ผี....ที่ผมเจอ (เรื่องจริงประสพการณ์จริง)

ในห้อง 'เรื่องผี' ตั้งกระทู้โดย โมกขทรัพย์, 22 มิถุนายน 2012.

  1. โมกขทรัพย์

    โมกขทรัพย์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 มีนาคม 2012
    โพสต์:
    474
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +4,851
    ผี....ที่ผมเจอ (เรื่องจริงประสบการณ์จริง)

    [​IMG]



    ตอนแรกกำลังชั่งใจว่าจะเล่าดีไหมนะ แต่คิดไปคิดมา เอาเป็นนิทานล่ะครับ ฟังสบายๆ สนุกๆไม่เครียดล่ะกันเนอะ


    แต่ก่อนอื่น ขอบอกไว้ก่อนนะครับ อย่าเพิ่งเชื่อผม จนกว่าท่านจะเห็นสิ่งเหล่านี้ด้วยตาของตัวเองครับ

    เริ่มเลยดีกว่าครับ ผมเป็นคนที่แปลกอยู่อย่างนะครับ มักจะเจออะไรที่ชาวบ้านเขาไม่เจอกัน เหมือนจะสื่อทางนี้ได้ตั้งแต่เด็กแล้ว ผีตัวแรกผมเจอนั้น เอ๊ย..! ไม่ใช่สินะ เพราะมาหลายตัวพร้อมกัน ย้อนกลับไปซักประมาณ ยี่สิบกว่าปีที่แล้วเห็นจะได้ ตอนนั้นผมอายุประมาณ๑๐ขวบ ผมอาศัยอยู่กับบ้านของ ยาย เนื่องจาก พ่อผมไปทำงานที่อื่น แม่เลยพาผมและน้องสาว มาพักอยู่บ้านยาย เพราะระหว่างบ้านยายและบ้านผมนั้นมันเปลี่ยวมาก ผู้หญิงกับเด็กอยู่ด้วยกันแค่นั้นจะไม่ปลอดภัย สมัยเมื่อยี่สิบปีที่แล้วนั้น ความเจริญต่างๆยังไม่เข้าถึงแถวบ้าน เนื่องจาก ตำบลที่ผมอยู่ค่อนข้างหากไกลจากตัวเมือง ไฟฟ้ายังไม่มีใช้ ถนนหนทางต่างๆยังเป็นทางเกวียนอยู่ พูดง่ายๆก็คือ บ้านผมนั้น บ้านนอก ชนบท นั่นเองครับ เขาอยู่หลังบ้านห่างไปไม่ถึงสิบกิโล สัตว์ป่าชุกชมมาก สมัยเด็กๆ ผมเคยไปนั่งดูเขายิงไก่ป่า หมูป่ากันอยู่เลย


    อ่าว...ไหลไปไหนซะนั้น ฮาๆ รำลึกความหลังกันหน่อยครับ


    เข้าเรื่องดีกว่าครับ ครอบครัวสมัยเก่า มักจะกางมุ้งนอนเนื่องจากยุงชุกชุมมาก และส่วนมากนั้นจะไม่นิยมนอนในห้องนอนยิ่งหน้าร้อนด้วยแล้ว อากาศจะร้อนมาก พวกผมจึงยกขบวนมานอนนอกชานกัน ลักษณะบ้านของยายผมจะเป็นบ้านสองชั้น และ บริเวณห้องโถงกับชานบ้านเป็นบริเวณชั้นสองของบ้าน ซึ่งจะมีประตูสามารถเปิดกว้างได้ ลักษณะเหมือน ประตูสองอันประกบกัน เวลาต้องการเปิดก็เลื่อนไปคนล่ะข้างจนสุด ซึ่งตอนกลางคืนนั้น เรามักจะเปิดเพื่อให้ไอลมเย็นๆพัดเข้ามา


    วันที่เกิดเรื่องนั้น คืนนั้นเป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง อากาศค่อนข้างร้อนครับ เนื่องจากเป็นต้นเดือนเมษายน ครอบครัวผมจะพากันมากางมุ้งนอน ตรงชานบ้านนั่นแหละ เพราะมันเย็นสบายดี (สมัยนั้นไม่มีพัดลมครับ อาศัยแอร์ธรรมชาติ ฮ่าๆ) ตอนเย็น ผมดันซัดแตงโมไปเยอะครับ ตอนกลางคืนเลยปวดท้องฉี่ (ผมเคยฉี่รดที่นอนครับ แม่บอกว่า โตแล้วทำไมฉี่รดที่นอน ต่อไปหากไม่บอกแม่ แม่จะตีนะ แม่ผมโหดมาก เวลาผมฉี่รดที่นอน ผมต้องเจอไม้เรียวทุกทีครับ) ผมเลยจำเป็นต้องตื่น เพราะกลัวแม่จะตีหากผมฉี่รดที่นอน

    ในขณะที่ลืมตานั้น กำลังจะเอี้ยวตัวไปปลุกแม่ (เดี๋ยวขออธิบายก่อนนะครับ บ้านผมกางมุ้งนอน ผมนอนริมฝั่งขวา น้องสาวนอนกลาง แม่นอนริมฝั่งซ้าย
    ) ทันใดนั้น...! สายตาผม ก็ไปกระทบกับเงาตะคุ่มๆ สลัวๆ ผมเห็น เงาดำๆ เหมือนลักษณะคน เดินรอบมุ้งอยู่ แต่ก็มองไม่ค่อยชัดเนื่องจากอยู่ภายในมุ้ง แต่ก็พอจะเห็นลางๆ เนื่องจากแสงจันทร์ที่สาดส่องเป็นแสงนวลๆพอจะเห็นอะไรๆได้ไม่มืดจนเกินไปนัก จากที่นับได้มีจำนวนทั้งหมด ๔คนด้วยกัน ...

    ในตอนนั้น ผมไม่ได้นึกกลัวอะไรนะครับ เพียงแต่ผมแปลกใจ นึกว่าขโมยขึ้นบ้านเรารึไงนะ แต่ลองเงี่ยหูฟังว่าเขาจะพูดอะไรกัน ก็แปลกไม่มีเสียงคุย อะไรกันเลย มีแต่ความเงียบ แม้แต่เสียงเดินยังไม่มีเลย ทั้งๆที่บ้านสมัยก่อน เขาจะปูพื้นด้วยไม้ เวลาเดินนั้น จะได้ต้องยินเสียงเดินแน่นอน มันต้องได้ยินบ้างล่ะ แต่นี่เสียงเีงียบกริบ...


    ผมพยายามเพ่งสายตาฝ่า ความสลัวๆของแสงจันทร์ออกไป มองดูอยู่นาน บรรดาผู้มาเยือน ก็เดิน ไป เดินมา รอบมุ้ง พลัน...! หนึ่งในสี่คนนั้นก็เอาหน้ามาแนบกับมุ้ง คล้ายๆมองดูผม เอาหน้าถไลไปกันมุ้งขึ้นๆลงๆ คุณพระช่วย...!!! ให้ตายสิ..! ทำไมเขาไม่มีปาก ไม่มีจมูก ไม่มีตา เลย บริเวณใบหน้าของเขามันโล้นเลี่ยนไปหมด แสงจันทร์สาดส่อง เห็นชัดเจนเหลือเกินครับ เพราะมันห่างจาก ตัวผมไม่ถึงฟุต ใจของเด็กสิบขวบ หล่นวูบ......... ไปอยู่ตาตุ่ม

    ในใจคิด


    นี่เรา...โดน... ผี หลอก จังๆ ในระยะเผาขนหรือนี่ โอย..จะบ้าตาย คุณรู้ไหมครับ อารมณ์นั้นด้วยความที่เป็นเด็ก ผมกลัวเหลือประมาณ กลัวมากจนแข่งขาสั่นไปหมด กลัวจนลืมปวดฉี่ เมื่อในจิตมันคิดได้ว่านั่นคือ "ผี" ผมลองหลับดู แล้วลืมตาใหม่ ก็ยังปรากฏเห็นเขาเอาหน้าแนบมุ้งเป็นรูปหน้าอยู่อย่างนั้น ลองหยิกตัวเองซ้ำๆ ก็ปรากฏเจ็บอยู่ แสดงว่านี่คือเรื่องจริงล้านเปอร์เซนต์




    [​IMG]

    (ลักษณะ ไม่มีตา ไม่มีจมูกแบบนี้เป๊ะเลยครับ)



    ในตอนนั้นผมคิดได้อย่างเดียวครับ เราต้องหนีจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด ทำไงดีวะ..? โอย..ตายแน่กู..นึกออกล่ะ เราต้องเปลี่ยนที่ ต้องเปลี่ยนตำแหน่งโดยด่วน นอนริมผีมันหลอกเรา เราต้องเปลี่ยนไปนอนกลาง (ปัญญาของเด็กคิดได้แค่นั้นล่ะครับ) จากนั้นผมก็ค่อยๆข้ามตัวน้อง ไปนอนแทรกกลางแล้วผ้าห่มคลุมโปงอยู่อย่างนั้น พอ ลองเปิดผ้าห่มดู บรรดาแขกผู้ไม่ได้รับเชิญทั้ังหลาย ก็ยังเดินวนเวียน แล้วยังสลับสับเปลี่ยน หมุนเวียน เอาหน้าที่ไร้จมูก ไม่มีปาก ไม่มีตา มาแนบมุ้งแอบดูผมอีกแน่ะ ผมขนลุกไปหมดเลยครับ (ขนาดตอนพิมพ์ยังขนลุกเลยนะครับ เพราะนั่นเป็นการพบผีแบบระยะเผาขน)


    หลังจากที่ได้นอนตรงกลางแล้ว ผมก็สบายใจล่ะ เพราะคิดว่ายังไงผีมันก็ต้องหลอก คนนอนริมอยู่แล้ว หากมันจะทำร้าย มันก็ต้องทำร้ายคนนอนตรงริมมุ้งเสียก่อน (เด็กคิดได้แค่นี้ล่ะครับ) และแล้ว .... ก็คลุมโปงนอนยันเช้าเลย



    ผมมาสะดุ้งตอนเช้าครับ เพราะเจ็บอย่างรุนแรงที่บริเวณหู พร้อมกับเสียงที่คุ้นหู ตะวาดอย่างดังลั่น... นี่..!!.ฉี่รดที่นอนอีกแล้วใช่ไหมเนี่ย..? "โอ้ย..!! แม่ อย่าดึงผมเจ็บๆ" ผมโอดครวญ

    หลังจากนั้นแม่ผู้บังเกิดเกล้าผม ก็ให้รางวัลเป็นไม้เรียวสามที โทษฐานที่ปวดฉี่แล้วไม่บอกแก ผมก็พยายามพร่ำบอกแม่นะครับ ว่า "แม่...นู๋โดนผีหลอก นู๋ไม่กล้าบอกแม่ นู๋กลัวๆ" แม่หาว่าผมโกหกอีก จัดการผมอีก สองดอก โทษฐานที่เป็นเด็กเป็นเล็ก ริอ่าน โกหก ผมเลยต้องเงียบไปโดยปริยาย เนื่องจาก พูดไปผู้ใหญ่ก็ไม่เชื่อ นึกแค้นผีในใจที่ผมต้องโดนไม้เรียว (โทษผีซะงั้น..)

    และนั่นก็เป็นความทรงจำที่ผมเก็บไว้มานาน กลายเป็นความทรงจำที่ฝังใจ เนื่องจาก

    ๑ หากเราเห็นอะไร ได้ยินอะไร หรือ พูดอะไร คิดอะไร แตกต่างจากคนอื่น เขาจะหาว่าเราบ้าและเพี้ยนทันที
    ๒ จะโดนล้อ และจะกลายเป็นปมด้อย จะไม่มีใครคบ ไม่มีเพื่อนเล่น (เด็กๆจะกลัวมาก หากไม่มีใครเล่นด้วย)


    แต่ตอนนี้ผมไม่กลัวแล้วครับ ฮ่าๆ เนื่องจากมีคนที่เพี้ยน กว่าผมเยอะเลย (ที่แน่ๆก็เว็บนี้เยอะเหมือนกันนะเนี่ย)

    เรื่องผีนั้นมีเยอะครับ เจอจนกลัว กลัว กลัวมาก จนมากที่สุด จนในที่สุดไอ้ความกลัวก็กลายเป็นความชิน ไม่รู้จะกลัวไปทำไม คิดไปคิดมา สุดท้ายถ้าเราตายเราก็คงกลายเป็นเหมือนเขานั่นแหละ

    พอโตมา ผมมาเล่าให้หลายคนที่ปฏิบัติธรรมฟัง เขาบอกว่า อาจจะเป็นเทพเทวดา หรือ ผีบรรพบุรุษ ที่ปกป้องเรา มาคุ้มครองเราก็ได้ แต่ผมก็คิดแย้งในใจว่า มาคุ้มครองหรือมาทำให้กลัวกันแน่วะ...?

    หรือท่านกัลยาณมิตรทั้งหลายคิดเห็นว่าไงหรือครับ ?

    เดี๋ยวมาเล่าต่อนะครับ สำหรับคุณผี ที่กรุณามาหลอกผมในตอนต่อไป...

    โมทนาในกุศลกรรมด้วยครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 มิถุนายน 2012
  2. samaice

    samaice เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มีนาคม 2009
    โพสต์:
    271
    ค่าพลัง:
    +1,018
    มาติดตามมาเล่าต่อน่ะค่ะ
     
  3. โมกขทรัพย์

    โมกขทรัพย์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 มีนาคม 2012
    โพสต์:
    474
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +4,851
    [​IMG]

    หลายคนในที่นี้ คงเคยได้ยินเรื่องผีกระสือกันนะครับ สมัยเด็กๆผมก็คิดว่า ไอ้ผีกระสือนี่น่าจะเป็นผีที่มีแต่ไส้ กะหัว ลอยไปก็ลอยมา หากินของเน่าเหม็น พวกขี้ หรือ กบ เขียด หรือของโสโครก อะไรเทือกนี้ ใช่ไหมครับ..?

    ไอ้ผีที่ผมเจอในที่นี้ที่ผมเจอ ผมก็ไม่แน่ใจซักเท่าไรเนื่องจากเห็นเป็นดวงไฟบนใบหน้าคนเท่านั้น เลยไม่รู้จะจำแนกให้อยู่ประเภทไหนดี..

    ย้อนไปเมื่อสมัยซักสิบสี่ปีที่แล้ว (สมัยหนุ่มๆ) สมัยนั้นผมจะมีมอเตอร์ไซค์คู่ชีพ เอาไว้ขี่ไปดูหนังกลางแปลงบ้าง ไปเล่นดนตรีบ้าง ไปเที่ยวสาวบ้าง หรือไปเที่ยวตามประสาหนุ่มโสดล่ะครับ มีอยู่คราวหนึ่ืงผมไปจีบสาวคนหนึ่ง เธอเป็ํนคนสวยมาก และเธอก็น่าจะมีใจให้ผมด้วย(ผมเดาเอา) แต่เธอชอบใช้ผมไปนู่นไปนี่ หรือให้พาเธอ หรือแม่เธอไปธุระประจำ ก็เนื่องจากบ้านเธอไม่มีรถ สมัยนั้นใครมีรถมอเตอร์ไซค์ แถบบ้านผมก็เรียกว่าหรูล่ะครับ ไอ้ผมก็ไม่ได้คิดอะไร เนื่องจากชอบพอกับเธออยู่ ก็ถือซะว่าไม่ได้คิดอะไร เรารักลูกเขา เราก็ต้องเข้าหาพ่อแม่สิ จริงไหมครับ..?

    วันหนึ่ง แฟนผมคนนี้ล่ะ เขาวานให้ผมไปรับแม่เขาที่ บขส.หน่อย สี่ทุ่ม เนื่องจากแม่ไปธุระ ไม่เห็นเป็นไร ทำดีเอาหน้าซะหน่อย(นิสัีย เลว มาตั้งแต่สมัยนั้น สมัยนี้ก็ยังไม่หายครับ ไอ้ทำดีเอาหน้านี่) ผมก็ไปรับ แต่ขากลับฝนดันตกซะนี่ แ่ต่ดีหน่อยที่ใกล้ถึงบ้านแล้ว ฝนมันตกไม่หนักเท่าไร เนื่องจากก่อนหน้านี้นั้นมันตกมาบ้างแล้ว


    ผมขับรถมาเรื่อยๆโดยมี ว่าที่แม่ยายซ้อนท้ายมา จนใกล้จะถึงบ้าน มาถึงตรงนี้ ขอบรรรยายก่อนนะครับว่า บริเวณบ้านแฟนผมนั้น ค่อนข้างจะทุรกันดารพอสมควร ไฟฟ้าก็ไม่มี สองข้างทางเป็นทุ่งนา โดยรอบ เป็นบริเวณกว้าง ค่ำคืนนั้นหนาวเหน็บชะมัด เนื่องจากฝนตกปรอยๆ เสียง เขียด กบ อึ่งอ่าง ร้องกันระงม เซงแซ่ไปหมด ฟังไม่ได้ศัพท์

    พอใกล้จะถึงบ้านแฟน อีกประมาณ สามกิโลเมตรกว่าๆ พลัน...! สายตาผมก็เห็นดวงไฟ ลูกหนึ่ง เส้นผ่าศูนย์กลางน่าจะประมาณ ห้าสิบเซ็นติเมตรได้ อยู่ในระดับสายตา คาดคะเน ความสูงไม่น่าจะเกิน เมตรแปดสิบเซ็นต์จากพื้น ลอยๆ ติดๆ ดับๆ ระยะห่างจากผมประมาณซัก ไม่เกินร้อยเมตรเห็นจะได้ มันสว่างวาบทีหนึ่ง แล้วก็หายไปกับความมืด สว่างอีกที ก็หายไปกับความมืดอีก ..

    [​IMG]

    ไอ้ผมมันคนขี้สงสัย จึงถาม ว่าที่แม่ยายว่า แม่เห็นอะไรเหมือนผมไหม ว่าแม่ยายก็ตอบว่า เห็น นิ่งๆไว้ลูกอย่าไปสนใจเขา แล้วแม่ยายก็ทำหน้าเลิ่กลั่กๆ ประมาณว่า เหมือนจะรู้ ว่ามันคืออะไร ไอ้คราวนี้ล่ะครับ จากที่จะไม่สนใจก็ต้องสนใจ เพราะไปสะดุดอยู่กับคำว่า ไม่ต้องสนใจนี่ล่ะ ทำไมต้องไม่สนใจวะ..? ผมคิดในใจ

    สายตาผมก็จับจ้องที่ดวงไฟนั้น พร้ัอมกับขับรถไปช้าๆเนื่องจาก ถนนหนทาง มันแย่มาก มันดับไปประมาณ สองสามวินาที แล้วมันก็ติดใหม่ แล้วหลังจากนั้น มันค่อยๆ ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ผมใจคอไม่ค่อยดีล่ะ เพราะมันชักจะทะแม่งๆ แปลกๆ จึงเร่งเครื่องผ่านจุดนั้นไป จนทิ้งช่วง ไอ้ดวงไฟประหลาดนั้น ไปอยู่ด้านหลังประมาณซัก ๕๐เมตรได้

    ผมหันกลับไปมอง เห็นเงาตะคุ่มๆ รูปร่างคล้ายคน พยายามวิ่งตามผม และระดับดวงไฟนั้นก็ติดๆดับๆ อยู่บริเวณหน้าของคนๆนั้น แต่ผมมองไม่เห็นหน้าเขา อารมณ์ตอนนั้น ตกใจสุดขีดเกิดมาไม่เคยพบเคยเห็นอะไรแบบนี้ ผมเร่งเครื่องสุดชีวิต จนในที่สุดก็ไม่เห็นดวงไฟนั้นแล้ว


    คืนนั้นผมนอนค้าง บ้านแฟนเลยครับ ไม่กล้าขับรถกลับคนเดียว(ปอดแหก) ในตอนเช้า ถามผู้เฒ่าผู้แก่แถวนั้นก็ได้ความว่า หากวันไหนฝนตก พรำๆ หรือฝนหยุดตกแล้ว หากมีเสียงกบ เขียด ร้อง กันระงม แบบนี้ มักจะปรากฏเห็นดวงไฟดวงใหญ่นี้ ลอยไปลอยมาอยู่เป็นประจำ และเขาก็สงสัยว่า อาจจะเป็นลุงแก่ๆ ที่เพิ่งย้ายมาอยู่ เมื่อ สองเดือนที่แล้วก็ได้ แกปลูกกระต๊อบเล็กๆ อยู่เลยท้ายหมู่บ้านไป และแกไม่สุงสิงกับใคร เก็บตัวเงียบอยู่คนเดียว


    เคยมีเรื่องเล่าจากผู้เฒ่าผู้แก่ว่าเมื่อเดือนก่อนจะเกิดเรืื่่องกับผมนั้น ทิดเส็งแกออกไปตีกบ แกไปกะเพื่อนสองคน แล้วแกไปเจอดวงไฟนี้ล่ะ แกก็อยากพิสูจน์ว่าเป็นอะไร แกเลยปิดไฟ แกย่องๆ ตามไปดูว่า จะเป็นอย่างไร แกบอกว่า แกเห็นผู้ชายแก่ๆ ผิวดำแดง สูงๆ เกร็ง ไม่สวมเสื้อ จมูกแดงวาบๆ กำลังนั่งหันหลัง ให้ และฉีกกบเป็นๆกิน พอแก เห็ันแค่นั้น ตาลุงแก่นั่นก็หันหน้ามาเจ๊อะกันพอดี ตาเหลืองปนแดง น่ากลัวมาก

    ทิดเส็งกับเพื่อน เผ่นกันป่าราบเลยครับ กบเกิบ ไม่เอาล่ะ เรียกว่าวิ่งหนีตายกันเลยทีเดียว


    เรื่องที่ผมเล่านี้ ให้ท่านทั้งหลายชมเป็นนิทานนะครับ อย่าเพิ่งเชื่อจนกว่าจะเจอด้วยตัวของคุณเองครับ



    มีอีกครับ เดี๋ยวว่างๆจะทะยอยมาเล่าสู่กันฟังครับ


    โมทนาสาธุในกุศลกรรมครับ




     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 มิถุนายน 2012
  4. momogo

    momogo เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 พฤศจิกายน 2007
    โพสต์:
    570
    ค่าพลัง:
    +1,158
    นึกว่ากระสือ มีแต่ผีผู้หญิงซะอีกนะคะนี่ !!!!
    น่ากลัวจริงๆ
    rabbit_scary
     
  5. พันมณี

    พันมณี Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    23
    ค่าพลัง:
    +49
    ผีโพลง แสงมันออกตาออกจมูก ได้ยินว่างั้น
     
  6. บุรุษไร้เงา

    บุรุษไร้เงา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    8,437
    ค่าพลัง:
    +36,243
    ขอบคุณที่เล่าให้ฟังครับ..
     
  7. rungdao

    rungdao เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 พฤศจิกายน 2010
    โพสต์:
    2,019
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +10,733
    น่าสนใจดีแฮะ เป็นเด็กเจอผีโตมาเจอพระ เอ...เกี่ยวกันไหมนะ แต่ก็ฟังประสปการณ์ที่เล่าชนนบทบ้านนอกทำไมผีเยอะเนอะสงสัยในเมืองผีหากินลำบาก เพราะคนมันร้ายกว่าผี
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 19 กันยายน 2012
  8. monkeyswilf

    monkeyswilf เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    57
    ค่าพลัง:
    +122
    หลอนดีครับ:cool:
     
  9. ฮาทณัฐพล

    ฮาทณัฐพล เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    187
    ค่าพลัง:
    +253
    น่ากลัวมาก:cool:
     
  10. nunoiyja

    nunoiyja เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 มกราคม 2010
    โพสต์:
    361
    ค่าพลัง:
    +1,733
    รีบๆ มาต่อนะ สนุกดี
     
  11. ปุณยสิทธิ์

    ปุณยสิทธิ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    57
    ค่าพลัง:
    +468
    เรื่องแรก..คล้ายกับประสบการณ์ที่ผมเจอตอนเด็กมากครับ แต่ของผมจะนอนอยู่ในมุ้งกับคุณยาย และผีเค้ามีแค่หนึ่งไม่ได้มีมากอย่างที่คุณโมกข์ทรัพย์เจอครับ ผีที่ผมเจอจะไม่มีหน้าแบบนี้แหละ สีขาว ลอยลงมาจากชั้นสองและมาลอยรอบมุ้งมาจ้องมองแนบกับมุ้งอยู่หลายรอบจึงลอยกลับขึ้นไป พยายามจะเรียกคุณยายก็เรียกไม่ได้ เหงื่อแตกซิก ๆ หัวใจระรัว ตั้งแต่นั้นกลัวผีเลยครับ ^__^
     
  12. โมกขทรัพย์

    โมกขทรัพย์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 มีนาคม 2012
    โพสต์:
    474
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +4,851
    สวัสดีครับ พอดีวันนี้ว่างเลยมีเรื่องจะเล่าสนุกๆให้ฟังครับ ขอให้ชมเป็นนิทานสนุกๆล่ะกันนะครับ

    ย้ำอีกรอบครับ อย่าเชื่อ...!! จนกว่าคุณจะเห็นด้วยตาของตน ครับ



    ย้อนไปเมื่อผมอยู่ประถม ๖ เมื่อยี่สิบปีที่แล้ว สมัยนั้นทางโรงเรียนของผมมีจัดบวชเณร ภาคฤดูร้อน ด้วยความที่ผมเป็นเด็ก และอยากรู้ว่าบวชเณรเป็นอย่างไร เห็นผู้เฒ่าผู้แก่บอกว่า บวชเณรได้บุญเยอะ ทำให้ผมอยากไปมาก ผมเลยไปขอแม่ แรกๆแม่นั้นไม่อยากไปด้วยห่วงลูกชายนั้นไม่เคยไกลบ้าน แต่ผมก็รบเร้าและยกคำอ้างมาบอกแม่ว่า หากผมไปบวชแม่จะไม่ตกนรกไง และก็สมดังหวังครับ แม่ก็เลยปล่อยให้ผมไป

    แรกๆที่บวชนั้น ด้วยความเป็นเด็ก แม้จะอยู่ในเพศบรรพชิต เรื่องความไม่สำรวมนั้นก็มีบ้างครับ แต่ก็ไม่เคยทำผิดศีลแต่อย่างใด เนื่องจาก วัดที่ผมบวชนั้นค่อนข้างเคร่ง มีการสวดมนต์ทำวัตรเช้าเย็น และนั่งสมาธิ


    ในตอนเช้านั้นบรรดาเณรทั้ังหลาย (ในวัดนั้นมีเณรร่วม ๓๐๐ รูปครับ) ต้องตื่นแต่ตีสาม ไปล้างหน้าแปรงฟัน ให้เวลา ๓๐นาที พร้อมกัน ตี๓ ครึ่งร่วมทำวัตร และทำวัตรเสร็จก็ประมาณตี๔ ครึ่ง นั่งสมาธิ ครึ่งชม. เดินจงกรมครึ่งชม. แรกๆนั้นผมนั่งไม่ค่อยได้ครับ เนื่องจากเด็กนั้น หากนอนไม่เต็มที่จะมีอาการง่วงนอน จึงทำให้ผมนั้นสัปหงกประจำ แต่พอผ่านไปหนึ่งเดือน ผมก็เริ่มชินครับ จิตเริ่มนิ่ง สงบ


    วัดที่ผมบวชนั้น ใช้คำภาวนาว่าพุท โธ ครับ วันหนึ่ง ผมภาวนาไปเรื่อยๆ จนผมรู้สึกว่า แขนขาผมมันยาวใหญ่ได้ บางทีเหมือนตัวลอยได้ บางคราวขนลุกซู่ไปหมด ผมก็แปลกใจแต่ก็ไม่ได้คิดอะไร จนในที่สุดอารมณ์ดิ่ง นิ่ง จนลมหายไป ปรากฏความว่าง อิ่ม นิ่งอยู่อย่างนั้น แต่น่าเสียดายครับ มันเกิดแบบนั้นเพียงครั้งเดียวครับ ครั้งหลังๆ ก็ได้แค่ความสงบเท่านั้นเอง


    สำหรับช่วงเย็นนั้น เริ่มทำวัตร ๖โมงเย็น นั่งสมาธิตั้งแต่ ๒ทุ่ม จนถึง ๔ทุ่ม ผมถือว่าช่วงเย็นนี้โหดพอสมควรครับ แต่ก็ชอบ เนื่องจากตอนเย็น มีฉันน้ำปานะ (ในใจตอนเด็กๆนั้นคิดได้อย่างนี้อย่างเดียว)


    พูดถึงบรรยากาศของวัดโดยทั่วไปนั้น วัดแห่งนี้ค่อนข้างใหญ่พอสมควรและสร้างมานานแล้ว เป็นวัดประจำอำเภอและมีชื่อเสียงพอสมควร บริเวณศาลาที่รับแขกนั้น ค่อนข้างใหญ่จุคนได้หลายพันเลยครับ ส่วนด้านหลังนั้นจะเป็นหอฉัน เลยหอฉันไปทางทิศใต้จะมีบ่อน้ำ และข้างๆบ่อน้ำนั้นจะเป็น ศาลาธรรมสังเวช และ เมรุเผาศพ ใกล้ๆกับเมรุเผาศพจะมีต้นมะพร้าวสองต้น สูงละลิ่ว ยาวเหยียด บรรดาเณรทั้งหลายหากจะไปสรงน้ำก็ไปสรงน้ำใกล้ๆต้นมะพร้าวนั่นแหละครับ เพราะบ่อน้ำ และต้นมะพร้าว และเมรุนั้นอยู่ในบริเวณเดียวกัน ห่างกันเพียงแค่ ไม่ถึงสิบเมตร


    วันหนึ่ง ผมตื่นแต่ก่อนใคร น่าจะประมาณตีสองเห็นจะได้ เนื่องจากปวดท้อง จึงลุกไปเข้าห้องน้ำและ ถือโอกาสไม่นอน เนื่องจากใกล้จะตีสามแล้ว ผมจึงลุกไป อาบน้ำล้างหน้าล้างตา พอไปถึงบ่อน้ำ อากาศรู้สึกเย็นๆ แปลกๆ คืนนั้นเป็นคืนเดือนแรมครับ บรรยากาศสลัวๆ พอมองเห็นอะไรๆ ได้ผมถือเทียน ไปด้วย จุดแล้วก็วางใกล้ๆแหล่งน้ำ หลังจากนั้นก็แปรงฟันล้างหน้า ในขณะที่แปรงฟันอยู่นั้น ผมก็มองไปรอบๆ เมรุเผาศพ ใจก็นิดหวั่นนิดๆ เนื่องจากกลัวผีน่ะครับ เพราะสัปปะเหร่อ เล่าลีว่า ผีที่เมรุเผาศพวัดนี้ ดุมาก


    ผมกวาดสายตาไปรอบๆ ตาไปสะดุดกับต้นมะพร้าว หน้าบ่อน้ำที่ใช้อาบใช้ล้างหน้า ก็แปลกใจทำไมวันนี้ มีต้นมะพร้าว เพิ่มขึ้นเป็น สี่ต้น เพราะปกติแล้ว ต้นมะพร้วจะมีแค่ สอง เท่านั้น

    ด้วยความแปลกใจ ผมก็เดินเข้าไปใกล้ๆ จนเหมือนจะเกือบถึงแล้ว ห่างแค่ สองเมตรเท่านั้นก็จะถึง ผม ตกกะใจร้อง... เฮ้ย..! ก็ไอ้ต้นมะพร้าวอีกสองต้นที่เพิ่มมานั้น มันสามารถเคลื่อนที่ได้ ผมตกใจสุดขีด เหลือบสายตา แหงนมองย้อนสูงขึ้นไปบนต้นมะพร้าวนั้น


    [​IMG]


    พลัน...!!! หัวใจผมแทบวาย เมื่อสายตาผมไปกระทบกับ อมนุษย์ตนหนึ่ง ที่กำลังชะโงกหน้าต่ำลงมามองที่ผม รูปร่างหน้าตาน่าเกลียดเหลือประมาณ ปากมันยาวมาก ยื่นออกมาเป็นเมตร พร้อมลิ้นที่ยาว นัยตาปูดโบนออกมา น่าเกลียดน่ากลัว หัวมันโล้นเลี่ยน ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลพุพองไปหมด ตัวมันยาว และใหญ่มาก แขน ขามันใหญ่ น่าจะใหญ่วงบ่อน้ำ ซักเท่าตัว กลิ่นเหม็นคละคุล้งโชยมา ทำเอาผมแทบจะเป็นลม ผมไม่สามารถบังคับร่างกายให้มันไปได้อย่างที่ต้องการ ในใจตอนนั้นอยากจะวิ่ง แต่ขามันเกิดอาการแ็ข็ง และไม่สามารถ ขยับขเยื้อนได้อย่างใจคิดเลย



    [​IMG]



    ผมยืนตะลึง ไม่มีสติสมปะดีอยู่พักหนึ่ง ใช่แล้วมันคือ...เปตร...! เปตร ตนนี้มันน่ากลัวเหลือเกิน ขนหัวผมลุกชูชัน ตั้งแต่เจอผีมา ครั้งนี้ถือว่ามันเลวร้ายที่สุดในชีวิตครับ เพราะมันชิดและใกล้จนแทบลมหายใจชิดกัน ทันใดนั้น ก็มีเสียง โหวกเหวกมาทางข้างหลัง บรรดาเณรที่เพิ่งตื่่นกันนั่นเอง มาสรงน้ำกัน แล้วเปตร ตนนั้นก็หายแวบไป

    แต่ผมสติตอนนั้น ไม่มีอยู่กับตัวเลย ใจหายวาบไปหมด ฉี่มันไหลเปรอะเปื้อนสบงเป็นทาง จนผมต้องรีบรวบรวมสติของตนแล้วรีบสรงน้ำทั้งที่เปียกๆนั้น ไปเปลี่ยนสบงอีกผืน แล้วมานั่ง สวดมนต์ที่หน้าพระประธาน จนพระอาจารย์ที่นำสวดมนต์ทำวัตรเช้านั้น แปลกใจ ถามว่า เป็นอะไรหรือเปล่า ผมก็ไม่ตอบและไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง

    นับแต่นั้นเป็นต้นมา ผมก็ไม่กล้าไปสรงน้ำที่นั่นคนเดียวอีกเลย และได้ข่าวว่า เปตรตนนี้ได้หลอก สามเณรที่ไปดึกๆดื่นคนเดียวแถวนั้น สองสามรายด้วยกัน และข่าวร่ำลือเรื่องเปตรก็แพร่สะพัดไป จนบรรดาเณรๆนั้น หากจะไปสรงน้ำกันก็ต้องไปเป็นกลุ่ม

    พระอาจารย์ท่านทราบ ท่านจึงบอกว่า ให้พวกเณรนั้น หลังจากนั่งสมาธิแล้ว ให้แผ่กุศลไปให้เปตรตัวนั้นด้วย เนื่องจากที่เขามานั้น เขาไม่ได้มาหลอกแต่เขามาขอส่วนบุญ พอหลังจากนั้นเป็นต้นมา ก็ไม่มีใครเจอเปตร ตนนั้นอีกเลยครับ

    ขอบคุณที่ติดตามครับ


    โมทนาในกุศลกรรมกับทุกท่านด้วยครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 3 กรกฎาคม 2012
  13. ชาน

    ชาน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 ตุลาคม 2009
    โพสต์:
    79
    ค่าพลัง:
    +272
    เรื่องที่สอง ที่บ้านผม(เชียงราย)เขาเรียกว่า "ผีัโพลง"
    มันจะออกหากินแถวทุ่งนา หากบ,เขียด กินสดๆ
    มันมีร่างกายเป็นมนุษย์หรือมนุษย์เราเนี่ยแหละ แต่เป็นผีในร่างคน
    เคยได้ยินเขาเล่ามา มันมีลักษณะเหมือนที่คุณโมกขทรัพย์ เจอนั้นแหละครับ
    ตอนเป็นเด็กผู้เฒ่าผู้แก่เขาก็บอกว่าไปไหนมาไหนให้ระวังผีโพลง เด๋วมันจะกินตับ ตับๆ ๆ ๆ
    ผู้เฒ่าผู้แก่เขาบอกว่ามันก็เหมือนผีปอบ ตอนกลางวันเป็นคนแก่,ป่วย,ไม่ออกไปไหน
    ตกกลางคืน แข็งแรง ถ้าตอนกลางคืนมีคนไปเจอแล้วจำได้ว่าเป็นใครตอนเช้ามามันจะตายทันที
    (อันนี้ผู้เฒ่าผู้แก่เขาบอกมานะ)จะจริงแท้รึเปล่าไม่รู้
    แต่ "งง" ทำไม เป็น"มนุษย์"ถึงมีพฤติกรรมแบบนั้น และอยู่แถวชนบทซะด้วย
    ตอนนี้ความเจริญเกือบทั่วถึงทุกที่ละ
    แล้วผีโพลงจะอยู่ยังไง คงต้องสูญพันธุ์แน่ๆ:boo:
     
  14. โมกขทรัพย์

    โมกขทรัพย์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 มีนาคม 2012
    โพสต์:
    474
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +4,851
    อันนี้ก็น่ากลัวนะครับ พวกนี้ น่าจะเกิดจากพวกเล่นไสยเวทย์แล้วควบคุมไม่ได้ จนมันเข้าตัว จึงต้องมาหากิน ของสดๆ ดิบๆ แบบนี้

    ขนหัวลุกเลยครับ นึกถึงสมัยตอนเด็กๆ
     
  15. PNPNC

    PNPNC Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 มิถุนายน 2012
    โพสต์:
    25
    ค่าพลัง:
    +38
    สนุกดีครับ รออ่านอยู่นะครับ
     
  16. korrapat905

    korrapat905 Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2011
    โพสต์:
    44
    ค่าพลัง:
    +41
    สนุกดีครับ มาเล่าต่อนะครับ ผมว่าเรื่องพวกนี้มีจริงครับ ไม่อย่างนั้นคนโบราณ จะเล่าสิ่งเหล่านี้ทำไม
     
  17. ติงติง

    ติงติง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มีนาคม 2009
    โพสต์:
    38,272
    ค่าพลัง:
    +82,737
    มาอ่านเรื่องผีในยามดึก อดแอบหันไปมองด้านหลังไม่ได้แฮะ:cool:
     
  18. โมกขทรัพย์

    โมกขทรัพย์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 มีนาคม 2012
    โพสต์:
    474
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +4,851
    สวัสดีท่านกัลยาณชนทุกท่านครับ

    วันนี้พอจะมีเวลาเลยมาขอเล่าเรื่องจริงอิงนิทานให้ได้ชมกันต่อครับ

    ย้ำก่อนนะครับ อย่าเชื่อจนกว่าจะได้พบด้วยตาของคุณเอง


    เรื่องผีโดยมากแล้ว ผมจะเจอตอนเด็กกับวัยรุ่นซะส่วนใหญ่ ไม่ทราบว่าเพราะอะไร เป็นเรื่องที่แปลกเอาการเหมือนกัน เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ก็เป็นเรื่อง ที่เกิดในช่วงที่ผมนั้นอายุได้ ประมาณ ๑๘ ย่าง ๑๙ เรียกว่าช่วงนั้น กำลังห้าวเป้งครับ ตามประสาวัยรุ่นทั่วไป ก็ต้องมีมอเตอร์ไซค์ไว้ไปเที่ยว หรือไปหาจีบสาว น่ะครับ ผมก็เป็นหนึ่งในสมัยนิยมแบบนั้น แต่บรรดาสาวๆที่ผมจะไปจีบนั้น ส่วนมากจะอยู่ต่างหมู่บ้าน เพราะผมไม่ชอบจีบสาวที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน มันไ่ม่เร้าใจ (เหมือนกับว่ามันเจอหน้ากันบ่อยแล้ว เลยเกิดอาการเหมือน คุ้นเคย ไม่ตื่นเต้นอะไรประมาณนั้นน่ะครับ)


    ในสมัยนั้นถนนหนทางต่างๆ ยังไม่มีแสงไฟฟ้า บรรยากาศแถวชนบท ค่อนข้างจะมืด และเงียบสงัด วิเวก วังเวง โหวงเหวง และชาวบ้านก็มักจะนอนแต่หัวค่ำ เพราะตอนเช้าๆ ต้องออกมาทำงานตั้งแต่เช้ากัน ไม่เหมือนวัยรุ่นสมัยนี้หรอกครับ ตีสาม ก็ยังไม่เข้าบ้านเลยฮาๆ แต่สำหรับผมแล้ว ผมชอบออกหากินตอนกลางคืนครับ เพราะเป็นผู้ชาย พ่อกับแม่เลยไม่ค่อยห่วงเท่าไร อีกอย่างผมไม่ได้ไปหาเรื่องใคร คติผมคือ ไม่สนใจเรื่องชกต่อย แต่ที่ทำบ่อยก็คือ เจ้าชู้ นั่นว่าไปนั่น ไหลอีกแล้วครับ เข้าเรื่องดีกว่า

    วันหนึ่ง ในหน้าหนาว ผมก็ขับรถมอเตอร์ไซค์คู่ีชีพคันงาม ไปเที่ยวสาวที่บ้านเหนือ แหม๋...! พูดถึงสาวบ้านเหนือนะครับ เธอเป็นสาวเหนือจริงๆ คือสาวเหนือนี่สเป็คผมอยู่แล้ว ขาว สาว หมวย อึ๋ม โดนใจอยู่แล้ว พวกนี้พ่อเขาอพยพมาจาก ทาง เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง มาตั้งรกรากที่นี่เป็น ๑๐ กว่าปีแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่อง ความสวยนี่สาวหมู่บ้านนี้ กินขาดครับ ผิวที่ขาวผ่องยองใยเชียว ไอ้ผมก็ประเภท เจอแบบ ก็ต้องคลุกคลีกันพักใหญ่ล่ะ ไอ้เรื่องจะถอยนี้ ไม่มีในพจนานุกรมของผมหรอก สู้อย่างเดียว ชาติอาชานัย ตามสมัยนิยม ว่าไปนั่น (เรื่องเจ้าชู้โปรดอย่างเยี่ยงอย่างนะครับ เพราะมันผิดศีลข้อสาม)

    ในคืนนั้นอากาศค่อนข้างหนาว แสงจันทร์ส่องสว่าง ทำให้รอบกายนั้น ดูเหมือนจะไม่ืมืดไปซะทีเดียว พอจะมองเห็นอะไรได้รำไรๆ บรรยากาศโรแมนติกมากครับ นั่งคุยกับสาวเจ้าตอนพระจันทร์เต็มดวง แหม๋ สุขใดฤา จะเทียม(ความรู้สึกสมัยนั้นนะครับ ไอ้กามราคะของผมนี่มันแรงตั้ังแต่สมัยวัยรุ่นจริงๆ ฮาๆ) ก็สมัยแต่ก่อนนั้น ตามบ้านของบรรดาสาวๆที่ผมไปเที่ยวจีบนั้น เขาจะมีแคร่ไม้ไผ่ อยู่ใต้ถุนบ้าน เวลาผมไป ก็จะไปนั่งคุยกันอยู่แคร่ไม้ไผ่นั่นละครับ นั่งคุยกันไป จีบกันมา พอคุยกันถึงบทซึ้งๆทีไร เธอก็ทำเอียงอาย เขิน บิดไปบิดมาอยู่นั่นล่ะครับ ไอ้ผมก็กะล่อน แรกๆก็แค่จับมือ ต่อมาก็หอมแก้ม หลังจากนั้นก็ลามปามไปใหญ่ ในที่นี้ไม่ขออธิบายนะครับ เพราะนี่เว็บธรรมะ เกรงว่าจะติด เรท ฮาๆ

    หลังจากที่สมใจอยากแล้ว ก็ถึงเวลาต้องลาต้องน้องแ้ก้วหน้าแฉล้มกลับบ้านล่ะครับ เนื่องจากจะไปนอนค้างอ้างแรมบ้านสาวเจ้า ก็กระไรอยู่ เกรงว่าจะโดนปืนลูกซองพ่อเธอเอา จึงจำใจต้องกลับ ทั้งๆที่ไม่อยากกลับ แหม๋ อำนาจ กามราคะ นี่มันยิ่งใหญ่จริงๆนะครับ ทำเอาหนุ่มใจเปลี่ยวเช่นผม เพ้อไปเหมือนกัน

    ระหว่างทางที่ขับรถมาเรื่อยๆ บรรยากาศในตอนนั้น มันหนาวเหน็บจริงๆครับ เนื่องจากตอนนั้น เป็นเดือนมกราคม ยิ่งอากาศทางเหนือนั้น คุณเอ๋ย...! มันหนาวเข้าไปกระดูกดำจริงๆ สะ้ท้่านเข้าไปถึงทรวงอกเลย แต่ก็อย่างล่ะครับ ถึงจะหนาวเพียงใด ด้วยใจที่ร้อนรุ่ม ของคนหนุ่มอย่างผม ความหนาวเพียงแค่นั้นมันมันจะสู้หนาวใจได้หรือ...? มันก็เพียงแค่จิ๊บๆ เท่านั้นเอง ผมชะลอรถคันเก่งของผม เมื่อโดนลมหนาวปะทะหน้า ทำเอาหน้าชาไปเลยครับ จึงต้องขับเบาๆ ช้าๆไปเรื่อยๆ เวลาในขณะนั้น น่าจะประมาณ ตีหนึ่งได้ ระยะห่างจากบ้าน สาวที่ผมไปจีบนั้น ก็จากบ้านผมไปหาบ้านเขา น่าจะประมาณ ๑๕ กิโลเมตรได้ สองข้างทาง มีหมู่บ้านประปราย สลับกับป่ารกชัฏ

    ก่อนจะใกล้จะถึงบ้านผมนั้น จะมีโค้งหักศอกซึ่งตรงนั้ันจะตั้งศาลเพียงตา และหลังศาลเพียงตานั้นจะเป็นต้นไม้ใหญ่ แผ่กิ่งก้านสาขา บดบังแสงจันทร์ซึ่งสาดส่องลงมายังบริเวณเส้นทาง ทำให้เส้นทางนั้น มืดครึ้มไปเป็นระยะ หลายสิบเมตรด้วยกัน ซึ่งจะมีบรรดาสิงห์นักซิ่งทั้งหลาย มาบาดเจ็บหลายราย และเสียชีวิตตรงนี้ ไม่น้อยกว่า ๕ศพแล้ว ซึ่งผมก็แปลกใจอยู่เหมือนกันว่า ก็รู้ว่ามีโค้งอยู่ตรงนี้ยังจะขับเร็วกันอีก นี่ล่ะหนามนุษย์ ขึ้นชื่อว่าความประมาทนั้น ช่างเป็นเพื่อนแท้ของเราจริงๆ ไหลไปอีกแล้วครับท่าน ต่อกันดีกว่า...

    ผมขับรถช้าเือื่อยๆ เข้าสู่บริเวณโค้งมรณะนั้น ในขณะนั้นจู่ๆ ก็เกิดอากาศรอบข้าง เย็นยะเยือกผิดปกติ ทำเอาผมปากสั่นมือสั่นไปหมด ยิ่งเข้าสู่อาณาเขตนั้นแล้ว ผมรู้สึกถึงความมืด ความน่าสะพรึงกลัว มันคืบคลานเข้ามา มันยิ่งทำให้บรรยากาศที่แย่อยู่แล้ว ยิ่งแย่ไปใหญ่ ความหนาวเย็น ยะเยือก แผ่ซ่านทั่วอณูร่างกาย พอๆกับบรรยากาศรอบข้างที่มืดขมุกขมัว ผมพยายามจะไม่มองไปศาลเพียงตานั้น เนื่องจากได้ยินจากคำบอกเล่าของหลายๆคนที่เคยประสบพบเจอกับอาถรรพ์ ณ.ที่แห่งนี้นั้น ช่างหลากหลายคำพูดเหลือเกิน บ้างก็เล่าว่า มีแขนยาวเฟื้อย โผล่มาจาก ต้นไม้ใหญ่นั้น บ้างก็ว่า เห็นหมาดำวิ่งตัดหน้ารถบ้าง บ้างก็ว่าได้ยินเสียงม้า วิ่ง แต่ไม่เห็นตัวบ้าง บ้างก็ว่า เห็นมีชีเดินขึ้นต้นไม้ใหญ่นั้น บ้างก็ว่า เห็นผีหัวขาด นั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างศาล สารพัดเรื่องเล่าจริงๆ มันยิ่งทำให้ผมขนลุกซู่ๆ เมื่อจิตคิดกระหวัดถึงเรื่องราวแบบนี้

    ผมกำลังจะผ่าน โค้งอาถรรพ์อยู่แล้วเชียว ในขณะที่กำลังคิดอะไรเพลินอยู่นั้นเอง ทันใดนั้น...! ผมได้ยินเสียงเหมือน กลีบเท้า หรืออุ้งเ้ท้าสัตว์กระทบกับพื้นถนนซึ่งเป็นถนนราดยางมะตอย เสียงมันเหมือนสุนัข กำลังวิ่งไล่อะไรซักอย่าง คุณนึกภาพออกไหมครับ..? เมื่อสุนัขวิ่ง เสียงเ้ท้ามันจะกระทบกับพื้นยางมะตอย มันจะเสียงดัง กรุบๆ กรุบๆ กรุบๆ ตามจังหวะที่วิ่งช้าหรือเร็ว แต่ตอนนั้ัน ผมก็ไม่ได้คิดอะไร ก็ยังขับช้าๆ เอื่อยๆ ไม่น่าจะเกิน ๔๐ กิโลเมตร/ชม. แล้วเสียงฝีเท้า ก็กระชั้นชิดเข้ามาเรื่อยๆ กรุบๆ กรุบๆ กรุบๆ จนในที่สุด มันก็มาอยู่ข้างหลังรถผม ผมหันหลังไปมองผมเห็น หมาดำ ตัวขนาดกลางๆกำลัง วิ่งกวดรถผมอยู่ ในตอนนั้น ผมเริ่มนึกกลัวขึ้นมาแล้วครับ จึงพยายามเร่งเครื่องเพิ่มมากขึ้น แต่ไอ้หมาตัวนี้ มันวิ่งเร็วมาก มันวิ่งเข้ามาใกล้ผม ใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา จนในที่สุด มันวิ่งมาขนาบข้างรถผม แล้วผมก็ตกใจสุดขีด...! เมื่อ ขนาดของมัน ใหญ่ขึ้นจนเท่ารถที่ผมขับ (ขออธิบายเรื่องรถนิดหนึ่งครับ รถที่ผมใช้เป็นมอเตอร์ไซค์ตัวผู้ ยี่ห้อ ฮอนด้า LS ซึ่งความสูงของรถ มันสูงเมตรกับอีกเกือบสามสิบเซนต์ แสดงว่ามันสูงเอาการใช่ไหมครับ..?) แล้วมันวิ่งตีคู่รถผมไปเรื่อยๆ ด้วยความตกใจ ไอ้ผมก็เร่งเครื่องพยายามจะแซงมันไป แต่ให้ตายสิ ไม่รู้ว่าไอ้เครื่องรถมันเป็นอะไร เร่งอย่างไรก็ไม่ขึ้น ผมหันไปมองเกย์ความเร็ว มันยังคงย่ำความเร็วเท่าเดิมอยู่อย่างนั้น


    [​IMG][​IMG]

    เปรียบเทียบให้เห็นว่า มันตัวสูงใหญ่ขนาดไหนเมื่อเทียบกับรถคันนี้

    ไอ้หมาดำตัวใหญ่ มันหันหน้ามามองผม พร้อมนัยตาแดงโชน เสียงฝีเท้ามันกระทบกรุบกรับ กรุบกรับ สร้างความหวาดเสียว ขนพองสยองเกล้าให้กับผมยิ่งนัก แต่นั่น ยังไม่เท่าไร มันเร่งสปีด แซงรถผมแล้วตัวมันก็ใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น จนในที่สุด จากหมาดำ มันกลายเป็นม้าไป ตัวใหญ่ลำสัน มันวิ่งห้อตะบึง แซงรถผมไป พร้อมกัับเอี้ยวหันหลังมามอง คุณพระช่วย...! ให้ตายสิ ก็ไอ้ที่หันมามองผมนั้น หาใช่ใบหน้าม้าไม่ แต่มันคือ ใบหน้าคนสีขาวซีด เป็นรูปหน้าผู้ชาย นัยตาลุกวาว สีแดง น่ากลัวเป็นยิ่งนัก ในตอนนั้น ขนผมลุกชูชันไปหมด ผมพยายามรวบรวมสติ ให้จิตใจเป็นปกติที่สุด แต่มือไม้แ้ข้งขามันไม่ยอมเชื่อฟัง มันสั่นเป็นเจ้าเข้า พอไอ้ผีม้ามันแซงผมไปแล้ว ก็ผ่านโค้งอาถรรพ์มาได้ซัก ๕๐ เมตรพอดี แล้วมันก็หายแว๊บไป ....



    [​IMG]


    ผมรวมรวมกำลังใจ ไม่เร่งร้อน ไม่โวยวาย เนื่องจากกลัวตนเองสติแตก จนต้องจับไข้หัวโกร๋น เนื่องจากเคยมีคนโดนหลอก แกชื่อ พี่ทิดนนท์ แล้วแกสติแตก แหกปากโวยวาย ตื่นเช้ามา ผมแกร่วงหมดหัวเลยครับ

    เมื่อกลับถึงบ้านผมไหว้พระ สวดมนต์ ข่มจิตใจให้หลับ ให้ตายสิ..! ผมทำยังไงก็ไม่หลับ จนในที่สุดแล้วก็ไปปลุกพ่อกับแม่ แล้วเล่าให้แกฟัง พอเล่าให้แกฟังจบแกก็เอาน้ำมนต์บนหิ้งพระมารดให้ พร้อมทั้งกำชับให้ไปทำบุญในตอนเช้า

    หลังจากนั้น ผมก็ไม่กล้าไปเที่ยวไหนดึกๆคนเดียวเลยครับ เนื่องจาก ประสบการณ์ครั้งนั้น ทำเอาผมจับไข้ัไปหลายวันเลย

    ผีมีจริงครับ เพียงแต่เขาจะมาสื่อเราในรูปแบบไหน ก่อนตายหากจิตมีกุศลก็มีสุคติเป็นที่ไป แต่หากจิตเศร้าหมอง ก็มีอบายเป็นที่ไหนครับ คุณเลือกเอานะครับ อยากไปนรกหรือสวรรค์



    โมทนาในกุศลกรรมกับทุกท่านด้วยครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 4 กรกฎาคม 2012
  19. นายดอกบัว

    นายดอกบัว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กรกฎาคม 2007
    โพสต์:
    1,696
    ค่าพลัง:
    +5,678
    ใช่ครับ เค้าเรียกผีโพลง ครับ ไม่ใช่กระสือแต่อย่างใด มีไฟ วาบๆ บริเวณจมูก เป็นมนุษย์ทั่วไปครับ แต่ถูกวิญญาณผีโพลงแทรก อาศัยร่าง เป็นการรับกรรมของคนคนนั้นครับ การเป็นผีโพลงเกิดสาเหตุจาก 1. เล่นคุณไสย ไสยเวทย์ โดยเฉพาะ เรื่อง อยู่ยงคงกระพัน ชาตรี ฟันแทงไม่เข้าครับ รักษาคุณไม่ได้ ก็เข้าตัว 2. มีของไสยเวทย์ เลี้ยงว่านผีโพลง มีไว้ในครอบครอง ถึงแม้ไม่รู้หรือรู้ตัวก็ตาม รับมาไว้แล้ว ก็ต้องรับกรรมไป 3. พวกที่ถูกถ่ายทอดจากผีเอง ผีชนิดนี้จริงๆไม่ดุร้าย แต่ถ้าเกิดว่าคนไปเจอไปเห็น ก็จะรู้ว่าเป็นใคร และไปป่าวประกาศ ทำให้จิตใจของมนุษย์และผีที่สิงอยู่ไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ จะต้องตายภายใน 3 วัน และนั่นอาจจะทำให้คนเป็นผีตนนั้นโกรธแค้นพวกที่มาเห็นตน และนำเรื่องไปป่าวประกาศให้คนอื่นๆ หรือทำร้ายตนเอง (ก็เหมือนพวกค้ายาแหละครับ รู้ว่าทำผิด มีคนมาเห็น ถ้าคุยกันได้ตกลงกันได้ว่าจะไม่ปากพล่อย ก็ปล่อยๆไป ถ้าคุยไม่ได้ต้องตามปิดปาก ) แต่พอทำอะไรไม่ได้ ก็จะป้วนน้ำลายใส่ หม้อน้ำกิน ให้คนแรกที่ดื่มน้ำหลังจากนั้นเป็นผีต่อไป ผีพวกนี้เป็นผีของภาคเหนือ พวกนี้หากใครรู้แล้ว พอ 3 ตัวจะเต็มไปด้วยแผลพุพองเป็นหนอง เรื่องที่เค้าเล่ามา คือ ตัวคนเป็นผีเองเล่าให้ฟัง ก่อนตาย เค้ายังสั่งทิ้งท้ายว่า คนที่เป็นนะมันเป็นกรรมของเค้า ปกติเค้าไม่ทำใครหรอก แถมต้องหลบๆซ่อนๆ อีก ลำบาก ทรมานมาก พอป่วนแบบนี้ก็เจ็บปวดทรมาน จริงผีชนิดนี้ไม่มีการสืบทอดทายาท ยกเว้นจะแก้แค้นคนที่ทำให้ตนเองเจ็บปวดและตายเฉยๆ

    ส่วนเรื่องหมาดำที่ จขกท. เจอนั้น จริงๆคือพวกของคุณไสย มนต์ดำ วิญญาณชั้นอสุรกาย ที่ถูกปล่อยออกมา จากพวกเล่นของ ตามโค้งมักมีเสมอ แต่จริงๆพวกนี้ไม่ทำไรเรานะ ถ้าไม่รู้จักโกรธเคืองเรามาก่อน แต่จะหลอกให้เรากลัว ให้เรา พลาดท่า เกิดอุบัติเหตุตายเอง แบบเนี้ยแหละ เจอบ่อย ตามต้นไทร ต้นไม้ ที่มีศาลเพียงตาไปวางทิ้งๆขว้างๆแถวนั้นนะ ตอนดึกๆเลยต้องระวัง เพราะไอ้พวกเจ้าพ่อเจ้าแม่ ในศาลแถวนั้น มันชอบ ทำแบบนี้เพื่อเอาคนไปเป็นบริวาน
     
  20. นายดอกบัว

    นายดอกบัว เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    9 กรกฎาคม 2007
    โพสต์:
    1,696
    ค่าพลัง:
    +5,678
    สมัยก่อนผมกลัวเหมือน จขกท.นี่แหละครับ และตอนเด็กๆ ก็อยู่ชนบท มันก็เห็นง่าย จริงๆไม่ได้เห็นง่ายหรอกนะครับ แต่นิสัยเด็กจะซน และชอบซอกแซก หู ตา นี่จะสอดส่องก่อนเสมอ เวลาจะทำอะไรดึกๆ เพราะกลัวผี
    มองดูผีให้แน่ใจก่อนว่ามีหรือเปล่า ทุกซอกทุกมุม และมันก็มักไปเจอเสมอครับ
    ถ้าทำเป็นหลับหูหลับ ตาไม่รู้ไม่ชี้เหมือน ผู้ใหญ่สมัยนี้ คงจะไม่เจอ ถึงเจอคงไม่สนล่ะมั้งครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...