[FONT="]มีอยู่วันหนึ่งพระพรหมท่านสื่อผ่านมาทางอาจารย์ วารุณี วันนั้นฉันนั่งอยู่ด้วยกันสองคน พระพรหมท่านพูดว่า มนุษย์และวิญญาณ วิญญาณน่าสารกว่าเพราะมนุษย์เลือกที่จะทำชั่วทำดีได้ ทำบุญ หรือจะทำบาปได้ แต่วิญญานไม่มีสิทธิ์เลือกได้ ต้องรอบุญกุศลจากคนอื่น ฉะนั้น วิญญาณและสัตว์ช่างน่าสงสารกว่ามนุษย์ ฉะนั้นในการทำนายไพ่ของฉัน จึงมีเรื่องของวิญญาณและสัตว์เข้ามาแทรกตลอด บางครั้งเรื่องราววิญญานที่ถ่ายทอดออกมา บางเรื่องก็เหมือนนิยายเรื่องสั้นเรื่องยาว บางเรื่องเป็นเรื่องเศร้า รัก ร้าวราน ทุกขเวทนา บางครั้งทำนายไพ่ไปน้ำตาก็ไหลไปด้วย[/FONT]…[FONT="]พระพรหมท่านพูดถูกต้องแล้ว ที่ว่าวิญญาณน่าสงสารกว่ามนุษย์[/FONT] [FONT="] อ[/FONT].[FONT="]เสาวนีย์ สวัสดิภักดิ์[/FONT]
การแผ่เมตตาอุทิศกุศลผลบุญ วิญญาณทั่วๆไป จะได้รับหรือไม่ เวลาขับรถไปทำงาน ก็จะสวดมนต์แผ่เมตตาไปด้วย ตามถนนหนทาง มีวิญญาณหรือไม่ เขาจะได้ยินและได้รับหรือไม่
เมตตาต้องมาจากใจครับ ถ้าแผ่ไปโดยจิตเมตตาได้ยินและได้รับอยู่แล้วครับ เจตนาเป็นสิ่งสำคัญเมตตาก็เป็นสิ่งที่มาจากใจครับ
ติดตามเรื่องของอ.เสาวนีย์ได้จาก http://palungjit.org/threads/จิตสัมผัสของอ-เสาวนีย์-สวัสดิ์ภักดิ์.346334/ ติดตามเรื่องของอ.วารุณีได้จาก http://palungjit.org/threads/มิติซ้อนมิติ-โดย-ดร-ครรชิต-มาลัยวงศ์.348553/
การเห็นทุกข์ ย่อมเกิดการเห็นธรรม หากเห็นว่าการเกิดมานั้นเป็นทุกข์ ย่อมเข้าใจถึงหนทางการดับทุกข์ มนุษย์นั้นสามารถ สร้างบุญ กุศล เจริญจิตเข้าสู่พระนิพพานได้ แต่สัตว์อื่น ๆ แม้กระทั้ง เทพ เทวดา หรือ วิญญาณสัมพเวสี ต่าง ๆ ไม่สามารถสร้างได้เท่า ซึ่งผู้มีพรหมวิหารอยู่ในจิตใจ ย่อมเกิดการเห็นใจ และสงสาร ต่อสิ่งเหล่านี้ ผู้นั้นจะเริ่มรู้ตัวเองว่า เกิดมาในครั้งนี้ ควรทำ ควรละ สิ่งใด และช่วยเหลือใครได้บ้าง สิ่งใดที่เกินช่วยได้ ก็ยอมปล่อยให้เป็น วิบากกรรม ของผู้นั้นไป ด้วยจิตที่เป็นกลาง เสมอ ๆ
ใช่แล้ว และการที่วิญญาณต้องแย่งกันมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็เพราะเห็นว่าตนเองนั้นทุกข์อยู่ และการเกิดเป็นมนุษย์นั้นคือ "สุข" ที่จะทำสิ่งต่างๆได้ ที่จะได้ชำระล้างวิบากกรรมต่างๆได้ แต่หารู้ไม่ว่ามนุษย์ก็มีภาวะความเสี่ยงอยู่เหมือนกันซึ่งก็คือ "หลง" และในปัจจุบันวิทยาการสมัยใหม่ที่จะช่วยชำระล้างจิตวิญญาณเหล่านี้ได้ก็คือ การที่จิตวิญญาณต่างๆได้แทรกเข้ามาในกาย แล้วให้มนุษย์มาช่วยชำระล้างจิตวิญญาณให้ เพื่อที่จิตวิญญาณนั้นๆจะได้พ้นไปจาก "ทุกข์ที่ตนเองเผชิญอยู่" แต่ว่าการกระทำแบบนี้ มนุษย์ก็จะได้รับผลกระทบอยู่เหมือนกัน และสังขารมนุษย์ที่ได้รับการจองตัว ให้เป็นผู้ชำระล้างสิ่งเหล่านั้น ก็อาจจะได้รับผลกระทบได้แก่ ตกงาน มีอาการผีเข้าผีออก ต้องมาชำระล้างตัวเองอยู่ตลอดเวลา (ซึ่งวิธีการของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนฝึกธาตุน้ำในการชำระล้าง บางคนฝึกธาตุไฟในการชำระล้าง นั่งสมาธิในการชำระล้าง ฯลฯ) เพื่ออะไรน่ะหรือ ก็เพราะว่า จิตวิญญาณมากมายที่เขาอยากจะมาเกิดเป็นคน มันมีมากมายเกินกว่าที่จะให้มาเกิดเป็นคนทั้งหมดได้ บางคนก็ถึงกับจิตหลักหลุดออกจากร่างกาย จิตหลายๆดวงเข้ามา แล้วก็บรรลุ(หมายถึงว่า หลุดพ้นไปจากสภาวะเดิมที่เคยทุกข์อยู่) จากนั้นดวงใหม่ๆมันก็เข้ามาอีก (เพราะว่ามันมีความทุกข์ ซึ่งถ้าพวกมันรู้ว่าร่างไหน ที่ปฏิบัติธรรมหรือเป็นคนดี มันก็จะมารุมมะตุ้ม ใช้ร่างสังขารนั้นๆ ในการที่จะทำให้พวกมันพ้นทุกข์ไปได้ยังไงกันล่ะ
มันคือวิทยาการที่ประหยัดเวลาเกิด เพราะกว่าที่เราจะเกิดมาได้แต่ละที ก็ต้องเรียนรู้สิ่งต่างๆ กว่าจะผ่านพ้นวัยต่างๆมาได้ จิตวิญญาณดวงหนึ่ง ก็จะใช้เวลาเป็นสิบๆปี ยังไงกันล่ะ ซึ่งถ้าพวกเรา มนุษย์โลก ไม่ชำระดวงจิตเหล่านี้ (เหล่าดวงจิตเหล่านี้ ซึ่งไม่แน่ อาจจะเป็นจิตวิญญาณที่หลงเหลือมาจากการแบ่งภาคของเราเองนั่นแหละ เคยได้ยินป่ะ จิตวิญญาณโพธิสัตว์ กำเนิดจิตวิญญาณสรรพสัตว์) แล้วทำไมล่ะ จิตวิญญาณของโพธิสัตว์ ถึงได้ให้กำเนิดจิตวิญญาณต่างๆได้มากมาย หรือที่หลายๆท่าน มักจะเข้าใจว่ามันคือเชื้อ คือขี้ ก็เพราะว่า บุคคลผู้ที่ได้อัพเกรดตัวเองไปจนถึงระดับโพธิสัตว์แล้ว มักจะมีใจแห่งการให้ เพราะมีใจที่กว้างขวางและเมตตา ถึงแบ่งตัวเองออกมาได้เรื่อยๆยังไงกันล่ะ
แล้วถ้าจะถามต่อว่า เหตุใดจิตของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นพระโพธิสัตว์ ถึงได้แบ่งออกมาเรื่อยๆ ยังไงกันล่ะ คือมันก็เหมือนกับต้นไม้นั่นแหละนะ พอถึงฤดูออกดอก (หรือเวลาอันสมควร) มันก็จะแบ่งออกมาของมันเอง ธรรมชาติมันก็มักเป็นเช่นนั้นแล จะเป็นเมล็ดพันพืชล้มลุก หรือพืชยืนต้น มันก็มักจะเป็นเช่นนี้แล