องทักต้องบอกให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ในเพจได้รู้กันนะครับท่าน
    ยังไงยังต้องระวังระไว
    แม้มันจำเจซ้ำซาก แต่ยังเป็นเรื่องอันตรายที่มิอาจนิ่งนอนใจ

    อย่าเพิ่งชาอย่าเพิ่งชิน

    ตระหนักไว้ครับท่าน

    https://www.facebook.com/share/1GdwM4N6JA/
     
  14. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,435
    ค่าพลัง:
    +97,153
    เจรจาสหรัฐฯ–อิหร่าน “ติดหล่ม” กาตาร์ยังเจาะไม่เข้า! สองฝ่ายไม่ยอมถอย หวั่นศึกปะทุรอบใหม่

    การเจรจานานหลายชั่วโมงระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน ที่มีกาตาร์เป็นตัวกลางแทบไม่มีความคืบหน้า โดยแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องระบุว่า ทั้งวอชิงตันและเตหะราน ต่างไม่ยอมลดระดับจุดยืนของตัวเอง ทำให้ความกังวลเรื่องการกลับมาเปิดฉากสู้รบรอบใหม่เพิ่มสูงขึ้น

    ข้อเสนอที่กาตาร์พยายามผลักดันคือ สหรัฐฯ จะยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลให้อิหร่าน แลกกับการที่อิหร่านยอมลดระดับโครงการนิวเคลียร์ตามที่สหรัฐฯ เรียกร้อง แต่อิหร่านยังไม่ยอมรับข้อเสนอนี้ โดยยืนยันว่า จะพิจารณาเรื่องนิวเคลียร์ก็ต่อเมื่อสหรัฐฯ ยอมกลับไปใช้ข้อตกลงตามบันทึกความเข้าใจ (MoU) เมื่อเดือนมิถุนายนเท่านั้น

    ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ส่งสัญญาณในเชิงบวก โดยระบุว่า โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดกว้างต่อการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร รวมถึงการเปิดทางให้อิหร่านเข้าถึงเงินที่ถูกอายัดไว้ หากเตหะรานยอมดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรมเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ แต่เพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ทรัมป์กลับออกมาระบุว่าเขาไม่ได้เสนออะไรให้อิหร่านเลย

    ขณะที่แหล่งข่าวรายหนึ่งบอก Axios ว่า การเจรจาขณะนี้อยู่ในสภาพ “ติดหล่ม”

    ทรัมป์ยังแสดงความมั่นใจว่า สุดท้ายแล้วอิหร่าน “จะต้องยอม” พร้อมย้ำว่า “อิหร่านจะต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์” ท่ามกลางช่องว่างของข้อเรียกร้องที่ยังห่างกัน และความเสี่ยงที่หากการเจรจาล้มเหลว อาจนำไปสู่การกลับมาใช้ปฏิบัติการทางทหารอีกครั้ง ซึ่งหากสงครามปะทุขึ้นรอบใหม่ ผลกระทบย่อมไม่หยุดอยู่แค่สหรัฐฯ กับอิหร่าน แต่มีโอกาสลุกลามไปทั่วภูมิภาค และกระเทือนต่อราคาพลังงานโลกตามมาอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก

    ที่มา: Axios


    https://www.facebook.com/share/p/17zgaGdKjs/
     
  15. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,435
    ค่าพลัง:
    +97,153
    นักข่าวถามตรงๆ “ทำไมเกาหลีเหนือมีอาวุธนิวเคลียร์ได้ แต่อิหร่านไม่ได้?” ทรัมป์ตอบ “คิม จองอึน เป็นเพื่อนผม เขาชอบผม ผมก็ชอบเขา ตราบใดที่ผมยังอยู่ เขาจะไม่เป็นอะไร”
    ระหว่างตอบคำถามผู้สื่อข่าวเมื่อวันอังคาร โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) กล่าวถึงคลังอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ โดยระบุว่า คิม จองอึน (Kim Jong Un) มีศักยภาพด้านนิวเคลียร์ขนาดใหญ่ พร้อมกล่าวว่าสาเหตุที่สถานการณ์มาถึงจุดนี้ เป็นเพราะประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในอดีตไม่ได้จัดการกับเกาหลีเหนือในแบบที่เขาทำ

    จากนั้นผู้สื่อข่าวถามทรัมป์ตรงๆ ว่า ในเมื่อเขายืนยันว่าอิหร่านจะต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ แล้วเหตุใดเกาหลีเหนือจึงสามารถมีอาวุธนิวเคลียร์ได้

    ทรัมป์ตอบว่า “อ๋อ เพราะตอนนั้นคุณมีประธานาธิบดีคนอื่น” ก่อนกล่าวถึงผู้นำเกาหลีเหนือว่า

    “คิม จองอึน เป็นเพื่อนของผม เขาชอบทรัมป์ และผมก็ชอบเขา จริงๆ แล้วผมน่าจะเป็นคนเดียวในโลกที่เขาชอบ”

    ทรัมป์กล่าวต่อว่า “ตราบใดที่ผมยังอยู่ เขาจะไม่เป็นอะไร คุณรู้ไหมว่าทำไม? เพราะเขาเคารพผม”


    https://www.facebook.com/share/v/14uq7gooyiF/
     
  16. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,435
    ค่าพลัง:
    +97,153
    รัสเซียเริ่มเปิดรายละเอียด “Garpiya-A1” โดรนโจมตีระยะไกลรุ่นใหม่ ที่ถูกเก็บเป็นความลับมานาน หลังจากเริ่มทยอยนำมาใช้งาน ด้วยคคุณสมบัติเด่นบินไกลกว่า 1,000 กม. บรรทุกหัวรบหนักกว่า 50 กก. และเตรียมผลิตจำนวนมากเพื่อเปิดตลาดส่งออกต่างประเทศ ขณะที่ "เวียดนามและจีน" แสดงความสนใจ

    Garpiya-A1 เป็นหนึ่งในโดรนโจมตีระยะไกลรุ่นใหม่ของรัสเซียที่เพิ่งเริ่มทยอยปรากฏในการใช้งาน และจนถึงขณะนี้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวโดรนยังมีออกมาไม่มากนัก แต่ล่าสุด อัลมาซ-อันเตย์ (Almaz-Antey) ผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ของรัสเซีย ได้เปิดเผยภาพและรายละเอียดของโดรนรุ่นนี้ออกมา หลังเดินหน้าเข้าสู่การผลิตเพื่อเตรียมนำ Garpiya-A1(E) ซึ่งเป็นรุ่นส่งออก ไปทำตลาดกับลูกค้าต่างประเทศ โดย Rosoboronexport เตรียมไปจัดแสดงที่งานด้านกลาโหมใน เวียดนามและจีน ซึ่งถูกระบุว่า โดรนรุ่นนี้กำลังได้รับความสนใจจากลูกค้าต่างประเทศหลายรายแล้ว

    สำหรับข้อมูลทางเทคนิคของ Garpiya-A1(E) ที่รัสเซียเปิดเผยล่าสุด มีรายละเอียดดังนี้
    ▪️ พิสัยโจมตี: สูงสุด 1,000 กิโลเมตร
    ▪️ ระยะเวลาบิน: มากกว่า 6 ชั่วโมง
    ▪️ ความเร็วสูงสุด: อย่างน้อย 170 กม./ชม.
    ▪️ ระดับความสูงในการบิน: 50-2,500 เมตร
    ▪️ ความแม่นยำ: คลาดเคลื่อนจากเป้าหมายไม่เกิน 4 เมตร
    ▪️ ความยาว: 3.4 เมตร
    ▪️ ปีกกว้าง: 3 เมตร
    ▪️ น้ำหนักขึ้นบินสูงสุด: 250 กิโลกรัม
    ▪️ น้ำหนักหัวรบ: มากกว่า 50 กิโลกรัม

    แต่สิ่งที่น่าสนใจในวิดีโอชุดล่าสุดไม่ได้มีเพียงตัวโดรน เพราะภาพยังเผยให้เห็น ระบบปล่อย Garpiya-A1 อย่างค่อนข้างชัดเจน และระบบดังกล่าวมีลักษณะคล้ายกับแบบที่เคยปรากฏในคดีหนึ่งของหน่วยความมั่นคงยูเครนเมื่อเกือบ 2 ปีก่อน

    ย้อนกลับไปเมื่อเดือนตุลาคม 2024 หน่วยความมั่นคงยูเครน (SBU) จับกุมนักวิทยาศาสตร์วัย 72 ปีในเมืองคาร์คิฟ ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของยูเครน โดยกล่าวหาว่าเขาแอบทำงานให้รัสเซียซึ่งเกี่ยวข้องกับการพัฒนาโดรนโจมตีระยะไกลรุ่นหนึ่ง เจ้าหน้าที่ SBU ระบุในเวลานั้นว่า นักวิทยาศาสตร์รายดังกล่าว มีส่วนในการคำนวณและจัดทำแบบสำหรับปรับปรุงเครื่องยนต์ รวมถึงระบบดีดตัวส่งโดรนขึ้นสู่อากาศ

    และเมื่อรัสเซียเผยภาพระบบปล่อยของ Garpiya-A1 ในครั้งนี้ มีผู้สังเกตว่าระบบทั้งสองมีลักษณะคล้ายกัน จึงเกิดคำถามตามมาว่า สิ่งที่ปรากฏอยู่กับ Garpiya-A1 ในวันนี้อาจเกี่ยวข้องกับงานที่นักวิทยาศาสตร์รายดังกล่าวเคยทำให้รัสเซียหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าทั้งสองระบบเป็นระบบเดียวกัน

    ที่มา: Almaz-Antey, Rosoboronexport


    https://www.facebook.com/share/v/19p39tkTh7/
     
  17. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,435
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ...>>วิกฤติหนี้กลุ่ม G7 ไถลล้ำไปเรื่อยๆ ถ้า FED ยังคิดขึ้นอัตราดอกเบี้ย จะทำให้เกิด

    1 เร่งขายหนี้(US Bond) เพื่อเก็บเงินสดทำให้เกิดขาดสภาพคล่องดอลล่าร์

    2 US Bond(30y) ขาดดุลย์ทางบัญชีโดยเฉลี่ยแล้ว 60% ทิศทางจะขาดทุนมากขึ้น ถ้า FED ยังคิดจะขึ้นดอกเบี้ย

    ===

    Scott Bessent ยอมรับโดยนัยว่าเกิดวิกฤตตลาดพันธบัตร ระบุตลาดขาดสภาพคล่องเกินกว่าจะควบคุมได้

    Scott Bessent รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ออกมาเปิดเผยความจริงที่หลายคนอาจไม่กล้าพูดผ่านรายการ CNBC ว่า เขาได้เพิ่มขนาดโครงการรับซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Treasury buybacks) เนื่องจาก "เรากำลังอยู่ในช่วงที่ตลาดขาดสภาพคล่องอย่างหนัก ตลาดมีความผันผวนรวดเร็ว... ผมไม่สามารถกำหนดราคาดุลยภาพของตลาดได้"

    เขาคือคนเดียวกับที่เคยกล่าวกับเหล่าเทรดเดอร์เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนว่า "ตอนนี้ผมคือเจ้ามือ (The House) ผมมีข้อมูลที่เหนือกว่า (asymmetric information) ใครอยากจะเดิมพันสวนทางกับผมก็เชิญได้เลย"

    สถานการณ์ที่แท้จริงเป็นดังนี้:

    เขาเพิ่มยอดรับซื้อคืนพันธบัตรขึ้นเป็นสองเท่า และผลักดันยอดรับซื้อคืนเพื่อเสริมสภาพคล่องสำหรับพันธบัตรอายุ 10 ถึง 30 ปี ให้แตะระดับ 6 พันล้านดอลลาร์

    นอกจากนี้ เขายังเทขายเงินยูโรและดอลลาร์เพื่อพยุงค่าเงินเยน ป้องกันไม่ให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ต้องเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ถือครองอยู่ Bessent ยังได้เตือนเฟด (Fed) ให้ขยายโครงการ FIMA (Foreign and International Monetary Authorities Repo Facility) ให้ครอบคลุมถึงญี่ปุ่น มิฉะนั้นตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อาจต้องเผชิญกับความเสียหายอย่างหนัก

    อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของสหรัฐฯ กำลังไต่ระดับขึ้นสู่จุดที่เกินกว่า 5.2% ส่วนพันธบัตรอายุ 30 ปีก็เพิ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2004 ทางด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกก็ขยับเข้าใกล้ระดับ 4% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007 ขณะที่พันธบัตรอายุ 10 ปีของญี่ปุ่นพุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1996 และพันธบัตรอายุ 10 ปีของเยอรมนีก็พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 17 ปี

    นี่ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นกับประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วโลก (synchronized long-end revolt)

    ญี่ปุ่นยังคงถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มูลค่าราว 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นผู้ถือครองรายใหญ่ที่สุดในต่างประเทศ ยอดการถือครองดังกล่าวลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ของญี่ปุ่นพุ่งสูงเกิน 220% และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (JGB) ก็พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดในต่างประเทศเริ่มหันไปสนใจพันธบัตรในประเทศตนเองที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า (หรือเพียงแค่ต้องการเงินสด) ความต้องการซื้อพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐฯ ก็ย่อมเบาบางลง

    นั่นคือปัญหาเรื่องสภาพคล่องที่ Bessent ยอมรับแล้วว่า เขาไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการรับซื้อคืนพันธบัตรเพียงไม่กี่พันล้านดอลลาร์ ในขณะที่ต้องเผชิญกับการออกพันธบัตรใหม่มูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ และยอดหนี้คงค้างที่มีมูลค่าสูงกว่า 40 ล้านล้านดอลลาร์ เมื่อเจ้าหน้าที่ซึ่งเปรียบเสมือน "เจ้ามือ" (the house) เริ่มกล่าวว่าตนไม่สามารถกำหนดราคาดุลยภาพได้ นั่นหมายความว่าตลาดกำลังส่งสัญญาณง่ายๆ ให้คุณได้รับรู้ว่า: เรากำลังเผชิญกับวิกฤตตลาดพันธบัตร

    ความเห็นที่น่ากังวลที่สุดมาจาก @yutokanzakireal ที่ว่า: "ญี่ปุ่นไม่ได้แค่กำลังเดิมพันแข่งกับเจ้ามือเท่านั้น แต่กำลังจะทำให้ 'บ้าน' ทั้งหลังพังครืนลงมา"

    สถานการณ์นี้กำลังกลายเป็นวิกฤตหนี้สินระดับโลก ซึ่งหากไม่ได้รับการแก้ไข ก็อาจลุกลามกลายเป็นวิกฤตสภาพคล่องทั่วโลกที่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงได้

    นี่คือเหตุผลว่าทำไมทองคำจึงมีความสำคัญ ไม่ใช่ในฐานะเครื่องมือสำหรับการเก็งกำไรระยะสั้น แต่ในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่จำเป็นต้องอาศัยคำรับรองจากรัฐมนตรีคลังว่าจะสามารถควบคุมราคาได้

    https://www.facebook.com/share/v/1DfRZTf98A/
     
  18. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,435
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ทางการเยเมนประกาศระดมพลครั้งใหญ่เพื่อต่อสู้กับกลุ่มฮูตี

    "สภาผู้แทนราษฎรเยเมนเห็นชอบคำขอของราชาด อัล-อลีมี ประธานสภาผู้นำประธานาธิบดี ให้ประกาศระดมพลครั้งใหญ่เพื่อรับมือกับการยกระดับสถานการณ์ของกลุ่มฮูตี รัฐสภายังเรียกร้องให้กลุ่มการเมืองต่างๆพักความขัดแย้งไว้ก่อน และดำเนินการอย่างประสานสอดคล้องกับแนวร่วมอาหรับที่มีซาอุดีอาระเบียเป็นผู้นำ

    ก่อนหน้านี้ ราชาด อัล-อลีมีระบุว่า การกระทำของกลุ่มฮูตีเป็นการยกระดับสถานการณ์ และกล่าวว่าเป้าหมายของทางการคือการฟื้นฟูอำนาจควบคุมของรัฐเหนือดินแดนทั้งหมดของประเทศ เขายังให้คำมั่นว่าจะนิรโทษกรรมแก่ผู้ที่ออกจากกลุ่มฮูตี และยุติการสู้รบหรือการทำงานเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่ม"

    29/09/2026

    #ZFrontier #Yemen #SaudiArabia #Houthis #RashadAlAlimi #Mobilization #Amnesty
    https://www.facebook.com/share/p/19J4RM32mN/
     
  19. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,435
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ญี่ปุ่นจ่อแก้กฎหมายลงโทษ "คนซื้อ" บริการทางเพศ... แต่ทำไมทนายความถึงมองว่าอาจส่งผลเสียมากกว่า?

    ย้อนกลับไปในการประชุมของกระทรวงยุติธรรมญี่ปุ่น ได้มีการเสนอแนวทางปรับแก้ "กฎหมายป้องกันการค้าประเวณี" เพื่อเพิ่มบทลงโทษฝั่ง "คนซื้อ" (จากเดิมที่กฎหมายลงโทษเฉพาะคนขายหรือคนเรียกลูกค้า) โดยให้เหตุผลเรื่องความเท่าเทียมทางกฎหมาย

    ฟังดูเหมือนจะเป็นเรื่องดีใช่ไหม? แต่ ชิวะ วากาบายาชิ ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเกี่ยวกับอุตสาหกรรมบริการทางเพศ และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมสังเกตการณ์ของกระทรวงฯ กลับออกมาเตือนถึงผลกระทบในชีวิตจริงที่อาจตามมาดังนี้:

    1. กระทบปากท้องคนกว่า 4 แสนชีวิต
    ในญี่ปุ่นมีคนที่ทำงานในธุรกิจบริการทางเพศ (Sex Industry) ทั้งเด็กในร้าน (Cast) ไม่ต่ำกว่า 400,000 คน หากนับรวมผู้จัดการ พนักงาน และธุรกิจเกี่ยวเนื่องอย่าง agency โฆษณา ตัวเลขจะสูงกว่านี้มาก การลงโทษคนซื้อจะทำให้ลูกค้าลดลงอย่างรวดเร็ว และเสร็จสิ้นด้วยการซ้ำเติมปัญหาความยากจน

    (อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายล่าสุดเน้นไปที่การลงโทษ "การชวน/เรียกลูกค้า" ของฝั่งคนซื้อ มากกว่าการทำให้การซื้อขายเป็นความผิดทั้งหมด เพื่อลดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมให้น้อยที่สุด)

    ⚠️ 2. เปิดช่องให้เกิดอาชญากรรม "กรรโชกทรัพย์" (美人局)
    เมื่อการซื้อบริการกลายเป็นความผิด ฝั่งคนซื้อจะกลายเป็นเหยื่อได้ง่ายมาก เพราะกลุ่มมิจฉาชีพสามารถใช้จุดนี้มาข่มขู่เอาเงินได้

    ตัวอย่างเช่น คดีกลุ่มวัยรุ่นใช้เด็กสาวอายุ 15 ปี ล่อลวงชายเข้าโรงแรม พอเดินออกมาก็ให้พรรคพวกเข้าทำร้ายและขู่เอาเงิน โดยใช้อ้างเรื่องความผิดฐานกระทำชำเราเด็กมาตบทรัพย์ ซึ่งถ้าการซื้อบริการผิดกฎหมายด้วย เคสขู่เอาเงินแบบนี้ก็จะพุ่งสูงขึ้นอีก

    นอกจากนี้ ฝั่งคนขายบริการเองก็แย่เหมือนกัน เพราะถ้าถูกแอบถ่ายหรือทำร้ายร่างกาย ก็จะไม่กล้าไปแจ้งความกับตำรวจ เพราะกลัวตัวเองจะโดนคดีค้าประเวณีไปด้วย

    3. ภาพจำของรัฐ vs ความเป็นจริงในสังคม
    ทนายวากาบายาชิชี้ว่า คนดันกฎหมายมักคิดจากตัวเลขและมองว่า "ผู้หญิงทุกคนจำใจมาทำเพราะโดนบังคับหรือจน"

    แต่ในความเป็นจริง ผู้หญิงจำนวนมากเลือกทำงานนี้ด้วยความสมัครใจเพราะต้องการรายได้สูง อยากได้ชีวิตที่ดี ซื้อของแบรนด์เนม หรือเที่ยวต่างประเทศ การตัดอาชีพนี้ไปโดยไม่มีแผนรองรับ ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา แต่เป็นการผลักให้พวกเธอจนลงกว่าเดิม

    ประวัติศาสตร์เคยมีบทเรียนมาแล้วจาก "กฎหมายควบคุม AV" (AV 新法) เมื่อปี 2022 ที่พยายามคุมเข้มเพื่อปกป้องนักแสดง แต่ผลคือทำให้รายได้ดารา AV ถูกกฎหมายลดลง จนหลายคนต้องหันไปเล่นหนังผิดกฎหมายที่ไม่เซนเซอร์แทนนั่นเอง

    ⚖️ ข้อเสนอแนะจากทนาย:
    ถ้าอยากช่วยคนยากจน รัฐควรมีสวัสดิการรองรับ ไม่ใช่ไปตัดอาชีพ และหากมองตามความเป็นจริง ทางออกที่ดีกว่าอาจเป็นการทำให้การค้าประเวณีถูกกฎหมายและอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐอย่างถูกต้อง หรืออย่างน้อยที่สุดคือการยกเลิกความผิดฐาน "เรียกลูกค้า" เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของผู้คนมากเกินไป

    ที่มา: Yahoo! News (弁護士JPニュース)
    ✍️ ผู้เขียนบทความเดิม: มิซาโตะ นากายามะ
    วันที่เผยแพร่: วันพุธที่ 30 กันยายน เวลา 10:03 น.

    #ข่าวญี่ปุ่น #กฎหมายญี่ปุ่น #การค้าประเวณี #เกร็ดความรู้ญี่ปุ่น #ข่าวต่างประเทศ

    https://www.facebook.com/share/1TAtJDX9xZ/
     
  20. สุกิจSukit

    สุกิจSukit เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2013
    โพสต์:
    235,435
    ค่าพลัง:
    +97,153
    ปิดฉากตำนาน 23 ปี !

    สหรัฐประกาศถอนทหารทั้งหมดออกจาก "อิรัก" แล้ว

    หลังใช้เงินกับสงครามและภารกิจในประเทศไป "60 ล้านล้านบาท" นับตั้งแต่สงครามโค่น "ซัดดัม ฮุสเซน"

    https://www.facebook.com/share/1KGpzXpP69/
     

แชร์หน้านี้

Loading...