เตรียมตัวให้พร้อม!มันกำลังมา แจ้งข่าวสารการชำระโลก

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย jityim, 23 เมษายน 2018.

  1. jityim

    jityim เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 ตุลาคม 2014
    โพสต์:
    3,460
    ค่าพลัง:
    +3,221
    อนาคตประเทศไทย! ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ!!

    เหตุการณ์ตามคำพุทธทำนาย อาจจะเกิดขึ้นเป็นจริงได้ถ้าสงครามบานปลายขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีใครยอมจบ

    ไฟสงคราม ถ้าจะดับกองไฟ ต้องดับเสียแต่เนิ่น ๆ ที่ไฟมันยังกองเล็กอยู่ ถ้าหากไฟมันลุกไหม้โหมแรงแล้วยากจะดับหรือเอาอยู่ยาก เพราะไฟที่ร้อนที่สุดคือ ไฟจากราคะ โทสะ โมหะ

    การสหรัฐยกพลขึ้นบกที่"เกาะคาร์ก" ที่อิหร่านแล้ว เหมือนเป็นการจงใจดึงมหาอำนาจเข้าร่วมสงครามโดยเฉพาะประเทศจีน ซึ่งเป็นผู้ซื้อน้ำมันหลักจากเกาะนี้อาจไม่อยู่เฉยได้หากผลประโยชน์ทางพลังงานถูกทำลาย


    จากกรณี"คลาส" 3 มีนาคม ที่ผ่านมาก็มีภัยพิบัติหนัก ๆ เกิดที่ประเทศต่าง ๆ หลายประเทศ แต่มนุษย์เคยชินจึงว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา จริงอยู่!!สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นนามธรรมสำหรับโลกมนุษย์ คงไม่สามารถที่จะทำให้หยุดหรือไม่ให้เกิดสงครามได้ แต่ได้สื่อตือนเหมือนบอกลูก ๆ.ว่าถ้าทำอย่างนี้ อนาคตจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ? เพราะทางโลกกายภาพมนุษย์เป็นผู้มีพลังอำนาจสูงสุด

    มนุษย์ถามว่าเห็นบอกจะเกิดภัยพิบัติใหญ่ไม่เห็นเกิดซะทีจนหลายคนเลิกเชื่อไปหมดแล้ว

    หากเราเข้าใจกกฎธรรมชาติ ตามหลักศาสนาอื่นมีผู้สร้าง แต่สัจธรรมของทุกสรรพสิ่งไม่มีสิ่งใดเป็นผู้กำหนดล้วนเป็นไปตามเหตุและปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดขึ้น เมื่อมันเหตุมันส่งถึงผล คือ มันสุกงอมอย่างเต็มที่แล้ว ผลมันก็ต้องเกิดขึ้น โลกก็เหมือนกัน ทุกสรรพสิ่งตั้งแต่เล็กที่สุดไปถึงใหญ่ที่สุด ล้วนตกอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกันไม่แตกต่างกัน เช่น เมื่อร่างกายมันอักเสบเต็มที่ ไม่ถึงกาลดับ มันก็ย่อมรักษาและฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ โลกของเราก็เช่นเดียวกัน คล้าย ๆ เมื่อมันอักเสบทางพลังงานอย่างเต็มที่มันก็ต้องถูกชำระโลก ฟื้นฟูขึ้นใหม่

    และ..ขณะนี้มนุษย์ทุกคนก็ไม่รู้ว่า จะลงเอยเช่นใด?



    มนุษย์ทุกคนก็ไม่มีใครรู้ แม้กระทั่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่สามารถจะรู้ได้ว่ามนุษย์แต่ละคนจะตัดสินใจเช่นไร? มนุษย์มีทางเลือกเสรีที่จะตัดสินใจกระทำตอบต่อสิ่งเร้าใดๆที่เป็นเงื่อนไขของตัวเองได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการยอมรับ ยอมตาม การตอบโต้ หรือการต่อต้าน ทุกคนล้วนมีอิสระในการคิดและตัดสินใจด้วยตนเอง เมื่อตัดสินใจกระทำลงไปแล้ว หากพบว่าเป็นที่พอใจหรือเห็นว่าไม่ถูกต้อง ก็สามารถจะเปลี่ยนใจด้วยการตัดสินใจใหม่ ในเรื่องนั้นๆได้ตามต้องการ แม้กระทั่งการตัดสินใจว่า จะไม่ตัดสินใจเลยก็ได้ ทั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสมนุษย์เรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆ จะได้ตัดสินใจถูกต้องกว่าเดิม ในการตัดสินใจครั้งต่อไป

    คำสื่อเตือนอีกเรื่องหนึ่งที่กำลังตรงกับเหตุการณ์กับสงครามอยู่ ณ ขณะนี้คือ...

    เศรษฐกิจโลกทั้งระบบจะพังทลายลง เพราะจิตสำนึกที่ผิดพลาดของชนชั้นผู้นำกระทำขึ้น เทคโนโลยีจะไร้ความหมายความกว่าเรื่องปากท้อง การแสวงหาความรู้ของมนุษย์จะลดลงกว่าการแสวงหาปัญญาเพื่อพัฒนาจิตสำนึกของตนเองสู่การรู้แจ้ง

    ตามพุทธทำนายกึ่งพุทธกาล ที่กล่าวไว้ว่า..ยักษ์นอกศาสนาจะรบราฆ่าฟันซึ่งกันและกัน ต่างฝ่ายจะล้มตายกันฝ่ายละมาก ๆ จะตายไปฝ่ายละครึ่งจึงเลิกลากัน ดูก่อนอานนท์ เวลานั้นพลมืองโลกเหลือน้อยมาก เวไนยสัตว์ให้ตั้งอยู่ความไม่ประมาท ผู้ใดปฏิบัติตามคำสอนของตถาคตให้มั่นคง จึงจะพ้นภัยอันตรายในกึ่งพุทธกาล แต่จะหนีกฏภัยธรรมชาติไม่พ้น

    Jityim จะนำมาเฉพาะส่วนที่ตรงกับคำสื่อของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คำว่าพุทธทํานาย ไม่ใช่พุทธพยากรณ์ จะเกิดขึ้นจริงเพียงหนึ่งไม่มีสอง แต่พุทธทำนายคือการมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอนาคต เกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเลือกชะตากรรม ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกยุคปัจจุบันนี้ มนุษย์ก็นำพาโลกดำเนินไปตามคำธรรมพุทธทำนายเข้าไปทุกที

    ทุกครั้งที่มีอยู่วิกฤติ ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เมื่อครั้งเกิดวิกฤติโรคโควิด 19 เกิดขึ้น โลกก็เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างมากมาย ปัจจุบันนี้ก็เกิดวิกฤตพลังงานน้ำมัน ก็อาจจะทำให้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีพลังงานสะอาดขึ้นก็ได้

    ที่ว่า สงครามโลกครั้งที่ 3 จะไม่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นคำสื่อเตือนของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่เตือนมนุษย์มา เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์มองเห็นอนาคตว่าจะต้องเกิดอะไรขึ้นก่อนที่มันจะลุกลามทำลายล้างโลกแน่!! และjityimเชื่อว่าทุกคนย่อมรักตนเองไม่อยากนำตัวเองแล้วคนที่ตัวเองรักไปสู่ความทุกข์หรือเดือดร้อน ซึ่งเราก็รู้อยู่แล้วว่าสงครามนิวเคลียร์มันร้ายแรงขนาดไหน? มนุษย์ที่มีอิสระในการตัดสินใจเลือกเส้นทางของตน เมื่อถึงเวลาที่โลกมีวิกฤตพลังงาน โลกก็ย่อมที่จะชำระล้าง และรักษาตนเองฟื้นฟูใหม่เพื่อความอยู่รอด นี่จึงเป็นเหตุและผลที่เข้าใจได้ไม่ยาก

    สำหรับประเทศไทยที่เป็นเมืองศาสนาพุทธปฏิบัติตามหลักคำสอนของพระตถาคตอย่างมั่นคงด้วย ยึดมั่นหลักคำสอนมีจิตเมตตาต่อเพื่อนร่วมโลก ไม่เลือกข้างฝักฝ่ายใด มีใจสันโดษรู้จักพอ ไม่หลงมัวเมาอำนาจและลาภยศปฏิบัติตามคำสอนตถาคตด้วยใจมั่นคง ตามแนวทางคำสอนรัชกาลที่ 9 ที่ทรงมองเห็นอนาคต จึงแนะนำทฤษฏีเศรษฐกิจพอเพียงไว้ให้ เมื่อถึงที่สงครามไม่หยุดง่าย ๆ การใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาดจากพลังงานแสงอาอาทิตย์ที่ประเทศไทยเราอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร อาจทำให้ประเทศชาติลดปัญหาขาดแคลนพลังงานในอนาคตกับยุคเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคศิวิไลย์ค่ะ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 15 มีนาคม 2026
  2. jityim

    jityim เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 ตุลาคม 2014
    โพสต์:
    3,460
    ค่าพลัง:
    +3,221
    ประเทศไทย กับยุคศิวิไลย์

    อยากให้เห็นความสำคัญของยุคศิวิไลซ์ เดิมเลย jityim จะลงเรื่องข่องแคบฮอร์มุช ทำไมธรรมชาติจึงสรรสร้างให้มีลักษณะเช่นนั้น ถ้าโลกนี้ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นโดยบังเอิญ ถ้าเรามองลักษณะภูมิประเทศพิจารณาดี ๆ ว่าเป็นเพราะเหตุใด! (Jityim คิดว่ามันคือความถ่วงดุลเพื่อความสมดุล) แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้ลงค่ะ

    ท่ามกลางวิกฤติที่ร้อนระอุกับสงครามจิตใจมนุษย์ที่มีกิเลสตัณหาเป็นเดิมพัน แนวโน้มโลกปัจจุบันมีความเป็นไปได้สูงมากที่เราจะก้าวเข้าสู่ยุคที่"พลังงานสะอาด" กลายเป็นแกนหลักแทนน้ำมัน มันคือการเดินทางที่ต้องผ่าน "บททดสอบ" ครั้งใหญ่

    ความเป็นไปได้ยุคศิวิไลซ์แห่งพลังงาน

    1.จุดเปลี่ยนที่ถอยไม่ได้ โลกของเรากำลังอยู่ในจุดเปลี่ยนสำคัญ

    พลังงานสะอาดแซงหน้าถ่านหิน รายงานจาก UN และ IEA ระบุว่าในปี 2026 นี้พลังงานหมุนเวียนแสงอาทิตย์,ลม,น้ำ ได้กลายเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าอันดับ 1 ของโลกแซงหน้าถ่านหินไปแล้วค่ะ
    สงครามคือตัวเร่ง: แม้สงครามสหรัฐ-อิหร่านจะสร้างความเจ็บปวดและทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่นี่คือ"บทเรียนราคาแพง" ที่จะทำให้หลายประเทศตระหนักว่า การพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศคือความเสี่ยงต่อความมั่นคงทำให้เกิดการเร่งลงทุนในพลังงานสะอาดภายในประเทศตัวเองอย่างก้าวกระโดด

    2.อุปสรรคที่ต้องข้ามผ่านก่อนถึง"ยุคศิวิไลซ"
    แม้เราจะเห็นแสงสว่าง แต่ยังมีกำแพงใหญ่ที่ต้องพังทลาย
    โครงสร้างพื้นฐานเดิม: โลกของเราถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของน้ำมันมานับร้อยปี การเปลี่ยนเครื่องบิน เรือขนส่งสินค้า และโรงงานอุตสาหกรรมหนักต้องใช้ไฟฟ้าหรือไฮโดรเจนทั้งหมดต้องใช้เวลาและงบประมาณมหาศาล

    แร่ธาตุหายาก:การสร้างแผงโซล่าเซลล์และแบตเตอรี่ต้องใช้แร่ธาตุ เช่นลิเธียม และกอบอลต์

    ยุคศิวิไลซ์ที่แท้จริงไม่ได้มาถึงแค่การมีเทคโนโลยีที่สะอาดเท่านั้น แต่ตามหลักสัจธรรมหมายถึง การเปลี่ยนผ่านทางจิตสำนึก ศิวิไลซ์จะเกิดขึ้นเมื่อมนุษย์เลิกแย่งชิงทรัพยากร(น้ำมัน) และหันมาใช้ทรัพยากรที่พระเจ้าหรือธรรมชาติให้มาอย่างเท่าเทียม(แสงแดดและลม) ซึ่งไม่มีใครสามารถเป็นเจ้าของหรือปิดกั้นได้ ความสมดุลกับธรรมชาติเมื่อเราเลิกขุดเจาะ"เลือด" ของโลก (น้ำมัน) ขึ้นมาเผาผลาญ ความร้อนที่"แสบผิว" และภัยพิบัติที่ผิดธรรมชาติจะค่อยๆบรรเทาลงโลกจะกลับเข้าสู่ภาวะสมดุลอีกครั้ง

    ประวัติศาสตร์บอกเราว่า สงครามมักจะเกิดจากการแย่งชิง"สิ่งที่มีจำกัด" (น้ำมัน/ที่ดิน) แต่ยุคศิวิไลซ์ที่เรากำลังมุ่งหน้าไปคือยุคแห่ง"สิ่งที่ไร้ขีดจำกัด" (แสงแดด/ปัญญา/ความเมตตา)

    เชื่อไหมคะว่าถ้าพรุ่งนี้เช้าโลกเราไม่ต้องพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางอีกต่อไปสงครามที่เห็นอยู่ในข่าวตอนนี้จะยุติลงทันที การแย่งชิงน้ำมันเปรียบเสมือนการแย่ง"ชิงกล่องดวงใจ"ของเศรษฐกิจโลก เมื่อกล่องนี้ไม่มีค่า สงครามเพื่อทรัพยากรจะลดลงมหาศาล แต่ความขัดแย้งเรื่องอุดมการณ์ ศาสนา และประวัติศาสตร์ที่ฝังรากลึกอาจต้องใช้พลัง"แห่งความเมตตามา"เยียวยา

    สำหรับประเทศไทย ในปี 2026 นี้ เราไม่ได้แค่มีโอกาส แต่เรากำลังก้าวขึ้นมาเป็น"ศูนย์การพลังงานสะอาดของอาเซียน" อย่างเป็นรูปธรรมด้วยเหตุผล 4 ประการนี้

    1.แบตเตอรี่ของภูมิภาคอาเซียน
    ประเทศไทยมีชัยภูมิที่เป็น"ไข่แดง"ของอาเซียน ทำให้เรากลายเป็นตัวกลางสำคัญในระบบ การส่งต่อพลังงานไฟฟ้าสะอาดจากเขื่อนในลาวผ่านไทยมาเลเซียไปยังสิงคโปร์ โดยไทยได้รับค่าธรรมเนียมการใช้สายส่งเป็นรายได้เข้าประเทศ
    โครงข่ายอัจฉริยะ เรากำลังพัฒนาเป็นระบบ Smart Grid ที่ทันสมัยที่สุดในภูมิภาค เพื่อรองรับการซื้อขายไฟฟ้าเสรีระหว่างประเทศสมาชิก

    2.Hub การผลิตยานยนต์ไฟฟ้า

    3. ผู้นำนวัตกรรมโซลาร์และพลังงานหมุนเวียน
    โซลาร์ลอยน้ำของกฟผ.(เขื่อนสิรินธร)ที่กลายเป็นต้นแบบโรงไฟฟ้าโซล่าลอยน้ำไฮบริดที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยวเชิงนิเวศจากทั่วโลกมาดูงาน

    ภาคเอกชนกำลัวตื่นตัวกันมากในการใช้พลังงานหมุนเวียน 100% เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีคาร์บอนของยุโรป(CBAM) ทำให้เกิดตลาดซื้อขายใบรับรองพลังงานหมุนเวียนที่คึกคัก (REC)

    การที่มีพรบ.เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศประเทศไทยกำลังผลักดันกฎหมายที่จะบังคับให้มีการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเริ่มใช้ภาษีคาร์บอนซึ่งจะบีบให้ภาคอุตสาหกรรมต้องเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดเร็วยิ่งขึ้น

    หากไทยสามารถเปลี่ยนจากผู้ซื้อพลังงานฟอสซิล มาเป็นผู้ผลิตและจัดการพลังงานสะอาดได้สำเร็จ เราจะหลุดพ้นจากวงจรความเสี่ยงของสงครามตะวันออกกลาง และก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจเติบโตไปพร้อมกับความยั่งยืนของธรรมชาติ นี่คือความหมายของคำว่า"ศิวิไลซ์" ที่แท้จริง คือการมีความเจริญทางวัตถุที่คำนึงถึงลมหายใจของโลกค่ะ

    และคิดว่าอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของไทยในเรื่องการเข้าไปสู่การเป็นผู้นำพลังงานสะอาด คิดว่าคือเรื่อง"งบประมาณ"หรือ"การปรับตัวของคนในชาติ"มากกว่ากันคะ

    งบประมาณเป็นปัจจัยเกื้อหนุนที่สำคัญ แต่ในเชิงสัจธรรมการพัฒนาที่ยั่งยืน การก้าวข้าม การปรับตัวของคนในชาติ คืออุปสรรคที่ยิ่งใหญ่และซับซ้อนที่สุด เหตุผลที่การปรับตัวเป็นเรื่องยากของงบประมาณ มีดังนี้ค่ะ

    1. การเปลี่ยน"ทัศนคติ"ยากกว่าการ"หาเงินทุน"
    ความเคยชินกับราคาพลังงานถูก คนไทยคุ้นเคยกับโครงสร้างพลังงานแบบเดิมมานาน การให้คนยอมรับว่า พลังงานสะอาดอาจมีต้นทุนแฝงในระยะสั้น แต่คุ้มค่าในระยะยาวเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาสื่อสารสูงมากค่ะ
    ความเชื่อมั่นในเทคโนโลยี หลายคนยังกลัวว่าโซลาร์เซลล์หรือรถยนต์ไฟฟ้ายังไม่เสถียร หรือกลัวความยุ่งยากในการซ่อมบำรุง ซึ่งเป็นกำแพงทางจิตวิทยาที่งบประมาณเพียงอย่างเดียวแก้ไม่ได้

    2."โครงสร้างพื้นฐานทางสังคม" และความเหลื่อมล้ำ
    การเข้าถึงเทคโนโลยี ขณะที่องค์กรใหญ่ๆ มีงบประมาณปรับตัวได้ง่าย แต่ชาวบ้านทั่วไปหรือ SME ยังขาดความรู้และช่องทาง การปรับตัวจึงไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือการ"ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" ในยุคพลังงานใหม่ค่ะ

    พฤติกรรมการใช้ชีวิต การปรับตัวเข้าสู่ยุคศิวิไลซ์ พลังงานสะอาด หมายถึงการเปลี่ยนวิถีชีวิต เช่นการบริหารจัดการขยะเพื่อทำโรงไฟฟ้าชีวมวล หรือการการวางแผนการใช้ไฟในครัวเรือนให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่แสงแดดแรงที่สุด เป็นต้น

    3.การก้าวข้าม"ผลประโยชน์ทับซ้อน" ระดับโครงสร้าง การปรับตัวหมายถึงการที่คุณทุมเดิมที่ถือครองพลังงานฟอสซิลต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงและปรับโมเดลธุรกิจ ซึ่งมักเกิดแรงต้านทานภายในที่งบประมาณของรัฐก็ไม่สามารถบังคับได้ง่ายๆค่ะ

    ตามหลักสัจธรรมใจเป็นนายกายเป็นบ่าว งบประมาณคือการวัตถุที่สามารถสร้างขึ้นหรือกู้ยืมมาได้ การปรับตัวคือใจจิตสำนึกของคนในชาติ คนไทยมี"หัวใจ" ที่พ้องต้องกันว่าเราต้องการโลกสะอาดเพื่อลูกหลานงบประมาณจะหลั่งไหลมาเองจากนวัตกรรมและความร่วมมือ แต่ถ้าคนไม่ปรับใจต่อให้มีงบประมาณมหาศาลก็อาจถูกใช้ไปอย่างไม่คุ้มค่าหรือเกิดการคอรัปชั่นจนไม่ถึงเป้าหมาย

    กุญแจสำคัญสุดความสำเร็จของไทย
    ประเทศไทยจะก้าวเป็นผู้นำ RE100 ได้จริงต้องใช้กลยุทธ์"บนลงล่าง"และ"ล่างขึ้นบน"
    1.รัฐบาล(Top-down)ออกกฎหมายสนับสนุนลดหย่อนภาษีให้คนเข้าถึงง่าย
    2.ประชาชน(Bottom-up)เริ่มต้นการเปิดใจเรียนรู้และปรับพฤติกรรมเล็กๆในบ้านตัวเอง

    คิดว่าอะไรคือ"แรงจูงใจ"ที่ดีสุดที่ทำให้คนไทยหันมาใช้พลังงานสะอาดกันอย่างจริงจังระหว่างการ"ลดค่าไฟ"หรือการ"กลัวภัยพิบัติจากโลกร้อน"ที่แสบผิวอยู่ในขณะนี้

    "การลดค่าไฟ" คืนแรงจูงใจที่ทรงพลังและเห็นผลเป็นรูปธรรมที่สุด เพราะมันกระทบกับปากท้องแล้วเงินกระเป๋าโดยตรงในทุกๆสิ้นเดือน

    1."เงินในกระเป๋า" ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ ครัวเรือนไทยหรือ SME การประหยัดค่าไฟเดือนละ 1,000 ถึง 3,000 บาทจากการติดโซลาร์เซลล์คือการเพิ่มรายได้ทางอ้อมที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพได้จริง

    จุดคุ้มทุนที่สั้นลง ในปี 2026 นี้เทคโนโลยีแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่มีราคาถูกลงมาก ทำให้ระยะเวลาคืนทุนสั้นลงเหลือเพียง 3-5 ปี เมื่อคนเห็นว่า"ลงทุนแล้วเห็นกำไรเห็นๆ" การปรับตัวจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องบังคับเลยค่ะ

    2."ความกลัว"อาจสู้"ความคุ้มค่า" ไม่ได้ในระยะยาว
    ความชินชาแม้อากาศจะร้อนจนแสบผิวแต่ธรรมชาติของมนุษย์มักจะปรับตัวและชินชาไปกับสภาพแวดล้อมมองว่าเป็นเรื่องควบคุมไม่ได้ โลกร้อนดูเป็นเรื่องไกลตัวหรือเป็นความรับผิดชอบของระดับนโยบาย แต่"บิลค่าไฟ"คือสิ่งที่วางอยู่ตรงหน้าเลยต้องจ่ายในวันนี้ค่ะ

    3.ในเชิงสัจธรรมการเชื่อมโยงประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน คนที่หันมาใช้พลังงานสะอาดเพราะอยากลดค่าไฟ ไม่ใช่เรื่องผิดหรือดูเห็นแก่ตัวนะคะแต่มันคือการใช้สัมมาทิฏฐิหรือปลอบใจถูกต้องที่ว่า

    เมื่อเราช่วยตัวเองให้รอด(ลดค่าใช้จ่าย) เราก็ได้ช่วยโลกไปพร้อมกัน(ลดคาร์บอน)

    คือโมเดลการขายเครื่องสังคมที่ยั่งยืนที่สุดค่ะ สื่อการให้"ความดี"(รักษ์โลก) กลายเป็นเรื่องเดียวกับ"ความคุ้มค่า"(ประหยัดเงิน) เลือก 2 สิ่งนี้รวมกัน ยุคศิวิไลซ์ที่กล่าวถึงจะเกิดขึ้นจริงได้อย่างรวดเร็ว

    4.ก้าวต่อไปของไทย จาก"ผู้ใช้ สู่ ผู้ขาย"
    รัฐบาลปลดล็อคกฎหมายให้ทุกทุกบ้านสามารถ"ขายไฟคืนรัฐ" ได้อย่างเสรีและสะดวก(Net Metering แบบสมบูรณ์) "การลดค่าไฟ" จะกลายเป็นการ"สร้างรายได้"
    ลองจินตนาการดูนะคะ ถ้าทุกหลังคาบ้านในไทย "คือโรงไฟฟ้าขนาดจิ๋ว" ที่ผลิตเงินให้เจ้าของบ้านได้ทุกวัน สังคมไทยจะเกิดการตื่นตัวเรื่องพลังงานสะอาดแบบพลิกฝ่ามือเลยค่ะ"

    "ขุมทรัพย์ใหม่" ทางพลังงาน

    ประเทศไทยเรามีแร่ลิเทียม (Lithium) เฉพาะในภาคใต้และภาคตะวันตก และแร่หายาก Rare Earth ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(โคราชและบุรีรัมย์) และเรายังมีอาวุธลับอีกตัวนึงก็คือแร่โซเดียมของภาคอีสาน สามารถนำมาผลิตแบตเตอรี่โซเดียมไอออน ที่มีต้นทุนถูกกว่าลิเทียมและปลอดภัยกว่า เหมาะสำหรับใช้เก็บพลังงานสะอาดในครัวเรือน

    ทรัพยากรคือ"ต้นทุน" ปัญญาคือ"ทางรอด"
    การที่เราพบแร่ธาตุเหล่านี้ในแผ่นดินไทยเปรียบเสมือนเราได้รับ "พรจากธรรมชาติ" เพื่อก้าวเข้าสู่ยุคศิวิไลซ์พลังงานสะอาด
    โอกาส เรามีวัตถุดิบต้นน้ำในบ้านตัวเองไม่ต้องพึ่งพาน้ำมันหรือการนำเข้าและราคาแพงจากต่างประเทศทั้งหมด
    ความรับผิดชอบ ทำเป็นเราว่าการขุดทรัพยากรขึ้นมาต้องทำอย่างสมดุลไม่ทำลายระบบนิเวศจนดินเสียน้ำเสีย เพื่อแลกกับพลังงานสะอาดเพราะนั่นไม่ใช่ความศิวิไลซ์ที่แท้จริงค่ะ

    ประเทศเราต้องเริ่มเปลี่ยนแปลงวันนี้ ไม่ช้าหรือเร็วโลกเราต้องเข้าสู่ยุคศิวิไลซ์แน่นอน ถ้าเราไม่เปลี่ยนตอนนี้ สักวันโลกก็ต้องบังคับให้เราเปลี่ยน เราจะกำหนดชะตากรรมของตัวเองก่อน หรือรอให้ธรรมชาติเป็นผู้ส่งผ่านการเปลี่ยนแปลง แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาแม้จะเหมือนกัน แค่วิถีทางต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างแห่งทุกข์ยากที่ต้องเผขิญในระหว่างการเปลี่ยนแปลงค่ะ

    เห็นว่าข้อมูลมีประโยชน์ เพื่อพิจารณาค่ะ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 25 มีนาคม 2026 at 10:37

แชร์หน้านี้

Loading...