เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๙

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 23 มิถุนายน 2026 at 20:41.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,558
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,159
    ค่าพลัง:
    +26,951
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๙


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,558
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,159
    ค่าพลัง:
    +26,951
    วันนี้ตรงกับวันอังคารที่ ๒๓ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙ พรุ่งนี้กับมะรืนนี้สองวัน เราจะมีโครงการอบรมค่ายพุทธบุตรร่วมกับโรงเรียนทองผาภูมิวิทยา คราวนี้การที่โรงเรียนขอรบกวนเราแค่ในเรื่องของที่พัก ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะไปพาซื่อให้ที่พักอย่างเดียว พวกน้ำดื่มน้ำปานะอะไรเตรียมไว้ให้เด็ก ๆ เขาด้วย โดยเฉพาะเด็กช่วงวัยรุ่นจะหิวเก่งเป็นพิเศษ ถ้าไม่มีอะไรเลย เดี๋ยวก็ได้แหกค่ายกันบ้าง..! ส่วนงานอื่น ๆ เรารับผิดชอบในส่วนของพระวิทยากร ก็จัดหาลงไปให้เขาตามตาราง

    จากวันก่อนที่กระผม/อาตมภาพส่งการอบรมพระธรรมวิทยากรของท่านเจ้าคุณวีรพล - พระสุธีวชิรปฏิภาณ (วีรพล วีรญาโณ) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามไปให้ ใครที่คิดจะทำหน้าที่ทางด้านนี้ ถ้าเป็นไปได้ให้รีบเข้าอบรมอย่างเร่งด่วนที่สุด เนื่องเพราะว่าพระพิธีกร หรือพระวิทยากรก็คล้ายกับพระนักเทศน์ ก็คือควรที่จะมีครู เพื่อที่จะได้ลอกแบบเขา แล้วหลังจากนั้นค่อยมาพลิกแพลงเป็นของเราเอง ไม่เช่นนั้นแล้วที่เราหลับหูหลับตาพูดไป ไม่ทราบว่าเข้าหูคนอื่นบ้างหรือเปล่า ?!

    สมัยก่อนนักเทศน์ ถ้าหากว่าเห็นโยมพลิกขาครั้งที่ ๒ ก็ต้องเตรียมตัดจบแล้ว ส่วนพระวิทยากรถ้าเห็นเด็กลุกไปเข้าห้องน้ำมากกว่าปกติ ก็ต้องรู้แล้วว่าสิ่งที่คุณพูดนั้นเด็กฟังไม่เข้าหู ไม่ใช่ปล่อยเขาลุกไปจนจะหมดห้องแล้วยังไม่รู้ตัวว่าเราพูดไม่เอาไหน..! อะไรที่เป็นความรู้ความสามารถพิเศษ ควรที่จะศึกษาเอาไว้บ้าง ถึงเวลาจำเป็นก็จะได้ใช้งานได้อย่างที่ต้องการ ไม่ใช่เรื่องโน้นก็ไม่เป็น เรื่องนี้ก็ไม่ได้

    การบวชเข้ามานั้น ถ้าเราตั้งใจขัดเกลากิเลสอย่างเดียวก็เป็นเรื่องดี แต่ส่วนใหญ่แล้วพวกเรามักจะไม่เอาไหน ก็คือไม่สามารถที่จะรักษากำลังใจอยู่กับการภาวนาได้ จึงจำเป็นจะต้องศึกษาหาความรู้ด้านอื่น ๆ เข้ามาบ้าง เพื่อที่จะได้ใช้สมาธิไปในการศึกษาเรื่องนั้น ๆ ไม่ใช่ไปฟุ้งซ่านกับ รัก โลภ โกรธ หลง ก็คือต้องรู้จักมาหางานอื่นให้สภาพจิตของเราได้รับในเรื่องใหม่ ๆ บ้าง ไม่เช่นนั้นถ้าหากว่าสมาธิไม่ดี เราภาวนาซ้ำ ๆ กันได้อย่างเก่งก็ไม่เกิน ๓ วัน ก็ฟุ้งซ่านจนกู่ไม่กลับแล้ว..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,558
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,159
    ค่าพลัง:
    +26,951
    ในส่วนที่อยากจะกล่าวถึงในช่วงนี้อีกเรื่องก็คือ ในเรื่องของบุคคลที่ถามมาเกี่ยวกับเจ้าที่เจ้าทางในประเทศ หรือในสถานที่อื่น ๆ ขอบอกว่ารู้ไปแล้วมีโทษมากกว่าประโยชน์ เนื่องเพราะว่าอันดับแรกเลย เทวดาหางแถวยังมีศักดานุภาพมากกว่ามนุษย์หัวแถว ถ้าหากว่าเรามีคุณงามความดีไม่เพียงพอ หรือว่าขอร้องให้ท่านช่วยเหลือไม่ถูกต้อง โอกาสที่จะเป็นโทษมีมากกว่าประโยชน์เสียอีก..!

    โดยเฉพาะหลายท่านที่อยู่ในลักษณะไป "จิกหัว" เรียกใช้ท่านโดยไม่เกรงใจ โปรดระมัดระวังเอาไว้ ถ้าตีนใหญ่กว่าตัวยื่นมาถึงก็ตัวใครตัวมัน..! เนื่องเพราะว่าพวกเราส่วนหนึ่งพอรู้แล้ว ก็มักจะไม่มีความเกรงใจ แม้กระทั่งที่เยี่ยว ที่ขี้ ที่จอดรถก็เรียกใช้ท่าน..!

    เรื่องพวกนี้ขอให้รบกวนกันเฉพาะเวลาจำเป็นจริง ๆ ไม่ใช่ทุกเรื่อง ไม่อย่างนั้นแล้วถึงเวลาไม่ได้อย่างใจ ก็จะไปต่อว่าต่อขานท่านอีก..! จนกระทั่งบางที่บางแห่งท่านเข็ด ถึงขนาดบอกกระผม/อาตมภาพเอาไว้เลยว่า อย่าได้บอกกับบรรดาลูกศิษย์ว่าท่านเป็นใคร ? มาจากไหน ? ชื่ออะไร ? เพราะว่าไม่ได้มีหน้าที่เป็นเด็กรับใช้คอยบริการลูกศิษย์พระ..!

    ขอให้พวกเราตระหนักเอาไว้ด้วย บางท่านเห็น
    กระผม/อาตมภาพเรียกท่านโน้นท่านนี้ด้วยชื่อเล่นบ้าง ฉายาที่ตั้งให้เองบ้าง แล้วไปเรียกตามนั้นก็ลองดู โดยเฉพาะท่านที่แสดงอานุภาพให้เห็นอย่างชัดเจน ถ้าไป "จิกหัว" เรียกแบบนั้น ก็อาจจะได้รับผลอะไรทันตาเลยก็มี..!

    ในเรื่องของบุคคลทั่วไป เรายังต้องรู้จักให้ความเกรงใจเขา การเดินทางไปต่างประเทศ ไม่ว่าจะคนขับรถ หรือว่าเด็กรถ แม้กระทั่งบรรดาผู้ที่วิ่งรับใช้ในห้องอาหาร กระผม/อาตมภาพจะให้เกียรติเรียกเขาในลักษณะยกย่อง และขอบคุณทุกครั้งที่เขาทำงานให้ เมื่อถึงเวลาก็มีรางวัลให้เขาด้วย

    นี่ขนาดคนทั่ว ๆ ไป เรายังจะต้องประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ เพราะว่าทุกคนมีความภูมิใจในตัวของตนเอง ไม่ใช่ว่านึกอยากจะเรียกก็เรียก นึกอยากจะใช้ก็ใช้ เพื่อนผมบางคนพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ยังไม่พอ ยังไม่รู้อีกว่าการเรียกฝรั่งว่า "Hey you !" นั่นเป็นการจิกหัวเรียกที่ฝรั่งเกลียดมาก..! คิดว่าเรียกแบบนี้คนไทยไม่ถือสา แต่หารู้ไม่ว่าถ้าเรียกในลักษณะนั้น บางทีฝรั่งเขาด่าคืนมาเลย..!

    ดังนั้น..ไปไหนต้องรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตนและให้เกียรติทั้งคนทั้งผี อย่าว่าแต่เทวดาที่ท่านมีศักดานุภาพมากกว่าเราจนประมาณไม่ได้

    โดยเฉพาะควรที่จะศึกษาเรียนรู้ในเรื่องของหลักธรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะหลักศีล สมาธิ ปัญญา ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้แจ้งรู้จริงเอาไว้ ไม่อย่างนั้นแล้วจะไป "ตกม้าตาย" กลางทาง..!

    กระผม/อาตมภาพเจอเทวดาเจ้าที่พาบริวารมาเป็นร้อย ๆ บอกว่า "ช่วยเทศน์ให้ฟังหน่อย" กระผม/อาตมภาพยังขออนุญาตเปลี่ยนเป็นสวดสาธยายพระสูตรให้ฟังแทน เพราะไม่มั่นใจในความรู้ของตนเองว่าเทศน์ไปแล้ว เทวดาจะชอบใจหรือไม่ ?
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    24,558
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3,159
    ค่าพลัง:
    +26,951
    ไม่ใช่ลูกศิษย์บางคนที่มีแต่ความมุทะลุ บ้าดีเดือด ถึงเวลาก็ลงสนามไปงัดข้อกับคนอื่นเขาที่ความเห็นไม่ตรงกับตนเอง โดยเฉพาะบรรดาท่านทั้งหลายที่อยู่ในระดับนักปราชญ์ต่างสำนัก ที่บางทีก็กล่าวหาครูบาอาจารย์ของเราว่าโกหกหลอกลวง ในเรื่องของผีเรื่องของเทวดา เรื่องของพระนิพพาน แล้วคุณก็ลงสนามไปงัดข้อกับเขา โดยที่ "ความรู้เท่าหางอึ่ง" เท่านั้น

    บุคคลพวกนั้นเขาศึกษาตำรามาอย่างลึกซึ้ง เพียงแต่เป็นบุคคลที่ขาดความเชื่อความเลื่อมใสในพระศาสนาอย่างแท้จริง จึงมักจะตั้งข้อสงสัยกับหลักธรรมพระพุทธเจ้าอยู่เสมอ แต่ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีความรู้ เขารู้ถึงขนาดอ้างได้ว่ามาจากพระไตรปิฎกเล่มไหน หน้าไหน ข้อไหน ได้ทั้งสิ้น..!

    แล้วเราเองที่มีแต่ความมุทะลุ เรียนรู้มาแบบ "งู ๆ ปลา ๆ" พูดง่าย ๆ ว่า "ความรู้แค่หางอึ่ง" แล้วก็โดดลงไปซัดกับเขา โดยที่คิดอย่างเดียวว่าครูบาอาจารย์ของกูถูก ถ้าลักษณะนั้น หัวร้างคางแตกกลับมาก็ไม่น่าสงสัยเลย..! จัดเป็นบุคคลประเภทโง่แล้วขยันอีกต่างหาก..! มีแต่จะสร้างความเสียหายให้กับครูบาอาจารย์มากขึ้นไปอีก..!

    เพราะโบราณก็บอกเอาไว้ชัดเจนว่า "ก้านบัวบอกตื้นลึก ชลธาร" ฯลฯ เอ่ยปากไปเขาก็รู้แล้วว่ามีความรู้เท่าไร พาลจะดูถูกซ้ำไปถึงครูบาอาจารย์ ว่าอบรมลูกศิษย์ออกมาได้ห่วยแตกแค่นี้เองหรือ ?! แทนที่จะเป็นเรื่องดี ก็เลยกลายเป็นซ้ำเติมให้เรื่องเลวร้ายหนักขึ้นไปอีก บุคคลเหล่านั้นแทนที่จะรู้สำนึกตัวเอง ก็กลายเป็นลงลึกเข้าไปอีก..!

    จึงเป็นเรื่องที่พวกเราควรที่จะประมาณและประเมินตนเองให้ดี อะไรที่ไม่รู้รอบไม่รู้จริง อย่าเสียเวลาไปเถียงกับใคร พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ชัดเจนแล้วว่า "เราไม่ควรกล่าววาจาอันเป็นเหตุให้เถียงกัน เนื่องเพราะวาจาเป็นเหตุให้เถียงกัน ทำให้ต้องพูดมาก บุคคลที่พูดมาก จิตใจย่อมฟุ้งซ่าน บุคคลที่ฟุ้งซ่าน ย่อมห่างจากสมาธิ"

    พูดง่าย ๆ ก็คือมีแต่ผลเสียมากกว่าผลดี วิธีที่ดีที่สุดก็คือ
    เร่งรัดปฏิบัติใน ศีล สมาธิ ปัญญา จนกระทั่งรู้จริงเห็นจริง สามารถแก้ข้อกล่าวตู่หรือปรัปวาท ของบุคคลที่มาจาบจ้วงพระพุทธศาสนาได้ แล้วค่อยไปทำตัวเป็นทนายแก้ต่างให้กับพระพุทธศาสนา ไม่ใช่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยแม้แต่อย่างเดียว แล้วพยายามไปแก้ต่างด้วยความโง่ของตัวเอง ถ้าลักษณะแบบนั้นก็มีแต่จะทำให้พระศาสนาย่ำแย่หนักขึ้นไปอีก..!

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณร และญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, รศ.ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันอังคารที่ ๒๓ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...