พระปิดตาหลวงพ่ออุตตมะ

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย Jumbo A, 17 สิงหาคม 2022.

  1. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,127
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1771677725375.jpg 1771677696988.jpg
    หลวงพ่อทวด เนื้อว่าน วัดช้างให้ จ.ปัตตานี รุ่นปลอดหนี้ รวย รวย รวย พ.ศ.2539

    หลวงปู่ทวดเนื้อว่าน วัดช้างให้ จ.ปัตตานี รุ่นปลอดหนี้ รวย รวย รวย ปี 2539 วัดช้างให้ จ.ปัตตานี

    มวลสารประกอบด้วย ดินกากยายักษ์ ผงว่าน 108 เกษรดอกไม้ และผงจากหลวงปู่ทวดรุ่น 1 ปี 2497 มาผสมรวมกัน

    จัดพิธีพุทธาภิเษก ปี 2539 มีคณาจารย์ผู้มีชื่อเสียงนั่งปรกปลุกเสก อาทิเช่น อาจารย์นอง วัดทรายขาว อาจารย์สวัสดิ์ (หวัด) วัดช้างให้ พ่อท่านฉิ้น วัดเมืองยะลา พ่อท่านแดง วัดบูรพาราม พ่อท่านสุก วัดตุยง ฯลฯ เมื่อเสร็จพิธีได้นำออกให้ประชาชนผู้มีจิตศรัทธาเช่าบูชา ต่างก็นำมาเล่าขานกันถึงประสบการณ์ต่างๆ มากมาย

    ประสบการณ์ในปีพ.ศ. 2551 ก็เกิดเหตุการณ์ขึ้นอีก เมื่อคนร้ายบุกเข้าชิ..งทรัพย์ในเขตท้องที่ สภ.บางกรวย จ.นนทบุรี เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุ จึงส่ง ส.ต.อ. สมคิด และเพื่อนไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ คนร้ายได้สวนทางกับ ส.ต.อ.สมคิด จึงได้ไล่ตามจับ คนร้ายเห็นว่าจวนตัวได้หันกลับมาย....ใส่ ส.ต.อ.สมคิด 6 น... แต่ย..ไม่ออก ส.ต.อ.จึงวิ่งเข้าชาร์จทันที คนร้ายได้ย...มาอีก 2 น... ถูกเข้าที่ข้อมือและเอว ส.ต.อ.สมคิดแต่กระสไม่ระคายผิว มีเพียงรอยแผลถลอกเลือdไหลซิบๆ เท่านั้น คนร้ายได้วิ่งหลบหนีไปจนมุมเจ้าหน้าที่ในที่สุด ค้นในตัวพบกระสน อีกกว่า 100 นั.. ส.ต.อ.สมคิด ได้โชว์พระให้ดู เป็นพระหลวงปู่ทวด รุ่น ปลอดหนี้ รวย รวย รวย ปี 2539

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    หลวงปู่ทวดปลอดหนี้พิมพ์เล็กซองเดิมจากวัด เนื้อว่าน องค์นี้มีคราบว่าน ผุดขึ้นในเนื้อองค์พระ

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260221_194851.jpg IMG_20260221_194926.jpg IMG_20260221_194945.jpg
     
  2. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,127
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1771750354096.jpg

    เหรียญพานแตกสมเด็จโต

    หลวงปู่โต๊ะ ได้กล่าวชมกับหลวงพ่อย้อยอีกว่า “ท่านเก่งน้อ

    เสกพานแตก

    งานปลุกเสกเหรียญสมเด็จพระพุฒาจารย์โตวัดไก่จ้นปี ๒๕๒๓

    ได้ยินเสียงเหมือนระเบิดตึ้งดังสนั่นโบสถ์เหมือนเสียงปืน ทุกสายตามองที่พานแก้วที่วางหน้าหลวงพ่อย้อย สำหรับวางหญ้าคาเพื่อพรมน้ำมนต์ ระเบิดออกแล้วไปรวมกองที่เดียวกันแบบน่าอัศจรรย์ที่ระเบิดแล้วไม่กระจายออกไปที่ไหนเลยรวมตัวกันเป็นกองกระจุกที่เดียว ภาพและเสียงนั้นทำให้ทุกคนในโบสถ์อยู่ในอาการที่นิ่งด้วยความประหลาดใจ แต่ในใจทุกคนทราบว่าต้องมีปาฏิหาริย์เกิดจากการปลุกเสกของหลวงพ่อย้อยแน่นอน

    วัดไก่จ้น
    ขอแนะนำเหรียญดี พิธีใหญ่ครับ เหรียญสมเด็จโต วัดไก่จ้น รุ่นพานแตกครับ
    ขอแนะนำเหรียญสมเด็จ(โต)ที่แกะบล็อคได้สวยที่สุดเท่าที่เคยพบมาตั้งแต่อดีตจวบปัจจุบันครับ เป็นเหรียญกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง3ซ.ม.ออกณ.วัดไก่จ้น อ.ท่าเรือจ.อยุธยา เหรียญนี้สร้างเมื่อปี2521เนื่องในงานปิดทองฝังลูกนิมิตรวัดไก่จ้น มีอายุการสร้าง30กว่าปีแล้วครับ
    ผมเล่นพระมา30ปีเศษ ไม่เคยเห็นเหรียญสมเด็จ(โต) ไม่ว่าจะออกที่ใดก็ตาม จะมีความงามเท่าเหรียญที่ออกวัดไก่จ้นปี21 ท่านลองพิจรณาจากภาพแล้วนึกดูว่าใช่หรือไม่? ยามหยิบเหรียญขึ้นมามองใบหน้าสมเด็จโตในเหรียญ รู้สึกให้ความสงบสุขอย่างประหลาด
    เหรียญสมเด็จโตวัดไก่จ้นปี21นี้ เป็นเหรียญดีมีประสบการณ์มาก แต่ไม่ค่อยมีใครรู้กันเพราะขาดแรงเชียร์....ผมจึงหยิบขึ้นมาแนะนำครับ
    --ข้อดีประการแรกคือเป็นเหรียญรูปพระอรหันต์แห่งกรุงรัตนโกสินธุ์
    --ข้อดีต่อมาเป็นเหรียญที่สร้างณ.วัดซึ่งเป็นถิ่นกำเหนิดของเจ้าประคุณสมเด็จเอง (สมเด็จพุทธาจารย์โตท่านถือกำเนิดที่ท่าน้ำวัดไก่จ้น อ.ท่าเรือ ท่านจึงมาสร้างพระนอนองค์ใหญ่สร้างวัดขึ้นที่ริมแม่น้ำป่าสัก ตรงข้ามวัดไก่จ้นซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนามพระพุทธไสยาสน์วัดสะตือครับ
    --เป็นเหรียญที่มีพิธีพุทธาภิเสกดี มีประวัติถูกบันทึกไว้เป็นที่แน่นอน เนื่องจากการเสด็จพระราชดำเนินของพระมหากษัตริย์ในงานครานั้นด้วย พระเกจิที่เข้มขลังในพุทธาคมที่ร่วมปลุกเสกเท่าที่ผมรู้จักและจำได้มี หลวงปู่โต็ะวัดประดู่ฉิมพลี หลวงปู่หน่ายวัดบ้านแจ้ง หลวงพ่อถิรวัดป่าเรไร หลวงพ่อสิมมาวัดบ้านหมอ หลวงพ่อย้อยวัดอัมพวัน หลวงพ่อบางวัดหนองพลับและอีกหลายองค์ หลังจากพุทธาภิเสกแล้วหลวงพ่อแพได้ปลุกเสกเดี่ยวอีกครั้งด้วย
    --อภินิหารเป็นที่ประจักษ์เริ่มตั้งแต่พิธีพุทธาภิเสกกันเลยทีเดียว คือในขณะที่พระผู้เรืองอาคมกำลังปลุกเสกกันอยู่นั้น พานแก้วหน้าหลวงพ่อย้อยวัดอัมพวันขยับลั่นแล้วลอยขึ้นระเบิดเปรี้ยงเสียงดังสนั่น เหลือเชื่อยิ่งกว่านั้นเศษแก้วที่ควรกระจายจากการระเบิดนั้น กลับร่วงลงมากองรวมอยู่ที่เดิมไม่ได้กระจายออกไปให้เป็นอันตรายแม้แต่ชิ้นเดียว อัศจรรย์ครั้งนั้นเป็นที่เล่าลือเล่าขานทราบกันดีทั่วอ.ท่าเรือ เหรียญรุ่นนี้ชาวท่าเรือจึงเรียกกันว่าเหรียญหลวงพ่อโตรุ่นพานแตก หลังจากเหรียญออกมาราว10ปี มีการไปลองย...ปรากฏว่านั..ที่1ไม่ออก นั..ที่2ไม่ออก คนที่ย..ก็เกิดป๊อดขึ้นมา(หลวงพ่อโตนั้นชาวท่าเรือนับถือกันมาก คนทำผิดปากแข็งให้สาบานอย่างอื่นเขาอาจจะยอมสาบานแต่ถ้าให้สาบานกับหลวงพ่อโต ไม่มีใครกล้าครับ)เมื่อคนที่ลองย..กดไปสองนั..ไม่ออกเกิดกลัวขึ้นมา บอกว่ากูไม่เอาแล้ว เพื่อนอีกคนก็ด่าว่า...ป๊อดไปได้ ว่าแล้วคว้าป..จากมือเพื่อนจ่อเข้าไปไกล้ๆเหรียญแล้วเหนี่ยวไก...ตูม!...ลำกล้องแตก กระดูกข้อมือแตก เมื่อข่าวนี้ถูกเล่าขานกันออกไป เหรียญรุ่นนี้ก็ถูกเรียกว่าเหรียญรุ่นป..แตกมาตั้งแต่ราวปี30กว่าๆเป็นตั้นมา เมื่อมาถึงราวปี50 หลวงพ่อย้อยวัดพวันสระบุรีซึ่งปลุกเสกเหรียญรุ่นนี้จนพานแก้วแตกระเบิด เริ่มโด่งดังขึ้นมามากพระเครื่องของท่านราคาขยับขึ้นมากและเป็นที่ต้องการของนักสะสม ก็เป็นเหตุให้เหรียญหลวงพ่อโตวัดไก่จ้นนี้มีผู้หันกลับมาเรียกว่าเหรียญรุ่น"พานแตก"เหมือนเดิมอีก
    ---ดีอีกประการคือมีขนาดพอเหมาะและความสวยงามเป็นเลิศ

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    เหรียญสมเด็จโตพิมพ์เล็กกะไหล่ทองรุ่นพานแตก
    สภาพพอสวย ไม่สึก แต่ มีคราบสนิมเขียว พระเก่า มากประสบการณ์ ในงบประมาณที่คุณสัมผัสได้

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260222_155751.jpg IMG_20260222_155822.jpg
     
  3. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,127
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1771751519562.jpg FB_IMG_1771751522622.jpg

    เหรียญพระไตรยภพ บรมโพธิสัตว์เจ้า มารสยบ พ.ศ.๒๕๒๘ สร้างและปลุกเสกโดยอาจารย์บุญเพ็ญ แขวัฒนะ ฆราวาสผู้ทรงคุณอันวิเศษ เหรียญรุ่นนี้เน้นไปทางด้านปราบทุกข์เข็ญ ปราบศัตรูผู้คิดร้าย เป็นไปตามชื่อรุ่น “มารสยบ”

    อาจารย์บุญเพ็ญ แขวัฒนะ เกิดเมื่อ ๑๔ มิถุนายน ๒๔๗๗ ที่อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ครับ ท่านเป็นบุตรแฝดคนสุดท้องของคุณพ่อสิน-คุณแม่แดง แขวัฒนะ
    อาจารย์บุญเพ็ญ เริ่มรับราชการที่กรมตำรวจเมื่อ ๓ มกราคม ๒๕๐๔ ตำแหน่งสุดท้ายได้รับพระราชทานยศเป็น พ.ต.อ.(พิเศษ) ตำแหน่ง รอง ผบก.(กอ.รมน.) กพ. ทำหน้าที่นายตำรวจปฏิบัติราชการพิเศษ กอ.รมน. ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๑๐ - ๒๕๑๑ ท่านได้เริ่มบุกเบิกสำนักพุทธศาสตร์โลกและธรรม ที่บ้านลาดหญ้า ฝั่งธนบุรี โดยท่านได้รักษาคนเจ็บไข้และทุกข์ร้อนสัปดาห์ละ ๓ ครั้ง ยกเว้นวันพระ
    ในปี ๒๕๑๙ ท่านได้ปิดสำนัก และมาเปิดใหม่ที่ลาดพร้าวและที่บ้านถนนวิภาวดีรังสิต

    ลูกศิษย์รุ่นเก่า (ไม่ประสงค์ออกนาม) ได้เล่าให้ผมฟังว่า นอกจากอาจารย์บุญเพ็ญจะรักษาโรคให้หายได้อย่างอัศจรรย์ใจแล้ว ท่านยังสามารถติดต่อและทำพิธีเชิญเจ้ากรรมนายเวร ให้เข้ามารับการขอขมาและขออโหสิกรรมในอดีตกาลได้อีกด้วย แกว่ามีลูกศิษย์ของอาจารย์บุญเพ็ญหลายท่านที่ประสบความสำเร็จในชีวิตด้วยพิธีกรรมดังกล่าวข้างต้น แกว่าบางคนได้เป็นใหญ่เป็นโตในประเทศ เอ่ยชื่อไปรับรองต้องร้องเสียงหลง และแม้กระทั่ง มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมท ก็ยังให้ความเคารพนับถือในตัวของท่าน

    อาจารย์บุญเพ็ญถึงแก่กรรมเมื่อ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๓๒ ณ โรงพยาบาลสมิติเวช สิริรวมอายุได้ ๕๕ ปี ตรงตามที่ท่านเคยบอกกับกลุ่มลูกศิษย์ของท่านเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๘ ว่าท่านจะไปเมื่ออายุ ๕๕ ปี

    ในส่วนวัตถุมงคลของสำนักพุทธศาสตร์โลกและธรรมนั้น ต้องบอกว่าทุกครั้งที่สร้างจะมีการกำหนดและมีการประกอบพิธีกรรมที่ลึกล้ำและยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นเรื่ององค์ความรู้ที่ดูและเห็นด้วยตา อย่างการกำหนดฤกษ์ (ตามภาพประกอบ) หรือจะเป็นเรื่องเหนือโลก อย่างการเปิดตาที่สามเพื่อติดต่อหรืออัญเชิญ ล้วนมีส่วนส่งเสริมให้พุทธคุณของเหรียญแต่ละรุ่นโดดเด่นและแตกต่างกันอย่างชัดเจน ประมาณว่าเลือกแขวน เลือกใช้ได้ตามสถานการณ์เลยครับ

    ปัจจุบัน “เหรียญองค์ประธานแห่งไตรภพ ปี ๒๕๑๓” ซึ่งเป็นเหรียญรุ่นแรกของสำนักพุทธศาสตร์โลกและธรรม ถูกจัดเป็นของหายากและได้รับความนิยมค่อนข้างสูงมากครับ

    เหรียญมารสยบ ถ้ำพระโพธิสัตว์
    หนึ่งในตำนานฆราวาส
    อาจารย์ พันตำรวจเอก( พิเศษ)
    บุญเพ็ญ แขวัฒนา
    สื่อญาณ พระพรหม ช่วยเหลือ คนมานักต่อนัก
    พระพรหม มา แล้ว เสด็จมา ยก หนุน ดวงชะตาไม่ให้ตกต่ำ ดวงดีแล้วจะ ร่ำรวย ดวงชะตาโดดเด่น เกิด ตบะเดชะ มหาอำนาจ บารมี พ้นปัญหาอุปสรรค มากีดกั้นขัดขวาง
    โบราณว่า “ คนลิขิต ไม่เท่าฟ้าลิขิต ” พลังฟ้าประทาน อยู่ในองค์ พระพรหม อมตมหาเทพ...องค์นี้ พระพรหม โบราณย้ำ นักหนาว่า ใครใช้ จะได้พรอันประเสริฐ ลิขิตดวงชะตา ลิขิตอำนาจ วาสนา พาไปเจอแต่สิ่งดีๆ
    พระพรหม...เอาไว้เสริมดวง เสริมหน้าที่ การงาน เอาไว้กันไว้แก้ดวงตก ไว้ยกดวงแตก ดวงไม่ดี ดวงชง ทำมาหากินไม่เจริญก้าวหน้า
    เหรียญพระพรหม นี้ ที่ อ.บุญเพ็ญ แขวัฒนา ทำพิธี อัญเชิญมา เพื่อสงเคราะห์ ดวงชะตา ยก หนุน ค้ำจุน ดวงชะตาให้ ดีเลิศประเสริฐศรี เมื่อดวงดีแล้ว ทำอะไรก็สำเร็จ จับอะไรก็สมหวัง มีแต่ เกิด สิริมงคล เพิ่มทรัพย์สมบัติ ยศ อำนาจ
    พระพรหม จะช่วย ตัดกรรมหนักที่มาลิดรอนให้ลดทอนอำนาจลงไปก่อน ให้ผู้บูชา ได้ทำบุญ ทำกุศลก่อน ได้เสวยผลแห่งบุญ ทานที่ทำไว้ก่อน เมื่อกรรมไม่มารอน ได้เสวยบุญทาน ที่ทำที่สร้าง ย่อมเป็นมานะให้ สร้างบุญดี กรรมดี ต่อไป กรรมเก่าที่จะมา ก็ไม่มีทางจะซ้ำ ไม่มีช่องจะโผล่ให้ผล
    แต่พระพรหม จะช่วยยก
    ดวงศิษย์ที่แตก ที่ตก ให้ขึ้นมาอยู่เหนือคนอื่นดุจยืนอยู่บนแผ่นดินที่ทับถม สูงกว่าเขา
    ท้าวมหาพรหมธาดาวิมเหศวร ท่าน
    อ.บุญเพ็ญ แขวัฒนา ชุด พระพรหม , สยบมาร สำเร็จ สมปรารถนา ท่าน อ.บุญเพ็ญ แขวัฒนา ฆราวาสสายเทพ สำเร็จวิชาพรหมศาสตร์ รักษาโรค รู้กรรม คลายทุกข์ อาจารย์ของ เหล่า ไฮโซ นักการเมือง คนดัง สมัยนั้น ขลังจริงไม่อิงนิยาย
    พันตำรวจเอก (พิเศษ) บุญเพ็ญ แขวัฒนะ
    ผู้เพ่งเสียงค่ำครวญ จากสรรพสัตว์
    สำนักพุทธศาสตร์โลกและธรรม
    (ตอนที่ ๑)
    อาจารย์บุญเพ็ญ แขวัฒนะ
    เป็นอาจารย์ฆราวาส
    ร่วมยุคสมัยเดียว กับ อาจารย์ชุม ไชยคีรี,
    อาจารย์ทองแถม ศาสตระรุจิ ฯลฯ
    สมัยที่อาจารย์ยังมีชีวิต ท่านได้รับคำยกย่องและความเชื่อถือในเรื่องของ
    คุณธรรมและ ความมหัศจรรย์ทางจิต
    ในส่วนคำสอน อาจารย์บุญเพ็ญได้เน้นปฏิบัติจนตกผลึกออกมาเป็นบทความทางศาสนาหลายต่อหลายเรื่อง อย่างเช่น การปฏิบัติอานาปานสติสมาธิ,คุณค่าชองสติ ฯลฯ
    ในด้านความมหัศจรรย์ของจิต ท่านสามารถรักษาโรค,รักษาคุณไสย ร่วมไปถึงการหยั่งรู้อดีต อนาคต ความเป็นไปต่างๆ ตลอดจนการเปิดตาทิพย์หรือตาที่สามให้กับสานุศิษย์ผู้นับถือใช้ติดต่อกับวิญญาณไปจนถึงพวกเทพพวกพรหมครับ
    เรื่องราวความสามารถเฉพาะตัวของ
    อาจารย์บุญเพ็ญ ข้างต้น ทำให้มีผู้คนมากมายต่างตรงเข้าไปปฏิบัติธรรม และขอความช่วยเหลือจากท่านครับ
    พลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช (ยศในสมัยนั้น) ได้เขียนบันทึกเรื่องราวของตัว ท่านกับ
    อาจารย์บุญเพ็ญ
    ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมว่า
    บทความของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ อันนี้ถือเป็นการบอกเล่าตัวตนของอาจารย์บุญเพ็ญ
    และบริบทในสมัยนั้นได้ดีมาก
    บทความนี้อาจจะยาว แต่เชื่อเถอะครับ ว่าประโยชน์มีกับท่านที่สนใจแน่นอน
    เรื่องมีอยู่ว่า
    ผม (ม.ร.ว.คึกฤทธิ์) ได้รู้จักกับ
    อาจารย์บุญเพ็ญมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว
    นับตั้งแต่วันที่รู้จักก็ได้มีความเคารพนับถือรักใคร่ในตัวอาจารย์บุญเพ็ญ ตลอดมา
    มีคนอีกเป็นจำนวนมากที่เขาเคารพนับถืออาจารย์บุญเพ็ญ เอามากๆ เพราะเขาเห็นว่า
    "อาจารย์บุญเพ็ญเป็นผู้วิเศษสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ แสดงอิทธิ ปาฏิหาริย์ต่างๆ อีกได้มาก"
    คนที่นับถืออาจารย์บุญเพ็ญ เช่นนี้มิใช่เพียงคนสองคน แต่จะมีเป็นจำนวนร้อยหรือพันอย่างไร
    ผมก็คะเนไม่ถูก ทราบได้แต่ว่ามากเหลือเกิน
    คนที่นับถืออาจารย์บุญเพ็ญ
    ในแบบนี้ เวลาพบกับอาจารย์บุญเพ็ญ
    ก็มักจะลงหมอบกราบ และหมอบคลานเหมือน
    อยู่กับพระภิกษุผู้เป็นพระอาจารย์
    หรือต่อหน้าเจ้านายที่เขาเคารพนับถือ
    ผมเอง (ม.ร.ว.คึกฤทธิ์) รู้จักอาจารย์บุญเพ็ญ
    ด้วยเหตุที่ธรรมดาสามัญ ไม่เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บ หรือมิได้ตั้งใจที่จะไปขอให้
    อาจารย์บุญเพ็ญแสดงอิทธิ ปาฏิหาริย์เพื่อรักษาโรคให้ผม หรือเพื่อเหตุอื่นใดก็ดีแต่อย่างใดทั้งสิ้น เป็นการพบปะระหว่างคนสองคนที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อกัน มีความหวังดีเจตนาดีต่อกันเป็นอย่างยิ่ง
    คึกฤทธิ์ ปราโมทย์
    ของมงคลคู่คนมีบุญ

    ....
    ....

    ศิษย์กวง
    26 ธันวาคม 2019 ·
    พันตำรวจเอก (พิเศษ) บุญเพ็ญ แขวัฒนะ
    สำนักพุทธศาสตร์โลกและธรรม
    (ตอนจบ-ผู้เพ่งเสียงคร่ำครวญมวลสรรพสัตว์)
    ต่อหน้าลูกศิษย์และคนที่นับถืออีกเป็นจำนวนมากมายหลายร้อยคนนั้น อาจารย์บุญเพ็ญจะแสดงตัวหรือแสดงกิริยาท่าทางอย่างไรผมไม่ทราบ เพราะไม่เคยเห็น
    เรื่องด้วยวันที่อาจารย์บุญเพ็ญกำหนดให้มีคนเข้าไปหาเพื่อแก้โรคหรือทุกข์ร้อนให้ได้นั้นเป็นวันที่ผมไม่เคยไปพบกับอาจารย์บุญเพ็ญสักครั้ง ผมไปพบแต่เมื่ออาจารย์บุญเพ็ญว่างการงานในทางนี้ได้อยู่อย่างสบายใจ จึงจะไปคุยกันด้วยความสบายใจทั้งสองฝ่าย
    สิ่งที่ผมรักและนับถืออาจารย์บุญเพ็ญมากก็คือความบริสุทธิ์ในวาจาและความคิดเห็น อาจารย์บุญเพ็ญเป็นคนง่ายไม่มีเรื่องลึกลับซับซ้อนอะไรทั้งสิ้น จะพูดจากับอาจารย์บุญเพ็ญไม่ต้องระแวงว่าอาจารย์บุญเพ็ญจะโกหกหรือมีความหมายอย่างอื่นใดเกินไปกว่าที่พูด และก็สบายใจอีกอย่างหนึ่งที่ตัวผมเองไม่ต้องแม้แต่คิดว่า จะต้องโกหกอาจารย์บุญเพ็ญด้วยเรื่องใดๆ เป็นอันว่าพบกันครั้งใดคุยกันครั้งใด ก็คุยกันด้วยความบริสุทธิ์ผุดผ่องในใจทั้งสองฝ่าย
    คนที่มีฤทธิ์อำนาจมาก มีคนนับถือมากมายอย่างอาจารย์บุญเพ็ญนั้น ท่าทางกิริยาก็จะต้องเปลี่ยนไปบ้างให้ผิดจากคนธรรมดาหรือไม่เหมือนธรรมดา แต่อาการเช่นนี้ไม่มีในตัวอาจารย์บุญเพ็ญเลย
    อาจารย์บุญเพ็ญเป็นคนที่มีการศึกษาแผนปัจจุบัน เพราะเคยไปร่ำเรียนอยู่ที่ประเทศออสเตรเลียถึงสิบปี เวลาจะพูดอะไรกับผม อาจารย์บุญเพ็ญก็เป็นคนอย่างนั้นมิได้มีสิ่งอื่นเข้ามาแทรกแซงทำให้ผิดปกติไป ที่สำคัญก็คือเวลาผมไปคุยกับอาจารย์บุญเพ็ญนั้น ผมสามารถที่จะพูดจาได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องปิดบังเคลือบแฝงหรือเสแสร้งทำให้ตัวผมเองกลายเป็นคนอื่นไป
    ด้วยเหตุนี้ผม (ม.ร.ว.คึกฤทธิ์) จึงมีแต่ความสบายใจทุกครั้งที่ได้พบกับอาจารย์บุญเพ็ญ
    พลตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช✍️
    อาจารย์บุญเพ็ญ เกิดเมื่อ ๑๔ มิถุนายน ๒๔๗๗ ที่อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ครับ ท่านเป็นบุตรแฝดคนสุดท้องของคุณพ่อสิน-คุณแม่แดง แขวัฒนะ
    อาจารย์บุญเพ็ญ เริ่มรับราชการที่กรมตำรวจเมื่อ ๓ มกราคม ๒๕๐๔ ตำแหน่งสุดท้ายได้รับพระราชทานยศเป็น พ.ต.อ.(พิเศษ) ตำแหน่ง รอง ผบก.(กอ.รมน.) กพ. ทำหน้าที่นายตำรวจปฏิบัติราชการพิเศษ กอ.รมน.
    ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๑๐ - ๒๕๑๑ ท่านได้เริ่มบุกเบิกสำนักพุทธศาสตร์โลกและธรรม ที่บ้านลาดหญ้า ฝั่งธนบุรี โดยท่านได้รักษาคนเจ็บไข้และทุกข์ร้อนสัปดาห์ละ ๓ ครั้ง ยกเว้นวันพระ
    ในปี ๒๕๑๙ ท่านได้ปิดสำนักและมาเปิดใหม่ที่ลาดพร้าวและที่บ้านถนนวิภาวดีรังสิต
    ลูกศิษย์รุ่นเก่า (ไม่ประสงค์ออกนาม) ได้เล่าให้ผมฟังว่า นอกจากอาจารย์บุญเพ็ญจะรักษาโรคให้หายได้อย่างอัศจรรย์ใจแล้ว ท่านยังสามารถติดต่อและทำพิธีเชิญเจ้ากรรมนายเวร ให้เข้ามารับการขอขมาและขออโหสิกรรมในอดีตกาลได้อีกด้วย
    แกว่ามีลูกศิษย์ของอาจารย์บุญเพ็ญหลายท่านที่ประสบความสำเร็จในชีวิตด้วยพิธีกรรมดังกล่าวข้างต้น แกว่าบางคนได้เป็นใหญ่เป็นโตในประเทศ เอ่ยชื่อไปรับรองต้องร้องเสียงหลง
    อาจารย์บุญเพ็ญถึงแก่กรรมเมื่อ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๓๒ ณ โรงพยา
    บาลสมิติเวช สิริรวมอายุได้ ๕๕ ปี ตรงตามที่ท่านเคยบอกกับกลุ่มลูกศิษย์ของท่านเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๘ ว่าท่านจะไปเมื่ออายุ ๕๕ ปี
    ในส่วนวัตถุมงคลของสำนักพุทธศาสตร์โลกและธรรมนั้น ต้องบอกว่าทุกครั้งที่สร้างจะมีการกำหนดและมีการประกอบพิธีกรรมที่ลึกล้ำและยอดเยี่ยม
    ไม่ว่าจะเป็นเรื่ององค์ความรู้ที่ดูและเห็นด้วยตา อย่างการกำหนดฤกษ์ (ตามภาพประกอบ) หรือจะเป็นเรื่องเหนือโลก อย่างการเปิดตาที่สามเพื่อติดต่อหรืออัญเชิญ ล้วนมีส่วนส่งเสริมให้พุทธคุณของเหรียญแต่ละรุ่นโดดเด่นและแตกต่างกันอย่างชัดเจน ประมาณว่าเลือกแขวน เลือกใช้ได้ตามสถานการณ์เลยครับ
    ปัจจุบัน “เหรียญองค์ประธานแห่งไตรภพ ปี ๒๕๑๓” (ตามภาพประกอบ) ซึ่งเป็นเหรียญรุ่นแรกของสำนักพุทธศาสตร์โลกและธรรม ถูกจัดและได้รับความนิยมค่อนข้างสูง
    ผมถามคุณลุงคู่สนทนาว่า “คิดถึงท่านอาจารย์ไหม” แกว่าคิดถึง ทุกวันนี้ยามว่างไม่มีคนกวนใจแกก็จะนึกทบทวนธรรมะที่อาจารย์บุญเพ็ญได้เคยสอน
    แกว่านำมาไตร่ตรองแล้วใช้ประโยชน์ได้ทั้งในทางโลกและทางธรรมจริงๆ เช่น
    “การปฏิบัติธรรมอันสมควรแก่ธรรมนั้น ต้องศึกษาในสัจธรรมอันถูกต้อง คือเชื่อในพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าและต้องนำมาปฏิบัติด้วย
    ถ้าไม่ยอมปฏิบัติ คิดนอกลู่นอกทาง เชื่อในทรงเจ้าเข้าผี การนับถือแบบนั้น เรียกว่านับถือแต่ปาก ใจไม่ได้นับถืออะไรเลย”

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของระบบความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20260222_160915.jpg IMG_20260222_160938.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 24 กุมภาพันธ์ 2026 at 20:47
  4. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,127
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1771751887608.jpg FB_IMG_1771751891750.jpg FB_IMG_1771751884134.jpg
    เหรียญพระปิดตาพิมพ์ดอกพิกุลบัวแปดกลีบ หลวงปู่ทองดำ วัดถ้ำตะเพียนทอง
    พิมพ์เล็ก

    วัตถุมงคล รุ่น 3 วัดถ้ำตะเพียนทอง จัดสร้าง พ.ศ.๒๕๒๓
    พิธีพุทธาภิเษกที่อุโบสถวัดเวฬุราชิน เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ.๒๕๒๒ โดย สุดยอดเกจิแห่งยุค
    รายนามพระคณาจารย์ นั่งปรกในพิธี จำนวน 24 รูป มีดังนี้
    หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี กทม
    หลวงปู่เส่ง วัดกัลยาณมิตร กทม
    ครูบากองแก้ว วัดต้นยางหลวง เชียงใหม่
    หลวงพ่อญาณ วัดไม้เรียง นครศรีธรรมราช
    หลวงปู่สาม วัดไตรวิเวก สุรินทร์
    หลวงพ่อผิว วัดสง่างาม ปราจีนบุรี
    หลวงพ่อสนิท วัดลำบัวลอย นครนายก
    หลวงพ่อสมชาย วัดเขาสุกิม จันทบุรี
    หลวงพ่อพริ้ง วัดโบสถ์โก่งธนู ลพบุรี
    หลวงพ่อกลั่น วัดอินทราวาส อ่างทอง
    หลวงปู่วัน วัดสิทธาราม อ่างทอง
    หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง สิงห์บุรี
    หลวงพ่อถิร วัดป่าเลย์ไลยก์ สุพรรณบุรี
    หลวงพ่ออุตมะ วัดวังก์วิเวการาม กาญจนบุรี
    หลวงพ่อไห วัดบางทะลุ เพชรบุรี
    หลวงพ่อสุด วัดกาหลง สมุทรสาคร
    หลวงพ่อทองอยู่ วัดใหม่หนองพะอง สมุทรสาคร
    หลวงพ่อไพฑูรย์ วัดโพธิ์นิมิต กทม
    พระอาจารย์สมบัติ วัดทองศาลางาม กทม
    หลวงพ่อไวย์ วัดบรมวงศ์ อยุธยา
    หลวงพ่อเปลื้อง วัดใหญ่ชัยมงคล อยุธยา
    หลวงพ่อผา วัดอุดมธานี นครนายก
    หลวงพ่อทองสุข วัดสะพานสูง นนทบุรี
    หลวงพ่อทองดำ สำนักสงฆ์ถ้ำตะเพียนทอง ในสมัยนั้นยังเป็นสำนักสงฆ์อยู่

    ........หลวงพ่อทองดำ วัดถ้ำตะเพียนทอง พระเถราจารย์แห่งทุ่งทานตะวัน พระ ปิดตารุ่นแรก ปางปาฏิหาริย์ หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ปลุกเสก เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2522

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    ..............

    หลวงพ่อทองดำ ท่านมีความเชี่ยวชาญวิทยาคมเป็นที่เลื่องลือไปทั่วสารทิศ จนได้รับการยกย่องว่าเป็นพระเกจิอาจารย์ระดับแนวหน้าแห่งภาคกลางและเมืองไทย
    หลวงพ่อทองดำ บำเพ็ญเพียรตั้งมั่นอยู่ในสมณธรรมอย่างเคร่งครัด มีวัตรปฏิบัติเรียบง่าย ปฏิปทางดงาม เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของผู้ได้พบเห็น ปัจจุบัน สิริอายุ 87 พรรษา 65
    ท่านมีนามเดิมว่า ทองดำ ปุยอบ เกิดเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2477 ที่บ้านปรางค์กู่ อ.ปรางค์กู่ จ.ศรีสะเกษ โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายศิลาและนางนวล ปุยอบ มีพี่น้องด้วยกัน 4 คน ครอบครัวประกอบอาชีพทำนา
    ช่วงวัยเยาว์ ได้เข้าเรียนหนังสือที่วัดบ้านปราสาท เรียนจบชั้นประถมที่ 4 หลังจากนั้นออกมาช่วยพ่อแม่ประกอบอาชีพทำนา เลี้ยงวัวเลี้ยงควาย หาปลาในช่วงฤดูฝน ช่วงหน้าแล้งบางคราวก็ไปรับจ้างทำงานยังต่างถิ่น
    ครั้นมีอายุครบ 22 ปีบริบูรณ์ ได้เข้าพิธีอุปสมบทที่วัดสมอ อ.ปรางค์กู่ จ.ศรีสะเกษ โดยมีพระครูวิรุฬหธรรมกิจ เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอาจารย์เง้า เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์โพธิ์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์
    หลังอุปสมบท ได้ศึกษาในพระปริยัติธรรมอย่างมุ่งมั่น สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรีและโท ก่อนหันไปศึกษาวิทยาคมกับหลวงพ่อมุม อินทปัญโญ วัดปราสาทเยอร์เหนือ
    ในช่วงแรก หลวงพ่อมุมไม่ค่อยสอนวิชาอาคมให้นัก เพราะต้องการดูอุปนิสัยศิษย์ว่าจะเป็นอย่างไร ตอนหลังหลวงพ่อมุมก็เมตตาสอนให้ และอยู่ศึกษาปฏิบัติอยู่กับท่านเป็นเวลาแรมปี
    ต่อมา ท่านได้ไปเรียนวิชากับพระอาจารย์ทองสุข วัดบ้านเพชร ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่แก่กล้าวิทยาคมอย่างมาก ทั้งยังเป็นพระอาจารย์สักยันต์ที่เลื่องลือยิ่งรูปหนึ่ง นอกจากนี้ พระอาจารย์ทองสุขได้มอบตำราไว้ให้ และยังสอนด้านการนั่งวิปัสสนากัมมัฏฐานอีกด้วย
    ท่านได้ไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปราสาทจันโง ปกครองอยู่เกือบ 12 ปี หลังจากพัฒนาสร้างวัดจนสำเร็จมั่นคงดีแล้ว ท่านก็เดินธุดงค์ไป จ.อุบลราชธานี และได้ไปพบกับพระอาจารย์โฮม พระอาจารย์ปฏิบัติรูปหนึ่งที่เก่งมาก ท่านฝากตัวเป็นศิษย์เรียนวิชากับพระอาจารย์โฮมที่บนเขา ท่านสอนให้เดินจงกรม นั่งปฏิบัติภาวนาและสวดมนต์ต่างๆ
    ท่านได้อยู่เป็นเวลา 1 พรรษา ก่อนลากลับ พระอาจารย์โฮม ได้มอบตำราพระธรรมเก้าโกฏิ ตำรานี้มีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก ท่านได้นำมาอ่านท่องจนจำขึ้นใจได้ทุกหน้า
    หลวงพ่อทองดำได้เดินธุดงค์จาก จ.อุบลราชธานี มาแถบอีสานผ่านหลายจังหวัด ตัดผ่านมาถึงนครราชสีมา ครั้งหนึ่ง ต้องเดินทางผ่านดงพญาเย็น แต่เดิมมีชื่อว่าดงพญาไฟ สถานที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายมากมาย ทั้งมีเสือโจรผู้ร้ายชุกชุมคอยดักจี้ปล้นเอาทรัพย์ ผีสางนางไม้ก็ดุร้าย ทั้งไข้ป่าก็ชุกชุมด้วยเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย ที่ราบลุ่มและภูเขาใหญ่น้อย แต่ท่านสามารถผ่านไปได้โดยสวัสดิภาพ กระทั่งมาถึง จ.สระบุรี และ จ.ลพบุรี ท่านมาปักกลดอยู่ที่หน้าถ้ำพระนารายณ์เขาวง แต่แรกก็ไม่มีชาวบ้านให้ความสนใจ ท่านก็ปฏิบัติภาวนาของท่านตามปกติ
    อยู่มาวันหนึ่งมีชาวบ้านนำภัตตาหารมาถวาย รวมทั้งมีชาวบ้านคนหนึ่ง ฐานะยากจน มาคอยอุปัฏฐากดูแลความเป็นอยู่ของท่านต่างๆ นานา หลวงพ่อทองดำ ได้เป่าลงกระหม่อมและมอบตะกรุดโทนไปดอกหนึ่ง ปรากฏว่าชาวบ้านคนดังกล่าวประสบเหตุถูกคนทำร้าย แต่ไม่ได้รับอันตรายแต่อย่างใด ทำให้มีชาวบ้านมาหาท่านกันหลายคน เพื่อขอตะกรุด
    พ.ศ.2512 เครือญาติของนางพิสมัย แซ่บาง เห็นวัตรปฏิบัติของท่านเมื่อครั้งที่ยังอยู่บริเวณหน้าถ้ำพระนารายณ์เขาวง จ.ลพบุรี เกิดความเลื่อมใสศรัทธา จึงนิมนต์หลวงพ่อทองดำให้มาอยู่ ด้วยสถานที่ดังกล่าวมีความเงียบสงบเหมาะสำหรับการเจริญภาวนากัมมัฏฐานอย่างยิ่ง
    เมื่อท่านเดินทางไปอยู่บริเวณดังกล่าว คณะชาวบ้านและเครือญาติของนางพิสมัย ก็ปลูกที่พักให้หลังหนึ่งเล็กๆ ที่หน้าถ้ำตะเพียนทอง ซึ่งแต่ก่อนนั้นชาวบ้านไม่รู้ว่ามีถ้ำ รู้แต่ว่ามีทรัพย์สมบัติและผีดุ เมื่อท่านมาอยู่แล้ว ท่านกับชาวบ้านก็ช่วยกันถากถางต้นไม้และมีพระติดตามท่านมาอีกรูปหนึ่ง คืนหนึ่ง หลวงพ่อทองดำ เกิดนิมิตฝันไปว่าในบริเวณแห่งนี้มีทรัพย์สมบัติและมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในถ้ำ ขณะกำลังเจริญภาวนาเดินจงกรมนั้นก็มีวิญญาณร้ายมารบกวนไม่เคยขาด ท่านจึงปรารภต่อวิญญาณนั้นว่า "อาตมามาที่นี่เพื่อสร้างวัดไม่ได้มาเอาทรัพย์สมบัติแต่ประการใดๆ" วิญญาณร้ายจึงยอมหนีไป
    ครั้นเมื่อก่อสร้างเสนาสนะในวัดได้ระยะหนึ่ง มีชาวบ้านมาขอวัตถุมงคลกับท่าน หลวงพ่อก็มีแต่ตะกรุดโทนให้ไป ต่อมา ท่านได้ลงหมึกสักยันต์ให้ชาวบ้าน และผู้คนที่ดั้นด้นกันมาจากที่ไกล
    ในจำนวนคนเหล่านั้น หลายคนเป็นโจรเสือร้ายที่มีหมายจับของทางราชการหลายคน ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรีในสมัยนั้น ต้องมากราบขอร้องให้หลวงพ่องดการลงหมึกสักยันต์ ด้วยมีหลายคนเป็นโจรปล้นฆ่า ยากแก่การปราบปราม ซึ่งท่านไม่เคยรู้เลยว่าเขาเป็นคนร้ายมีหมายจับของทางราชการ
    นับจากนั้นเป็นต้นมา ท่านงดสักยันต์โดยเด็ดขาด
    ต่อมา ท่านได้จัดทำเสื้อยันต์และผ้ายันต์มอบให้ทหารที่ไปรบตามชายแดน เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ พวกทหารเหล่านั้นได้พากันมากราบหลวงพ่อทองดำ บอกว่ารอดพ้นปลอดภัยจากฝ่ายตรงข้ามด้วยเสื้อยันต์ของหลวงพ่อ
    ช่วงปี พ.ศ.2520-2524 หลวงพ่อทองดำรับนิมนต์ร่วมพิธีปลุกเสกพระเครื่องในกรุงเทพฯ หลายครั้งด้วยกัน หลังจากนั้น ได้หยุดไปนานจนถึงปี พ.ศ.2545 ท่านได้จัดสร้างวัตถุมงคลอีกครั้งหนึ่ง เพื่อหารายได้ก่อสร้างอุโบสถ กุฏิ และเสนาสนะต่างๆ
    พระเครื่องรุ่นปี พ.ศ.2545 ที่ท่านสร้างขึ้นอย่างเป็นทางการ คือ รุ่นมหาอำนาจ มหาเมตตา มหานิยม รุ่น 2 เรียกว่า รุ่นยอดขุนพลไตรมาส 45 รุ่น 3 คือ ขุนแผนจ้าวทรัพย์-จ้าวเสน่ห์ และอื่นๆ อีกหลายรุ่น และ พระ 9 หน้ามหาเศรษฐี รุ่นโคตรเศรษฐีนวโกฏิ
    กล่าวได้ว่าชื่อเสียงเกียรติคุณความเป็นสุดยอดพระเกจิอาคมขลังของหลวงพ่อทองดำ แห่งวัดถ้ำตะเพียนทอง เป็นที่เลื่องลือมานาน ร่ำลือถึงความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ในวัตถุมงคลของท่าน ที่มีพุทธคุณรอบด้าน

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับหนังสือพิมพ์คำภีร์นิวส์
    และทุกๆที่มา


    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260222_160721.jpg IMG_20260222_160747.jpg
     
  5. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,127
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1771767113720.jpg

    ท่านเป็นอาจารย์ของสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังษี วัดระฆัง

    หลวงพ่อแสง วัดมณีชลขัณฑ์ ลพบุรี

    คอลัมน์ มุมพระเก่า
    อภิญญา

    เมื่อเอ่ยถึง "วัดมณีชลขัณฑ์" จ.ลพบุรี ทำให้หวนนึกถึง "หลวงพ่อแสง" หรือ "หลวงปู่แสง" อดีตพระคณาจารย์ชื่อดัง ปัจจุบันวัตถุมงคลเอกลักษณ์ท่านได้รับความนิยมหลายพิมพ์หลากรุ่น

    "หลวงปู่แสง" ถูกกล่าวขวัญถึงในเรื่องการจัดสร้างพระเจดีย์เก่าแก่แห่งวัดมณีชลขัณฑ์ เป็นพระเจดีย์ทรงไม้สิบสองเหลี่ยม สีขาว สูงตระหง่านเสียดฟ้า ภาพของพระเจดีย์ที่ตัดกับขอบฟ้าครามยามหน้าหนาว ลุเข้าสู่ฤดูกาลลมร้อนพัดผ่าน เกิดเป็นภาพสวยงามยิ่งนัก แต่มุมมองของภาพพระเจดีย์ที่ตัดกับขอบฟ้าหน้าฝนที่มีกลุ่มเมฆทะมึนเต็มท้องฟ้า มีประกายสายฟ้าพาดผ่านเมฆเป็นระยะๆ ดูน่าเกรงขามยิ่งนัก

    ชาวเมืองลพบุรีเชื่อกันว่าเป็นเพราะภาพที่เห็นเป็นพลังความศรัทธาที่ชาวเมืองลพบุรีได้เห็นกันมาตั้งแต่ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีประวัติและเกิดเป็นตำนานแห่งการสืบทอดต่อลูกหลานถึงปัจจุบัน

    วัดมณีชลขัณฑ์ หรือแต่ก่อนนั้นชาวเมืองลพบุรีเรียกกันแต่เดิมว่า "วัดเกาะแก้ว" เหตุแห่งการเรียกขานยึดเอาลักษณะของภูมิประเทศก่อเกิดที่กลางท้องทุ่งพรหมาสตร์ อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี แต่วัดเกาะแก้วก็มิได้มีประวัติบันทึกเอาไว้ว่าได้ก่อตั้งมาแต่เมื่อใด ต่อมาทางราชการได้เปลี่ยนชื่อเป็น "วัดมณีชลขัณฑ์" ได้รับการยกฐานะเป็นพระอารามหลวงถึงปัจจุบัน

    "พระเจดีย์หลวงปู่แสง" ตามหลักฐานนั้นต้องมีและเกิดก่อนวัดมณีชลขัณฑ์แน่นอน ตามที่มีการเล่าขานสืบทอดกันต่อๆ มาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างหลวงปู่แสงและสมเด็จพระ พุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ซึ่งท่านได้เมตตาเล่าสู่เหล่าศิษย์ได้รับฟัง และได้มีการเล่าขานสืบต่อๆ มาว่า

    ในขณะที่หลวงปู่แสง พระอาจารย์ของสมเด็จโต ได้บำเพ็ญจิตตภาวนาอยู่ที่วัดชีป่า ซึ่งปัจจุบันคือ "วัดชีป่าสิตาราม" ท่านได้ก่อสร้างพระเจดีย์ที่เกาะแก้ว ตามคำบอกทางนิมิตของรุกขเทวดา ให้ท่านไปสร้างพระเจดีย์ครอบครองดวงแก้วมณีโชติ ที่เกาะกลางท้องทุ่งพรหมาสตร์ สมเด็จโตยังได้รับการถ่ายทอดแนวทางปฏิบัติภาวนาและพุทธาคมจากหลวงปู่แสงอีกด้วย

    ด้านประวัติที่มีการบ่งบอกเกี่ยวกับการสร้างพระเจดีย์ของหลวงปู่แสง ตามพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อคราวเสด็จประพาสมณฑลอยุธยาเมื่อปีขาล พุทธศักราช 2421 ความว่า "ขรัวแสงคนทั้งปวงนับถือกันว่าเป็นผู้มีวิชา เดินตั้งแต่เมืองลพบุรีเช้าลงไปฉันเพลที่กรุงเทพฯ เป็นคนกว้างขวางเจ้านายขุนนางรู้จักหมด ได้สร้างพระเจดีย์สูงไว้องค์หนึ่งที่วัดเกาะแก้ว ตัวไม่ได้อยู่วัดนี้ หน้าเข้าพรรษาอยู่ที่วัดอื่น ออกพรรษาแล้วมาปลูกโรงอยู่ริมพระเจดีย์ ซึ่งก่อเองไม่ยอมให้คนอื่นช่วยเหลือ ราษฎรที่นับถือพากันเรี่ยไรอิฐ ปูน พระเจดีย์องค์นี้เจ้าของกระทำแล้วเสร็จตลอดไปหรือที่จะพึ่งผู้อื่นช่วยเหลือเมื่อตายแล้วไม่ได้ถามดู ของเธอก็สูงดีอยู่"

    หลวงปู่แสงท่านรอบรู้ทางด้านวิชาอาคมยิ่งนัก มีหลักฐานได้บันทึกไว้เช่นกัน ในหนังสือคำชมโบราณสถานของกรมศิลปากรยังได้กล่าวถึงคุณวิเศษความว่า "พระอาจารย์แสงเดิมอยู่ที่วัดชีป่า ตำบลทะเลชุบศร อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี เป็นผู้วิเศษทางด้านวิปัสสนา ได้เที่ยวธุดงค์ไปถึงเมืองหงสาวดี นับได้ว่าชาวเมืองลพบุรีเลื่อมใสศรัทธาเป็นผู้ที่มีคุณวิเศษแท้จริง"

    หลวงพ่อแสง ท่านรอบรู้ทางด้านวิชาอาคมยิ่งนัก มีหลักฐานได้บันทึกไว้เช่นกัน ในหนังสือคำชมโบราณสถานของกรมศิลปากรยังได้กล่าวถึงคุณวิเศษความว่า "พระอาจารย์แสง เดิมอยู่ที่วัดชีป่า ต.ทะเลชุบศร อ.เมือง จ.ลพบุรี เป็นผู้วิเศษทางด้านวิปัสสนา ได้เที่ยวธุดงค์ไปถึงเมืองหงสาวดี นับได้ว่าชาวเมืองลพบุรี เลื่อมใสศรัทธาเป็นผู้ที่มีคุณวิเศษแท้จริง"

    จากประวัติและตำนานแห่งการเล่าขานในอดีตปัจจุบัน ได้ปรากฏรูปธรรมของท่านอย่างชัดเจน กล่าวคือผู้คนในยุคหลังได้มีโอกาสได้กราบไหว้องค์จำลองของท่านรวมทั้งยังได้มีโอกาสนำเอารูปเคารพ ที่เรียกกันว่าวัตถุมงคลของท่านนำไปบูชาติดตัว ปกป้องคุ้มครอง เพื่อความเป็นสิริมงคลในทุกๆ ด้าน

    ถึงท่านจะเป็นพระคณาจารย์รุ่นเก่า แต่รูปเหมือนหลวงพ่อแสงปรากฏเป็นรูปธรรมครั้งแรกเมื่อปี 2506 ณ วัดชีป่าสิตาราม และเมื่อปี 2529 รูปเหมือนขนาดเท่าองค์จริงของท่านปรากฏเป็นรูปธรรมที่วัดมณีชลขัณฑ์ ปัจจุบันประดิษฐานภายในวิหารเคียงข้างพระเจดีย์ มีพุทธศาสนิกชนและประชาชนทั่วไป เคารพกราบไหว้ขอพร ประสบกับความสำเร็จ ประสบการณ์นั้นมีอยู่มากมายที่เกิดขึ้นด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ของท่าน

    วัตถุมงคลในรูปลักษณ์ของหลวงพ่อแสง ปรากฏเอกลักษณ์รูปแบบเหรียญครั้งแรกก็คือ "เหรียญรูปเหมือนหลวงพ่อแสงปี 2511" วัดชีป่าสิตาราม จังหวัดลพบุรี มีเนื้อโลหะ เนื้อเงินตอกโค้ด เนื้ออัลปาก้า และเนื้อทองแดงผิวไฟ

    จนถึงปี 2518 ได้มีการจัดสร้างพระเนื้อผงหลวงพ่อแสง และปี 2529 ได้มีการจัดสร้างวัตถุมงคลในนามของหลวงพ่อแสงอีกครั้งหนึ่ง ประกอบด้วย รูปเหมือนลอยองค์เนื้อทองแดงกะไหล่ทอง เหรียญรูปเหมือนหลวงพ่อแสงเนื้อทองคำ เนื้อทองแดงกะไหล่ทอง และเนื้อทองแดงรมดำ ซึ่งวัตถุมงคลทั้งหมด ได้ผ่านพิธีพุทธาภิเษกอย่าง ถูกต้อง ตามตำรับโบราณ และพระคณาจารย์ที่อธิษฐานปลุกเสกแต่ละคราวนั้น เป็นพระที่มีชื่อเสียง มีมนต์ขลังทางด้านพุทธาคมแห่งยุคทั้งสิ้น

    เมื่อปี 2537 วัตถุมงคลในนามของหลวงพ่อแสงเกิดขึ้นอีกครั้ง ณ วัดชีป่าสิตาราม ที่นิยมก็คือ พระรูปเหมือนหลวงพ่อแสง นักสะสมเรียกว่า "รูปหล่อรุ่น ขุดสระ" วัตถุมงคลรุ่นนี้ได้เกิดประสบการณ์ต่อผู้บูชามากมาย

    สำหรับวัตถุมงคลที่นิยมมากๆ สร้างขึ้นเมื่อปี 2503 เป็นเหรียญรูปไข่ด้านหนึ่งเป็นรูปพระพุทธปางห้ามสมุทร มีข้อความเขียนว่า "หลวงพ่อแสง ปี ๒๕๐๓" อีกด้านหนึ่งเป็นรูปพระเจดีย์ เขียนว่า "เจดีย์หลวง พ่อแสงลบบุรี" จุดสังเกตคำว่า "ลพบุรี" แกะบล็อกผิดเป็น "ลบบุรี" ปัจจุบันสนนราคายังไม่สูงมากนัก แต่หายากมาก ว่ากันว่าพลานุภาพเปี่ยมล้นเรื่องโชคลาภ เมตตามหานิยม แคล้วคลาดปลอดภัย

    นับเป็นสิ่งมงคลพุทธคุณขลังอีกรุ่น

    ที่มา หนังสือพิมพ์ข่าวสด

    หลวงปู่แสง หรือขรัวแสง ผู้สร้างเจดีย์วัดมณีชลขันธ์ ซึ่งถือเป็นปูชนียวัตถุ และโบราณวัตถุที่สำคัญยิ่งของเมืองลพบุรี นอกจากนี้หลวงปู่แสงยังเป็นพระอาจารย์สอนวิปัสสนาให้กับสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี วัดระฆังฯอีกด้วย
    กิตติศัพท์ของหลวงปู่แสงร่ำลือกันมานานกว่า ๒๐๐ ปีแล้ว กล่าวกันว่าท่านเป็นพระที่มีบุญญาธิการสูงส่งสามารถสร้างพระเจดีย์ขนาดใหญ่โตมโหฬารด้วยตนเองโดยไม่มีผู้ใดช่วยเหลือ เป็นเจดีย์ฐานเล็กแต่ทรงสูง อยู่ทางด้านใต้ของวัด ถือเป็นสัญลักษณ์ตราประจำวัดด้วย เจดีย์นี้มีลักษณะองค์เจดีย์เป็นรูปสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสองทรงสูงชลูด ฐานขนาด ๑๕.๔ เมตร ทำเป็น ๓ ชั้น มีซุ้มประตูยอดแหลมอยู่ด้านข้างทั้ง ๔ ด้าน ชั้นที่ ๔ ตอนบนเป็นองค์ระฆัง ส่วนยอดทำเป็นแท่นบัลลังก์ และปล้องไฉนขึ้นไปสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย ได้เขียนถึงเจดีย์หลวงพ่อแสงว่า ผู้สร้าง คือพระอาจารย์แสง ดังปรากฏในตำนานเมืองลพบุรีว่า ที่ท้องทุ่งพรหมาศอยู่ใกล้เมือง มีพระเจดีย์สูงที่วัดมณีชลขันธ์ องค์หนึ่งแลเห็นได้แต่ไกล ชวนให้สำคัญว่าเป็นของสร้างไว้แต่โบราณ แต่แท้จริงเป็นของพระภิกษุองค์หนึ่งชื่อ พระอาจารย์แสง เป็นผู้คิดแบบสร้างขึ้นเมื่อรัชกาลที่ ๔ ซึ่งเป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองทรงชลูด กำลังเอนไปทางทิศใต้ จนมีผู้ให้สมญานามว่า หอเอนเมืองลพบุรี เล่ากันว่า หลวงพ่อแสงผู้สร้างวัดนี้ สร้างเจดีย์ความสูงขนาด ๕-๖ ชั้น โดยไม่ใช้นั่งร้าน สร้างเสร็จแล้วก็กระโดดลงมาแล้วหายตัวไป แม้แต่ในพระราชนิพนธ์ของพระพุทธเจ้าหลวง(รัชกาลที่ ๕) ยังมีข้อความตอนหนึ่งกล่าวยกย่องชมเชยหลวงปู่แสง หรือขรัวแสง หลวงปู่แสงเป็นพระเกจิอาจารย์ผู้เรืองด้วยวิชาด้านวิปัสสนากรรมฐานที่โด่งดังมากที่สุด เมื่อ ๑๐๐ กว่าปีก่อนจากชื่อเสียง และกิตติศัพท์ซึ่งเป็นอันดับหนึ่งนี้เอง จึงทำให้สามเณรโต(อายุขณะนั้นราวๆ ๑๖-๑๗ ปี)ดั้นด้นมาร่ำเรียนวิชาจากท่าน สามเณรโต ต่อมาก็คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี แห่งวัดระฆัง ผู้ให้กำเนิดพระสมเด็จ และพระคาถาชินบัญชรอันลือลั่นสะท้านปฐพี!! เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๐ เศษๆ เจดีย์ที่หลวงพ่อแสง ซึ่งท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่เข้มขลังในอดีต ซึ่งท่านก็เป็นหนึ่งในอาจารย์ของ สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมฺรังสี นั้นได้ชำรุดทรุดโทรมลง ทางคณะสงฆ์ได้ทำการบูรณะขึ้นใหม่ และได้พบว่าที่คอระฆังมีร่องรอยคนร้ายลอบมาเจาะเพื่อเอาของมีค่าออกไป ซึ่งในโพรงดังกล่าวได้พบผงหลวงปู่แสงซึ่งบรรจุอยู่ในโถดินเผา จนเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ทางวัดมณีชลขันธ์ได้จัดสร้างพระผงรูปเหมือนหลวงปู่แสง หลังเจดีย์ รุ่นแรก จึงได้นำเอาผงดังกล่าวมาใช้เป็นมวลสารในการสร้างพระผงรูปเหมือนหลวงพ่อแสง ขึ้นเป็นครั้งแรก และผงเก่าซึ่งทางวัดเก็บรวบรวมเอาไว้เป็นส่วนผสมหลัก อาทิเช่น ผงซึ่งหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอกได้เขียน และลบไว้ มวลสารอื่นๆที่สำคัญคือ ว่านต่างๆอีกเป็นจำนวนมาก ฯลฯ พระชุดนี้จัดสร้างขึ้นที่วัดโดยอาศัยพระภิกษุ และสามเณรช่วยกันตำผง และกดพิมพ์กันเอง แล้วนำเข้าพิธีที่พระอุโบสถวัดมณีชลขันธ์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๘ โดยมีพระคณาจารย์ต่างๆนั่งปรกปลุกเสกอีกคับคั่ง อาทิเช่น หลวงพ่อพริ้ง วัดโบสถ์โก่งธนู หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง หลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่น หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม หลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอม หลวงพ่ออุตตมะ วัดวังวิเวการราม หลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ หลวงพ่อบุญมี วัดเขาสมอคอน หลวงพ่อมัง วัดเทพกุญชร หลวงพ่อสิม วัดถ้ำผาป่อง หลวงพ่อครูบาธรรมชัย วัดทุ่งหลวง หลวงพ่อบาง วัดหนองพลับ ฯลฯ และต่อมาได้นำเข้าพิธีพุทธาภิเษกอีกครั้งในปี พ.ศ. ๒๕๑๙ โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ที่ศูนย์สงครามพิเศษ และครั้งที่ ๓ ที่วัดมณีชลขันธ์ ในคราวหล่อรูปเหมือน มวลสารดี พิธีใหญ่หลายพิธี

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระผงรูปเหมือนหลวงปู่แสงวัดมณีชลขัณฑ์ ๒๕๑๘

    สภาพสวยเดิม พิธีใหญ่

    ให้บูชา 550 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260222_202921.jpg IMG_20260222_202959.jpg
     
  6. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,127
    ค่าพลัง:
    +21,459
    หลวงปู่ทวด
    วัดประสาทบุญญาวาส รุ่นศิริมงคล ปี ๒๕๓๘ พระดี พิธีใหญ่ พุทธคุณด้าน ป้องกันภัย แคล้วคลาด เมตตามหานิยม และโชคลาภ ปลุกเสกโดยสุดยอดเกจิแห่งยุค
    ท่านอาจารย์นอง วัดทรายขาว
    หลวงปู่ทิม วัดพระขาว
    หลวงพ่อรวย วัดตะโก
    หลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ
    หลวงพ่อไสว วัดปรีดาราม
    หลวงพ่อลำไย วัดทุ่งลาดหญ้าและครูบาอาจารย์อีกหลายท่าน เพื่อหาปัจจัย สมทบทุนสร้างศาลาการเปรียญ

    (นะโม ๓ จบ)

    นะโมโพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติภะคะวา

    (สวด ๓ จบ)

    การบูชาหลวงปู่ทวด
    ให้บูชาท่านด้วย ธูปแขก ๙ ดอก มะลิขาว ๙ ดอก ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วระลึกถึงท่าน และสวดพระคาถา

    การใช้คาถาบทนี้ คือ ให้สวดภาวนาพระคาถา ก่อนขึ้นรถ ลงเรือ ติดต่อค้าขาย จักเกิดสิริมงคล โชคลาภมากมาย ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ท่านว่าให้หมั่นสวด เจริญภาวนา พระคาถา หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืดนี้เถิด จักบังเกิดสิ่งอัศจรรย์แก่ตนเองและครอบครัว ขณะเดียวกันยังมีคติความเชื่อด้วยว่าพุทธคุณคาถานั้น หากท่องเป็นประจำจะคุ้มครองให้เราแคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตรายต่างๆ เช่นเดียวกับการแขวนพระหลวงปู่ทวด
    นอกจากนี้แล้ว เพื่อเพิ่มความเข้มขลังของคาถาหลวงปู่ทวด ยังมีการเพิ่มคาถาหัวใจพระเจ้า ๕ พระองค์ไว้ด้านหน้าและด้านหลัง กลายเป็น “คาถาหลวงปู่ทวดเปิดโลก” คือ

    “นะ เปิด โม เปิด พุท เปิด ธา เปิด ยะ เปิดโลกด้วย
    นะโมโพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติภควา ยะธาพุทโมนะ”

    ทั้งนี้ในส่วนของคาถาบทหลังนั้น เป็นการท่องคาถาพระเจ้า ๕ พระองค์แบบถอยหลังที่ว่า “ยะ ธา พุท โม นะ”
    คาถาพระเจ้า ๕ พระองค์ หรือ คาถาแม่ธาตุใหญ่ ที่ว่า “นะ โม พุท ธา ยะ” ซึ่งมีพุทธคุณเหนือยันต์ทั้งปวง รวมทั้งความเชื่อสืบต่อกันว่า “ผู้ใดที่ท่องหรือบริกรรมพระคาถาบทนี้ ด้วยจิตอันสงบและมั่นคงแล้ว จะมีพุทธคุณคุ้มครองครอบจักรวาล” หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ “มีพุทธคุณครบทุกด้าน เช่น เมตตามหานิยม แคล้วคลาด ป้องกันภัย มหาเสน่ห์ มหาอุด รวมทั้งไล่ภูตผี และใช้กันเสนียดจัญไรได้อีกด้วย
    ขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    หลวงปู่ทวดเนื้อผงวัดประสาท ๒ องค์ คู่

    ให้บูชา 230 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260223_205154.jpg IMG_20260223_205216.jpg IMG_20260223_205241.jpg
     
  7. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,127
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1771858797636.jpg 1771858694927.jpg 1771858687472.jpg

    ปลุกเสกสายสิญจน์ไหม้

    หลวงปู่สาย เป็น ประธาน จุดเทียนชัย ในพิธีปลุกเสก ท้าวจตุคามรามเทพ รุ่นทรัย์ไพศาล วาระที่ ๕ ณ ศาลหลักเมืองอ่างทอง จ.อ่างทอง
    ในพิธีนี้เอง หลวงปู่นั่งปลุกเสกจนสายสิญจน์ในมือไฟลุกวิ่งไปตามสายสิญจน์ ทั่งทั้ง

    ศาลหลักเมือง จนเป็นข่าวลือลั่นทั้งอ่างทอง ด้วยเหตุดังกล่าวทำให้สายสิญจน์ในพิธีที่ไม่ถูกไฟไหม้ ประชาชนที่มาร่วมพิธีต่างก็เก็บกลับบ้านกันจนหมดไม่มีเหลือให้เห็นทั้งที่สายสิญจน์ที่ให้มากมายจริงๆเพราะเต็มพื้นที่ของศาลหลักเมืองเลยนะครับ แต่ก็หมดในพริบตาหลังจากพิธีเสร็จสิ้น

    หลวงปู่สาย ขนฺติโก ( พระครูสุนทรขันติคุณ) อายุ 94 ปี พรรษา 73
    วัดดอนกระต่ายทอง ตำบล ราชสถิตย์ อำเภอ ไชโย จังหวัด อ่างทอง
    หลวงปู่สาย ผู้เปี่ยมด้วยเมตตาและขันติธรรม ผู้สืบสายพุทธาคม หลวงปู่ศุข แห่งวัดปากคลองมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท , วัดนก และหลวงพ่อซวง แห่งวัดชีปะขาว พระเกจิชื่อดังแห่งเมืองสิงห์บุรี ที่ทุกคนต้องรู้จักดี

    หลวงปู่สาย ขนฺติโก ท่านเกิด วันจันทร์ ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 12 ปีขาล ตรงกับวันที่ 19 ตุลาคม 2457 ณ.บ้านไชโย อ.ไชโย จ.อ่างทอง ใกล้กับวัดสกุณารามหรือวัดนก วัดที่มีพระกรุวัดนกอันโด่งดัง หลวงปู่ท่านเป็นบุตรของคุณพ่อพลอย และคุณแม่สิน จีนขจร มีพี่น้อง 6 คน เป็นชาย 4 คน เป็นหญิง 2 คน คือ นายสาย จีนขจร (หลวงปู่สาย ขนฺติโก) นายวิสุทธิ จีนขจร
    นายอุทัย จีนขจร นายเตี้ยม จีนขจร (หลวงตาเตี้ยม พระน้องชาย) นางลูกอิน จีนขจร
    หลวงปู่ท่านเป็นบุตรคนโต ในวัยเด็กหลวงปู่ท่านได้ช่วยเหลืองานของบิดา มารดา และดูแลน้อง ๆ ด้วยความขยันหมั่นเพียร มีจิตใจใฝ่ในทางกุศลมาตั้งแต่เด็ก ท่านเคยเล่าให้ฟังว่าเวลาโยมพ่อหรือโยมแม่หาปลามาได้และจะต้องนำปลามาตากแห้งบ้าง หั่นเป็นชิ้นบ้าง ที่ต้องฆ่าปลาหรือทุบหัวปลาท่านจะหลีกเลี่ยง หรทอหนีไปให้ไกลไม่ยอมทำเพราะสงสาร และไม่อยากทำบาป บางครั้งแอบปล่อยหนีไปก็มีซึ่งนับได้ว่าเป็นเด็กที่มีใจเมตตาผิดแปลกจากเด็กทั่ว ๆ ไป
    ในสมัยเด็กท่านก็วิ่งเล่นอยู่ในวัดนดและวัดชีปะขาว ท่านเคยเล่าว่าตอนเด็ก ๆ นี่เรียนอยู่ที่วัดชีปะขาวกับหลวงพ่อซวง หลวงพ่อซวงท่านเองท่านก็เห็นหลวงปู่มาตั้งแต่เล็กแต่น้อย ท่านเองก็เคยซุกซนตามประสาเด็กจนถูกหลงพ่อซวงตีด้วยไม้เรียวก็มี หลวงปู่สายเคยบวชเณรอยู่ที่วัดชีปะขาวอยู่ถึง 5 พรรษา ก่อนที่จะบวชพระ ท่านชอบศึกษาเล่าเรียนและชอบสนทนากับพระสงฆ์ ในปี 2476 ท่านเรียนจบ ชั้น ป.4 จากโรงเรียนวัดบ้านเบิก อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี ในระหว่างที่กำลังศึกษาเล่าเรียนอยู่นั้น ท่านสนใจด้านวิชาอาคมและด้านสมุนไพรได้ท่องเที่ยวเสาะแสวงหาครูบาอาจารย์ ในละแวกนั้น เพื่อขอร่ำเรียนวิชาอาคมต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
    กับหลวงพ่อซวง วัดชีปะขาว สิงห์บุรี พระคณาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านและท่านก็คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี และหลวงปู่สายท่านจึงมีความรู้ต่าง ๆ มากมายทั้งด้านวิชาอาคม
    และด้านว่านยาสมุนไพรมาตั้งแต่ก่อนอุปสมบท นอกจากนี้ท่านยังเคยเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 5 ต.ไชโย อ.ไชโย จ.อ่างทอง อีกด้วย
    สู่ร่มเงาแห่งกาสาวพัสตร์
    เหตุผลหนึ่งที่หลวงปู่ท่านมีความต้องการอยากจะบวช ท่านเล่าให้ฟังว่า สมันก่อนนั้นมีไม่อะไรนอกจากทำนาทำไร่ พอเช้าไก่ขันนกร้องก็ถือจอบเสียมออกไปทำนา กลับมาก็พักผ่อนหลับนอน ชีวิตอยู่กับธรรมชาติก็หมุนเวียนเปลี่ยนไปเดี๋ยวก็วันเดี๋ยวก็คืนท่านเห็นว่าไม่มีแก่นสาระประโยชน์อันใดหลังจากช่วยโยมพ่อโยมแม่ทำนาทำไร่มาหลายปีพออายุครบบวชก็เลยตัดสินใจบวช ท่านรู้สึกเฉย ๆ กับการเป็นฆารวาสจึงไม่คิดดดอยากจะสึก เหตุผลประการหนึ่งที่ท่านไม่คิดอออยากจะสึกคือไม่อยากทำนาทำไร่ เพราะต้องออกหาปลาดักสัตว์ท่านไม่อยากฆ่าสัตว์ ตัดชีวิตไม่อยากเบียดเบียนชีวิตซึ่งกันและกันรู้พอใจยินดีในการบวชมากกว่า ดูแบบอย่างจากหลวงพ่อซวงที่ท่านเคบไปอยู่ด้วยอยู่เป็นพระสงฆ์ปฎิบัติตามพระธรรมวินัย สบายกว่ากันมาก ไม่ต้องไปใช้ชิตที่ก่อทุกข์โทษสร้างกรรมสร้างเวรให้กับตนเองและผู่อื่น
    เมื่ออายุครบ 21 ปีบริบูรณ์ หลวงปู่สายท่านได้เข้าอุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดสกุณารามหรือวัดนก อ.ไชโย จ.อ่างทอง ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2477 โดยมีพระเจ้าอธิการบุญ วัดสามประชุม เป็นพระอุปัชฌาย์ พระบัว วัดสกุณาราม เป็นพระกรรมวาจารย์ และพระชม วัดดอนกระต่ายทอง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับสมยานามว่า “ขนฺติโก” คือ “พระผู้มีความอดทนยิ่ง” ซึ่งท่านพระอุปัชฌาย์ท่านคจะเห็นในอุปนิสัยในความอดทน มีความขยันหมั่นเพียรของหลวงปู่ท่านจึงได้มอบฉายานี้ให้แก่หลวงปู่สาย สำหรับพระอนุสาวนาจารย์ของท่านคือ หลวงพ่อชม แห่งวัดดอนกระต่ายทองนั้น ท่านเป็นพระวิปัสนาจารย์ที่มีศีลจริยวัตรเคร่งครัด และมีชื่อเสียงในสมัยนั้น หลวงพ่อชมท่านชอบออกธุดงค์เข้าป่าเป็นประจำในหน้าแล้งของทุกปี หลังจากอุปสมบทแล้วหลวงปู่สายท่านได้จำพรรษาอยู่ที่วัดนกเป็นเวลา 2 พรรษา เพื่อศึกษาเล่าเรียนอักขระขอม และด้านว่านยาสมุนไพร กับหลวงปู่เฟื่อง ท่านพระอาจารย์ปลั่ง ท่านเป็นพระที่แก่กล้าและแตกฉานในด้านวิชาไสยเวทย์และ ด้านว่านยาสมุนไพรว่านยาอาคมต่าง ๆ ท่านเป็นศิษย์ในสายพุทธาคมหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท หลวงปู่สายท่านเป็นที่ถูกอัธยาศัยของหลวงปู่เฟื่องและพระอาจารย์ปลั่งอย่างมาก เพราะเป็นพระผู้ที่มีความขยันและอดทนท่านพระอาจารย์ทั้งสองจึงได้ถ่ายทอดสรรพวิชาต่าง ๆ ให้กับหลวงปู่สายอย่างไม่ปิดบังอำพรางตลอดแนะนำเคล็ดวิชาต่าง ๆ จนหมดภูมิความรู้ของท่าน หลังจากได้ศึกษาเล่าเรียนจากสำนักวัดนกแล้วหลวงปู่สายท่านมีความสนใจในการปฎิบัติพระกรรมฐานจึงได้ย้ายมาจำพรรษาที่วัดดอนกระต่ายทองเพื่อศึกษาด้านวิปัสสนากรรมฐานและปฏิบัติจิตภาวณากับหลวงพ่อชม วัดดอนกระต่ายทอง หลวงพ่อชมท่านก็ได้อบรมในเรื่องจิตภาวนาให้กับหลวงปู่อย่างใกล้ชิดและได้ร่วมออกธุดงค์ไปกับหลวงพ่อชมในหน้าแล้งของทุกปีเพื่อฝึกฝนปฎิบัติกรรมฐานสมาธิและจิตใจให้เข้มแข็งและแก่กล้า
    ปลายปี พ.ศ. 2481 หลวงปู่สายท่านได้เดินทางเข้ามาเล่าเรียนศึกษาด้านปริยัติธรรมและหัดท่องพระปาติโมกข์กับหลวงปู่ถม พุทธสโร วัดโพธิ์เรียง ซึ่งตั้งอยู่ในเขตบางกอกน้อย กทม.
    หลวงปู่ถมท่านไดอุปสมบทที่วัดดอนกระต่ายทอง ท่านเป็นพระคณาจารย์ทีมีชื่อเสียงรุ่นเดียวกับหลวงปูโต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ในสมัยนั้นไม่ว่าจะมีงานพิธีพุทธาภิเษกที่ใดย่อมต้องมีหลวงปู่ถมร่วมด้วยทุกครั้งไป หลวงปู่สายท่านได้จำพรรษาศึกษาเล่าเรียนด้วยความตั้งใจอย่างยิ่งจนกระทั่งท่านสามารถท่องพระปาติโมกข์ได้อย่างคล่องแคล่ว นอกจากนี้ท่านยังได้วิชาอาคมไสยเวทย์และด้านวิชาสมุนไพรซึ่งหลวงปู่ถมเองท่านมีความรู้ความเชี่ยวชาญ มีกิตติศัพธ์
    เลื่องลือไปไกลซึ่งหลวงปู่ถมเองท่านก็ให้ความเอ็นดูเมตตาต่อท่านเป็นอย่างมาก หลวงปู่สายท่านได้จำพรรษาที่วัดโพธิ์เรียงเป็นเวลา 2 พรรษา จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2483 ท่านก็ได้เดินทางกลับมาจำพรรษาที่วัดดอนกระต่ายทองนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจวบจนปัจจุบัน

    เมื่อกลับมาจำพรรษาที่วัดดอนกระต่ายทอง ท่านก็ได้ทบทวนความรู้ต่าง ๆ ที่ท่านได้เล่าเรียนมา และมาต่อวิชากับหลวงพ่อซวง วัดชีปะขาว ซึ่งท่านเคยมาเรียนตั้งแต่สมัยยังไม่ได้
    บวช นอกจากนี้ท่านยังได้ศึกษาจากสมุดข่อยโบราณที่ตกค้างตามวัดต่าง ๆ ในแถบเมืองไชโยและละแวกใกล้เคียง โดยศึกษาด้วยตัวเองและทดลองทำตามที่ตำราได้บอกไว้ก็สามารถทำได้ผลสำเร็จเป็นที่ประจักษ์ตามที่ระบุไว้ในตำราทุกประการ ดังเช่นที่วัดวงศ์ภาสน์ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดดอนกระต่ายทองเท่าใดนักสมัยหนึ่ง หลวงปู่พุฒ สารสุข(ปัจจุบันมรณภาพแล้ว) ซึ่งท่านเป็นเณรที่อุปัฏฐากหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า หลวงปู่พุฒท่านเคยมาจำพรรษาอยู่ที่วัดวงศ์ภาสน์ถึง 2 พรรษา หลวงปู่สายท่านก็ได้ไปขอแลกเปลี่ยนวิชากับหลวงปู่พุฒและศึกษาเพิ่มเติมจากตำราเก่าของหลวงปู่ศุขวัดมะขามเฒ่าที่หลวงปู่พุฒท่านได้มอบไว้ให้ หลวงปู่ท่านเล่าว่าได้ทดลองปฏิบัติทำตามตำราก็ได้ผลเป็นอัศจรรย์ยิ่งหลวงปู่ท่านยังบอกอีกตำราหลวงพ่อวัดมะขามเฒ่านั้น ล้ำลึกและพิศดารมาก
    เป็นพระหมอยาโบราณรักษาชาวบ้าน
    ภายหลังจากท่านมาอยู่ที่วัดดอนกระต่ายทองแล้ว อายุกาลพรรษาก็มากขึ้นตามวัยด้วยความรู้ความสามารถประกอยกับศรัทธาที่ชาวบ้านที่มีต่อท่าน เวลาที่ชาวบ้านเดือดร้อนก็มักจะมาขอความช่วยเหลือในเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานมงคล เครื่องรางของขลัง ขับไล่ภูตผี
    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องความเจ็บไข้ได้ป่วยในสมัยนั้นการสาธารณสุขก็ยังไม่ดีเช่นทุกวันนี้ เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย ก็รักษาตามมีตามเกิดหลวงปู่เองก็นึกเมตตา สงสารชาวบ้านท่านจึงได้เริ่มรักษาชาวบ้านด้วย ความรู้ด้านว่านยาสมุนไพรคาถาอาคมต่าง ๆ ที่ท่านมีความชำนาญ จนเป็นที่เลื่องลือกล่าวขานกันทั่วไปในละแวกนั้น นอกจากท่านจะได้ศึกษาด้านว่านยา สมุนไพรจากหลวงปู่เฟื่องและพระอาจารย์ปลั่ง วัดนกแล้ว ท่านยังได้ศึกษาวิชาหมอแผนโบราณเพิ่มเติมกับอาจารย์สดซึ่งเป็นฆารวาสที่อยู่วัดสระเกศ อ่างทอง และที่วัดสระเกศนี้เองก็มีหลวงพ่อโต๊ะพระพระคณาจารย์ผู้ทรงวิทยาคมที่ชาวอ่างทองให้ความเคารพเลื่อมใสและรู้จักกันดี หลวงปู่สายเองท่านก็มีความสนิทสนมแวะเวียนไปมาหาสู่สนทนากับหลวงพ่อโต๊ะเสมอ ๆ เมื่อครั้งเป็นหมอยาแผนโบราณท่านเล่าให้ฟังว่าในสมัยนั้นการเดินทางยากลำบากมากท่านต้องเดินเท้าไปรักษาคนเจ็บคนป่วยทั้งใกล้ทั้งไกล บางครั้งเดินทางเป็นวัน ๆ กว่าจะถึงบ้านคนเจ็บก็บ่ายก็เย็น
    แต่ท่านก็ไม่เคยบ่นหรือท้อถอย ในการเดินทางท่านให้การรักษาแก่ชาวบ้านอย่างสุดความสามารถ ไม่เลือกยากดีมีจนด้วยความเมตตาสงสารจนมีชื่อเสียงเลื่องลือเป็นที่รู้จักด้านการรักษาด้วยยาแผนโบราณของท่าน นอกจากนี้ท่านยังมีความรู้เรื่องว่านยาอย่างลึกซึ้งอีกด้วย ลูกศิษย์รุ่นเก่าๆเล่าให้ฟังว่าหลังจากฉันท์เช้าแล้ว ท่านก็จะเริ่มรักษาชาวบ้านเลยหรือหากวันใดไม่มีคนป่วยท่านก็จะลงไปสวนป่าสมุนไพร ว่านยาที่ท่านปลูกไว้สมัยนั้นบริเวณวัดดอนกระต่ายทองเต็มไปด้วยว่านยาสมุนไพรนานาชนิด เมื่อมีใครเจ็บไข้ได้ป่วย ก็สามารถจัดหามารักษาได้อย่างทันท่วงที หลวงปู่ท่านเป็นหมอยาโบราณให้กับชาวบ้านด้วยความเมตตามาช้านานไม่เคยคิดค่ายารักษา จนกระทั่งการสาธารณสุขเริ่มดีขึ้น ประกอบด้วยอายุท่านมากขึ้นจึงได้เลิกราไป ด้วยความที่ท่านเป็นหมอยามาก่อนท่านจึงมีความชำนาญแตกฉานเกี่ยวกับเรื่องของอาการ 32 และธาตุเป็นอย่างมาก ท่านรู้ในธาตุรู้ในอาการอย่างลึกซึ้ง โดยปกติหลวงปู่จะไม่ค่อยพูดไม่เล่าอะไรให้ฟัง ครั้งหนึ่งตอนที่ท่านอารมณ์ดี ๆ เผลอ เล่าให้ฟังว่า “นะโมพุทธายะ พระเจ้า 5 พระองค์นี้เปรียบเสมือนแม่ธาตุใหญ่เป็นรากเหง้าของธาตุทั้ง 4 นะมะพะธะ ธาตุทั้ง 4 เป็นธาตุหล่อเลี้ยงร่างกาย สังขารที่ปรุงแต่งขึ้นมาเป็นตัวก็เป็นธาตุที่ถอดออกจากแม่ธาตุใหญ่คือนะโมพุทธายะ ถ้าหากว่าธาตุทั้ง 4 กองนี้ สมบูรณ์ไม่วิปริตผิดแผกไป ร่างกายก็มิได้มีการเจ็บไข้ และหากธาตุทั้ง 4 นี้เกิดอการวิปริตขึ้นเมื่อใดจะเป็นธาตุหนึ่งธาตุใดก็ตาม อาการเจ็บไข้ก็จะบังเกิดขึ้นทันทีและก็เป็นไปตามลักษณะอาการของธาตุที่วิปริตนั้น ฉะนั้นธาตุทั้ง 4
    นี้เองจึงเป็นสมมุติฐานใหญ่ในคัมภีร์แพทยศาสตร์ สำหรับใช้พิจารณาตรวจดูอาการโรคภัยไข้เจ็บทั้งมวลเมื่อเราประกอบพิธีกรรมกระทำใด ๆ ก็ตาม พึงกระทำธาตุในตัวเราให้ตั้งมั่นสมบูรณ์เสียก่อน โดยการตั้งธาตุหนุนธาตุให้ถูกต้องตามลักษณะการที่จะกระทำนั้นและเมื่อกระทำการเสร็จแล้วก็ควรจะหนุนธาตุให้เกิดอิทธิฤทธิ์ยิ่ง ๆ ขึ้นอีก เมื่อาตุในกายเราเป็นปกติสมบูรณ์ก็จะทำให้กำลังใจของเราเข้มแข็งสามารถที่จะทำให้บรรลุในสิ่งที่ต้องการได้ดังปรารถณา เราต้องตั้งแม่ธาตุก่อนจึงตั้งตัวธาตืเมื่อจะตั้งธาตุทั้ง 4 กองก็ต้องมีธาตุพระเจ้าคือธาตุกรณีกำกับลงไปเพื่อเป็นพี่เลี้ยงคุมธาตุ
    เมื่อตั้งธาตุบริบูรณ์แล้วก็ให้ทำการหนุนาตุด้วยแก้ว 4 ดวงคือ แก้วมณีโชติ แก้วไพฑูรย์ แก้ววิเชียร แก้วปัทมราช ให้พิจารณาดูว่าจะกระทำการใด เช่นจะแก้โรคภัยไข้เจ็บให้ตรวจดูว่าโรคนั้นเป็นเพราะธาตุใดวิกลไป ก็ให้ตั้งธาตุนั้นและหนุนธาตุให้ดีดังเดิม แต่หากจะกระทำการปลุกเสกก็ให้พิจารณาว่าจะปลุกเสกก็ให้พิจารณาว่าจะปลุกเสกไปในด้านไหน เข้าในหมวดธาตุใดก็ให้เอาธาตุนั้นหนุน พอได้ฟังท่านเล่ามา อย่างนี้ ทำให้รู้ว่าหลวปู่ท่านมีความรู้เรื่องธาตุละเอียดลึกซึ้งเป็นอย่างดี

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ยกชุดเหรียญจอบหลวงปู่สายวัดดอนกระต่ายทองและเหรียญหลวงพ่อปั่น(อาจารย์หลวงปู่สาย)หลังสมเด็จพุฒาจารย์โต ปี๒๕๒๑

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260223_220711.jpg IMG_20260223_220735.jpg
     
  8. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,127
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1771751519562.jpg FB_IMG_1771751522622.jpg

    เหรียญพระไตรยภพ บรมโพธิสัตว์เจ้า มารสยบ พ.ศ.๒๕๒๘ สร้างและปลุกเสกโดยอาจารย์บุญเพ็ญ แขวัฒนะ ฆราวาสผู้ทรงคุณอันวิเศษ เหรียญรุ่นนี้เน้นไปทางด้านปราบทุกข์เข็ญ ปราบศัตรูผู้คิดร้าย เป็นไปตามชื่อรุ่น “มารสยบ”

    อาจารย์บุญเพ็ญ แขวัฒนะ เกิดเมื่อ ๑๔ มิถุนายน ๒๔๗๗ ที่อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ครับ ท่านเป็นบุตรแฝดคนสุดท้องของคุณพ่อสิน-คุณแม่แดง แขวัฒนะ
    อาจารย์บุญเพ็ญ เริ่มรับราชการที่กรมตำรวจเมื่อ ๓ มกราคม ๒๕๐๔ ตำแหน่งสุดท้ายได้รับพระราชทานยศเป็น พ.ต.อ.(พิเศษ) ตำแหน่ง รอง ผบก.(กอ.รมน.) กพ. ทำหน้าที่นายตำรวจปฏิบัติราชการพิเศษ กอ.รมน. ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๑๐ - ๒๕๑๑ ท่านได้เริ่มบุกเบิกสำนักพุทธศาสตร์โลกและธรรม ที่บ้านลาดหญ้า ฝั่งธนบุรี โดยท่านได้รักษาคนเจ็บไข้และทุกข์ร้อนสัปดาห์ละ ๓ ครั้ง ยกเว้นวันพระ
    ในปี ๒๕๑๙ ท่านได้ปิดสำนัก และมาเปิดใหม่ที่ลาดพร้าวและที่บ้านถนนวิภาวดีรังสิต

    ลูกศิษย์รุ่นเก่า (ไม่ประสงค์ออกนาม) ได้เล่าให้ผมฟังว่า นอกจากอาจารย์บุญเพ็ญจะรักษาโรคให้หายได้อย่างอัศจรรย์ใจแล้ว ท่านยังสามารถติดต่อและทำพิธีเชิญเจ้ากรรมนายเวร ให้เข้ามารับการขอขมาและขออโหสิกรรมในอดีตกาลได้อีกด้วย แกว่ามีลูกศิษย์ของอาจารย์บุญเพ็ญหลายท่านที่ประสบความสำเร็จในชีวิตด้วยพิธีกรรมดังกล่าวข้างต้น แกว่าบางคนได้เป็นใหญ่เป็นโตในประเทศ เอ่ยชื่อไปรับรองต้องร้องเสียงหลง และแม้กระทั่ง มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมท ก็ยังให้ความเคารพนับถือในตัวของท่าน

    อาจารย์บุญเพ็ญถึงแก่กรรมเมื่อ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๓๒ ณ โรงพยาบาลสมิติเวช สิริรวมอายุได้ ๕๕ ปี ตรงตามที่ท่านเคยบอกกับกลุ่มลูกศิษย์ของท่านเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๘ ว่าท่านจะไปเมื่ออายุ ๕๕ ปี

    ในส่วนวัตถุมงคลของสำนักพุทธศาสตร์โลกและธรรมนั้น ต้องบอกว่าทุกครั้งที่สร้างจะมีการกำหนดและมีการประกอบพิธีกรรมที่ลึกล้ำและยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นเรื่ององค์ความรู้ที่ดูและเห็นด้วยตา อย่างการกำหนดฤกษ์ (ตามภาพประกอบ) หรือจะเป็นเรื่องเหนือโลก อย่างการเปิดตาที่สามเพื่อติดต่อหรืออัญเชิญ ล้วนมีส่วนส่งเสริมให้พุทธคุณของเหรียญแต่ละรุ่นโดดเด่นและแตกต่างกันอย่างชัดเจน ประมาณว่าเลือกแขวน เลือกใช้ได้ตามสถานการณ์เลยครับ

    ปัจจุบัน “เหรียญองค์ประธานแห่งไตรภพ ปี ๒๕๑๓” ซึ่งเป็นเหรียญรุ่นแรกของสำนักพุทธศาสตร์โลกและธรรม ถูกจัดเป็นของหายากและได้รับความนิยมค่อนข้างสูงมากครับ

    เหรียญมารสยบ ถ้ำพระโพธิสัตว์
    หนึ่งในตำนานฆราวาส
    อาจารย์ พันตำรวจเอก( พิเศษ)
    บุญเพ็ญ แขวัฒนา
    สื่อญาณ พระพรหม ช่วยเหลือ คนมานักต่อนัก
    พระพรหม มา แล้ว เสด็จมา ยก หนุน ดวงชะตาไม่ให้ตกต่ำ ดวงดีแล้วจะ ร่ำรวย ดวงชะตาโดดเด่น เกิด ตบะเดชะ มหาอำนาจ บารมี พ้นปัญหาอุปสรรค มากีดกั้นขัดขวาง
    โบราณว่า “ คนลิขิต ไม่เท่าฟ้าลิขิต ” พลังฟ้าประทาน อยู่ในองค์ พระพรหม อมตมหาเทพ...องค์นี้ พระพรหม โบราณย้ำ นักหนาว่า ใครใช้ จะได้พรอันประเสริฐ ลิขิตดวงชะตา ลิขิตอำนาจ วาสนา พาไปเจอแต่สิ่งดีๆ
    พระพรหม...เอาไว้เสริมดวง เสริมหน้าที่ การงาน เอาไว้กันไว้แก้ดวงตก ไว้ยกดวงแตก ดวงไม่ดี ดวงชง ทำมาหากินไม่เจริญก้าวหน้า
    เหรียญพระพรหม นี้ ที่ อ.บุญเพ็ญ แขวัฒนา ทำพิธี อัญเชิญมา เพื่อสงเคราะห์ ดวงชะตา ยก หนุน ค้ำจุน ดวงชะตาให้ ดีเลิศประเสริฐศรี เมื่อดวงดีแล้ว ทำอะไรก็สำเร็จ จับอะไรก็สมหวัง มีแต่ เกิด สิริมงคล เพิ่มทรัพย์สมบัติ ยศ อำนาจ
    พระพรหม จะช่วย ตัดกรรมหนักที่มาลิดรอนให้ลดทอนอำนาจลงไปก่อน ให้ผู้บูชา ได้ทำบุญ ทำกุศลก่อน ได้เสวยผลแห่งบุญ ทานที่ทำไว้ก่อน เมื่อกรรมไม่มารอน ได้เสวยบุญทาน ที่ทำที่สร้าง ย่อมเป็นมานะให้ สร้างบุญดี กรรมดี ต่อไป กรรมเก่าที่จะมา ก็ไม่มีทางจะซ้ำ ไม่มีช่องจะโผล่ให้ผล
    แต่พระพรหม จะช่วยยก
    ดวงศิษย์ที่แตก ที่ตก ให้ขึ้นมาอยู่เหนือคนอื่นดุจยืนอยู่บนแผ่นดินที่ทับถม สูงกว่าเขา
    ท้าวมหาพรหมธาดาวิมเหศวร ท่าน
    อ.บุญเพ็ญ แขวัฒนา ชุด พระพรหม , สยบมาร สำเร็จ สมปรารถนา ท่าน อ.บุญเพ็ญ แขวัฒนา ฆราวาสสายเทพ สำเร็จวิชาพรหมศาสตร์ รักษาโรค รู้กรรม คลายทุกข์ อาจารย์ของ เหล่า ไฮโซ นักการเมือง คนดัง สมัยนั้น ขลังจริงไม่อิงนิยาย
    พันตำรวจเอก (พิเศษ) บุญเพ็ญ แขวัฒนะ
    ผู้เพ่งเสียงค่ำครวญ จากสรรพสัตว์
    สำนักพุทธศาสตร์โลกและธรรม
    (ตอนที่ ๑)
    อาจารย์บุญเพ็ญ แขวัฒนะ
    เป็นอาจารย์ฆราวาส
    ร่วมยุคสมัยเดียว กับ อาจารย์ชุม ไชยคีรี,
    อาจารย์ทองแถม ศาสตระรุจิ ฯลฯ
    สมัยที่อาจารย์ยังมีชีวิต ท่านได้รับคำยกย่องและความเชื่อถือในเรื่องของ
    คุณธรรมและ ความมหัศจรรย์ทางจิต
    ในส่วนคำสอน อาจารย์บุญเพ็ญได้เน้นปฏิบัติจนตกผลึกออกมาเป็นบทความทางศาสนาหลายต่อหลายเรื่อง อย่างเช่น การปฏิบัติอานาปานสติสมาธิ,คุณค่าชองสติ ฯลฯ
    ในด้านความมหัศจรรย์ของจิต ท่านสามารถรักษาโรค,รักษาคุณไสย ร่วมไปถึงการหยั่งรู้อดีต อนาคต ความเป็นไปต่างๆ ตลอดจนการเปิดตาทิพย์หรือตาที่สามให้กับสานุศิษย์ผู้นับถือใช้ติดต่อกับวิญญาณไปจนถึงพวกเทพพวกพรหมครับ
    เรื่องราวความสามารถเฉพาะตัวของ
    อาจารย์บุญเพ็ญ ข้างต้น ทำให้มีผู้คนมากมายต่างตรงเข้าไปปฏิบัติธรรม และขอความช่วยเหลือจากท่านครับ
    พลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช (ยศในสมัยนั้น) ได้เขียนบันทึกเรื่องราวของตัว ท่านกับ
    อาจารย์บุญเพ็ญ
    ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วผมว่า
    บทความของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ อันนี้ถือเป็นการบอกเล่าตัวตนของอาจารย์บุญเพ็ญ
    และบริบทในสมัยนั้นได้ดีมาก
    บทความนี้อาจจะยาว แต่เชื่อเถอะครับ ว่าประโยชน์มีกับท่านที่สนใจแน่นอน
    เรื่องมีอยู่ว่า
    ผม (ม.ร.ว.คึกฤทธิ์) ได้รู้จักกับ
    อาจารย์บุญเพ็ญมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว
    นับตั้งแต่วันที่รู้จักก็ได้มีความเคารพนับถือรักใคร่ในตัวอาจารย์บุญเพ็ญ ตลอดมา
    มีคนอีกเป็นจำนวนมากที่เขาเคารพนับถืออาจารย์บุญเพ็ญ เอามากๆ เพราะเขาเห็นว่า
    "อาจารย์บุญเพ็ญเป็นผู้วิเศษสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ แสดงอิทธิ ปาฏิหาริย์ต่างๆ อีกได้มาก"
    คนที่นับถืออาจารย์บุญเพ็ญ เช่นนี้มิใช่เพียงคนสองคน แต่จะมีเป็นจำนวนร้อยหรือพันอย่างไร
    ผมก็คะเนไม่ถูก ทราบได้แต่ว่ามากเหลือเกิน
    คนที่นับถืออาจารย์บุญเพ็ญ
    ในแบบนี้ เวลาพบกับอาจารย์บุญเพ็ญ
    ก็มักจะลงหมอบกราบ และหมอบคลานเหมือน
    อยู่กับพระภิกษุผู้เป็นพระอาจารย์
    หรือต่อหน้าเจ้านายที่เขาเคารพนับถือ
    ผมเอง (ม.ร.ว.คึกฤทธิ์) รู้จักอาจารย์บุญเพ็ญ
    ด้วยเหตุที่ธรรมดาสามัญ ไม่เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บ หรือมิได้ตั้งใจที่จะไปขอให้
    อาจารย์บุญเพ็ญแสดงอิทธิ ปาฏิหาริย์เพื่อรักษาโรคให้ผม หรือเพื่อเหตุอื่นใดก็ดีแต่อย่างใดทั้งสิ้น เป็นการพบปะระหว่างคนสองคนที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อกัน มีความหวังดีเจตนาดีต่อกันเป็นอย่างยิ่ง
    คึกฤทธิ์ ปราโมทย์
    ของมงคลคู่คนมีบุญ

    ....
    ....

    ศิษย์กวง
    26 ธันวาคม 2019 ·
    พันตำรวจเอก (พิเศษ) บุญเพ็ญ แขวัฒนะ
    สำนักพุทธศาสตร์โลกและธรรม
    (ตอนจบ-ผู้เพ่งเสียงคร่ำครวญมวลสรรพสัตว์)
    ต่อหน้าลูกศิษย์และคนที่นับถืออีกเป็นจำนวนมากมายหลายร้อยคนนั้น อาจารย์บุญเพ็ญจะแสดงตัวหรือแสดงกิริยาท่าทางอย่างไรผมไม่ทราบ เพราะไม่เคยเห็น
    เรื่องด้วยวันที่อาจารย์บุญเพ็ญกำหนดให้มีคนเข้าไปหาเพื่อแก้โรคหรือทุกข์ร้อนให้ได้นั้นเป็นวันที่ผมไม่เคยไปพบกับอาจารย์บุญเพ็ญสักครั้ง ผมไปพบแต่เมื่ออาจารย์บุญเพ็ญว่างการงานในทางนี้ได้อยู่อย่างสบายใจ จึงจะไปคุยกันด้วยความสบายใจทั้งสองฝ่าย
    สิ่งที่ผมรักและนับถืออาจารย์บุญเพ็ญมากก็คือความบริสุทธิ์ในวาจาและความคิดเห็น อาจารย์บุญเพ็ญเป็นคนง่ายไม่มีเรื่องลึกลับซับซ้อนอะไรทั้งสิ้น จะพูดจากับอาจารย์บุญเพ็ญไม่ต้องระแวงว่าอาจารย์บุญเพ็ญจะโกหกหรือมีความหมายอย่างอื่นใดเกินไปกว่าที่พูด และก็สบายใจอีกอย่างหนึ่งที่ตัวผมเองไม่ต้องแม้แต่คิดว่า จะต้องโกหกอาจารย์บุญเพ็ญด้วยเรื่องใดๆ เป็นอันว่าพบกันครั้งใดคุยกันครั้งใด ก็คุยกันด้วยความบริสุทธิ์ผุดผ่องในใจทั้งสองฝ่าย
    คนที่มีฤทธิ์อำนาจมาก มีคนนับถือมากมายอย่างอาจารย์บุญเพ็ญนั้น ท่าทางกิริยาก็จะต้องเปลี่ยนไปบ้างให้ผิดจากคนธรรมดาหรือไม่เหมือนธรรมดา แต่อาการเช่นนี้ไม่มีในตัวอาจารย์บุญเพ็ญเลย
    อาจารย์บุญเพ็ญเป็นคนที่มีการศึกษาแผนปัจจุบัน เพราะเคยไปร่ำเรียนอยู่ที่ประเทศออสเตรเลียถึงสิบปี เวลาจะพูดอะไรกับผม อาจารย์บุญเพ็ญก็เป็นคนอย่างนั้นมิได้มีสิ่งอื่นเข้ามาแทรกแซงทำให้ผิดปกติไป ที่สำคัญก็คือเวลาผมไปคุยกับอาจารย์บุญเพ็ญนั้น ผมสามารถที่จะพูดจาได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องปิดบังเคลือบแฝงหรือเสแสร้งทำให้ตัวผมเองกลายเป็นคนอื่นไป
    ด้วยเหตุนี้ผม (ม.ร.ว.คึกฤทธิ์) จึงมีแต่ความสบายใจทุกครั้งที่ได้พบกับอาจารย์บุญเพ็ญ
    พลตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช
    อาจารย์บุญเพ็ญ เกิดเมื่อ ๑๔ มิถุนายน ๒๔๗๗ ที่อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร ครับ ท่านเป็นบุตรแฝดคนสุดท้องของคุณพ่อสิน-คุณแม่แดง แขวัฒนะ
    อาจารย์บุญเพ็ญ เริ่มรับราชการที่กรมตำรวจเมื่อ ๓ มกราคม ๒๕๐๔ ตำแหน่งสุดท้ายได้รับพระราชทานยศเป็น พ.ต.อ.(พิเศษ) ตำแหน่ง รอง ผบก.(กอ.รมน.) กพ. ทำหน้าที่นายตำรวจปฏิบัติราชการพิเศษ กอ.รมน.
    ในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๑๐ - ๒๕๑๑ ท่านได้เริ่มบุกเบิกสำนักพุทธศาสตร์โลกและธรรม ที่บ้านลาดหญ้า ฝั่งธนบุรี โดยท่านได้รักษาคนเจ็บไข้และทุกข์ร้อนสัปดาห์ละ ๓ ครั้ง ยกเว้นวันพระ
    ในปี ๒๕๑๙ ท่านได้ปิดสำนักและมาเปิดใหม่ที่ลาดพร้าวและที่บ้านถนนวิภาวดีรังสิต
    ลูกศิษย์รุ่นเก่า (ไม่ประสงค์ออกนาม) ได้เล่าให้ผมฟังว่า นอกจากอาจารย์บุญเพ็ญจะรักษาโรคให้หายได้อย่างอัศจรรย์ใจแล้ว ท่านยังสามารถติดต่อและทำพิธีเชิญเจ้ากรรมนายเวร ให้เข้ามารับการขอขมาและขออโหสิกรรมในอดีตกาลได้อีกด้วย
    แกว่ามีลูกศิษย์ของอาจารย์บุญเพ็ญหลายท่านที่ประสบความสำเร็จในชีวิตด้วยพิธีกรรมดังกล่าวข้างต้น แกว่าบางคนได้เป็นใหญ่เป็นโตในประเทศ เอ่ยชื่อไปรับรองต้องร้องเสียงหลง
    อาจารย์บุญเพ็ญถึงแก่กรรมเมื่อ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๓๒ ณ โรงพยา
    บาลสมิติเวช สิริรวมอายุได้ ๕๕ ปี ตรงตามที่ท่านเคยบอกกับกลุ่มลูกศิษย์ของท่านเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๘ ว่าท่านจะไปเมื่ออายุ ๕๕ ปี
    ในส่วนวัตถุมงคลของสำนักพุทธศาสตร์โลกและธรรมนั้น ต้องบอกว่าทุกครั้งที่สร้างจะมีการกำหนดและมีการประกอบพิธีกรรมที่ลึกล้ำและยอดเยี่ยม
    ไม่ว่าจะเป็นเรื่ององค์ความรู้ที่ดูและเห็นด้วยตา อย่างการกำหนดฤกษ์ (ตามภาพประกอบ) หรือจะเป็นเรื่องเหนือโลก อย่างการเปิดตาที่สามเพื่อติดต่อหรืออัญเชิญ ล้วนมีส่วนส่งเสริมให้พุทธคุณของเหรียญแต่ละรุ่นโดดเด่นและแตกต่างกันอย่างชัดเจน ประมาณว่าเลือกแขวน เลือกใช้ได้ตามสถานการณ์เลยครับ
    ปัจจุบัน “เหรียญองค์ประธานแห่งไตรภพ ปี ๒๕๑๓” (ตามภาพประกอบ) ซึ่งเป็นเหรียญรุ่นแรกของสำนักพุทธศาสตร์โลกและธรรม ถูกจัดและได้รับความนิยมค่อนข้างสูง
    ผมถามคุณลุงคู่สนทนาว่า “คิดถึงท่านอาจารย์ไหม” แกว่าคิดถึง ทุกวันนี้ยามว่างไม่มีคนกวนใจแกก็จะนึกทบทวนธรรมะที่อาจารย์บุญเพ็ญได้เคยสอน
    แกว่านำมาไตร่ตรองแล้วใช้ประโยชน์ได้ทั้งในทางโลกและทางธรรมจริงๆ เช่น
    “การปฏิบัติธรรมอันสมควรแก่ธรรมนั้น ต้องศึกษาในสัจธรรมอันถูกต้อง คือเชื่อในพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าและต้องนำมาปฏิบัติด้วย
    ถ้าไม่ยอมปฏิบัติ คิดนอกลู่นอกทาง เชื่อในทรงเจ้าเข้าผี การนับถือแบบนั้น เรียกว่านับถือแต่ปาก ใจไม่ได้นับถืออะไรเลย”

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของระบบความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 250 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ

    IMG_20260223_222127.jpg IMG_20260223_222158.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 24 กุมภาพันธ์ 2026 at 23:38
  9. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,127
    ค่าพลัง:
    +21,459
    พระรูปเหมือนหลวงพ่อปาน(ลิ้นดำ) วัดโคกสมานคุณ พิมพ์ใหญ่ เนื้อผงว่าน พ.ศ.๒๕๓๗ จ.สงขลา
    .................. พระรูปเหมือนหลวงพ่อปาน(ลิ้นดำ) วัดโคกสมานคุณ พิมพ์ใหญ่ เนื้อผงว่าน พ.ศ.๒๕๓๗ จ.สงขลา
    พระสภาพสวยมากๆครับ
    แท้ดูง่ายมากๆ พร้อมกล่องเดิมๆจากวัด
    จัดสร้างโดยพระครูสมานคุณากรหรือที่ชาวสงขลาเรียกและรู้จักท่านในนามว่า “ หลวงพ่อจันทร์ “ โดยจัดพิธีพุทธาภิเษกเมื่อวันเสาร์ที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๓๗ อันตรงกับวันเสาร์ห้า เดือน ๕ ขึ้น ๕ ค่ำ ซึ่งโบราณถือว่าเป็นวันมหาอุด มหาโชคและเป็นวันที่กล้าแข็ง สามารถบันดาลให้เกิดอิทธิปาฏิหาริย์ได้อย่างน่าอัศจรรย์
    ก่อนที่จะสร้างพระหลวงพ่อปานลิ้นดำนี้ หลวงพ่อจันทร์ได้เก็บรวบรวมผงต่าง ๆ ว่านเก่า ตลอดจนวัตถุธาตุอันเป็นมงคลต่าง ๆ นำมารวบรวมเอาไว้เป็นเวลาหลายปี นอกจากนี้แล้ว ยังมีดอกไม้ ดอกมะลิอันเป็นมงคลในพิธีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปในพิธียกช่อฟ้าพระอุโบสถวัดโคกสมานคุณนำมาเป็นส่วนผสมอีกด้วย โดยในขณะนั้น หลวงพ่อจันทร์ยังมีศักดิ์เป็นพระครูสังฆรักษ์อยู่ พร้อมกันนั้น หลวงพ่อจันทร์ยังได้นำเอาผงว่านที่แตกหักของพระเครื่องหลวงพ่อปานที่สร้างเมื่อปี ๒๕๐๖ และนำทูลถวายพระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวมาเป็นส่วนผสมหลักในการสร้างครั้งนี้ด้วย
    สำหรับผงว่านมงคล ที่นำมาเป็นส่วนผสมในการสร้างพระผงเนื้อว่านหลวงพ่อปานรุ่นนี้ ประกอบด้วย :-
    - ว่านชนิดต่าง ๑๐๘ ชนิด
    - กำยาน ๕ กิโลกรัม
    - ผงขี้ธูปวัดพะโคะ
    - เปลือกไม้ยางที่หลวงปู่ทวดเคยวางไม้เท้า
    - ผงตะไบเงินยวง
    - ผงใบต้นสังกรณี
    - ผงใบยอที่งอกบนต้นไม้อื่น เรียกว่า “ ยอไม่ตกดิน “
    - ผงปูนที่สกัดจากยอดพระธาตุ จ.นครศรีธรรมราช
    - ดอกสวาท
    - ดอกใบรักซ้อน
    - กาฝากรักซ้อน
    - กาฝากรักป่า
    - ดินกากยายักษ์
    - ดินโป่งปูที่ปิดรูปู ๑๐๘ รู
    - ดอกไม้บูชาพระค่ามพระอารามต่าง ๆ ในกรุงเทพ ฯ
    - ผงเก่าที่เก็บไว้จากหลวงพ่อปานลิ้นดำที่เหลือมาจากการสร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๖
    - ดอก / ใบ / ต้นพุทธรักษา
    - ดอกสายหยุด
    - ใบเสียบต้นใหญ่ที่ฝังรกหลวงปู่ทวด
    - ไข่หินถ้ำพระธาตุเขาสายร้อยยอด จ.ประจวบ ฯ
    - ข้าวสารหิน จ.ลพบุรี
    - ดอกพญางิ้วดำ
    - ธาตุแร่เหล็กน้ำพี้ จ.อุตรดิตถ์
    - เพชรเขาพระงาม จ.เพชรบุรี
    - ขี้ธูปเขาวงพระจันทร์ จ.ลพบุรี
    - ขนมปังหรือขนมโคคนธรรพ์ในถ้ำอุตรดิตถ์
    - ดินกรุพระนางตราท่าศาลา นครศรีธรรมราชอายุกว่า ๘๐๐ ปี
    พระผงเนื้อว่านหลวงพ่อปาน ลิ้นดำที่สร้างในครั้งนี้มีพระเกจิอาจารย์จากทั่วทั้งภาคใต้ก็ว่าได้ ที่ไปร่วมกันปลุกเสกในครั้งนี้ อาทิ ....
    - หลวงพ่อแดง วัดควนนางพิมพ์ จ.พัทลุง
    - หลวงพ่อร่วง ปกาสิทธิ์ วัดศาลาโพธิ์ ( ดับเทียนชัย )
    - หลวงพ่อล้วน วัดน้ำน้อยใน
    - หลวงพ่อเรือง วัดประตูชัย
    - หลวงพ่อบุญ วัดคลองแห
    - หลวงพ่อรื่น วัดช่องเขา
    - พระครูประภัสสรธรรมคุณ วัดทรายขาว
    - หลวงพ่อเอียด วัดบางกล่ำ
    - หลวงพ่อจันทร์ วัดเจริญราษฎร์
    - พระครูโกวิทธรรมสาร วัดห้วยลาด
    - พระครูมนุญธรรมานุวัตร วัดหูแร่
    - หลวงพ่อจำเนียร สำนักสงฆ์ต้นเลียบ
    - หลวงพ่อพราง วัดโคกทราย
    - หลวงพ่อจันทร์ วัดโคกสมานคุณ
    - หลวงพ่อปรีชา รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย
    - พระอาจารสมนึก วัดหรงบล จ.นครศรีธรรมราช
    ในการสร้างพระเนื้อว่านหลวงพ่อปาน ลิ้นดำนี้ หลวงพ่อจันทร์ท่านมีความประสงค์ที่จะบูชาคุณของหลวงพ่อปานซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของท่าน ทั้งนี้ เมื่อตอนหลังจากที่หลวงพ่อจันทร์ได้บวชแล้วท่านก็ได้ร่ำเรียนพระธรรมวินัยกับหลวงพ่อปาน ตลอดจนคาถาอาคมอยู่เป็นเวลานานหลายปีจนกระทั่งหลวงพ่อปาน มรณภาพ
    สำหรับรูปลักษณ์ของพระเนื้อว่านหลวงพ่อปานลิ้นดำนี้ จะมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่ว มีขนาดความสูง ๓ ซม. ฐานล่างกว้าง ๒ ซม. ตรงกลางจะเป็นรูปองค์หลวงพ่อปานลิ้นดำ ห่มจีวรเฉวียงบ่า พาดสังฆาฏิในท่าจับหัวเข่า นั่งอยู่บนฐานเขียง ด้านหลังองค์พระจะนูนคล้ายหลังเบี้ย มีอักษรภาษไทยปั๊มอ่านว่า “ หลวงพ่อปาน วัดโคกสมานคุณ “ สีเนื้อออกดำอมเทาหรือดำอมเขียว

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 150 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ


    IMG_20260224_172347.jpg IMG_20260224_172413.jpg IMG_20260224_172432.jpg
     
  10. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,127
    ค่าพลัง:
    +21,459
    1771930157367.jpg

    พระผงรูปเหมือนหลวงปู่เดินหนทาทอง หลวงหลวงพ่อกอไผ่อธิษฐานจิตปลุกเสก
    ..
    หลวงพ่อกอไผ่ พระอภิญญา ศิษย์เอกหลวงปู่กอง วัดสระมณฑล
    ...เถราจารย์ในสายปฏิปทาหลวงปู่เทพโลกอุดร
    ...วัยเยาว์
    ท่านเล่าเรื่องราวต่างๆให้ศิษย์ใกล้ชิดฟังว่าตัวท่านเกิดมาได้ ๗ ขวบก็เห็นคนเดินเข้าไปในต้นไม้แล้ว พออายุ
    ๑๒ ขวบก็มีความคิดแตกต่างจากเด็กทั่วไปชอบเข้าวัดทำบุญไม่ชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ครั้นอายุประมาณ ๑๗ ปีท่านก็ถือศีลออกบวช เป็นฤาษีนุ่งขาวห่มขาว เข้าป่าปฏิบัติธรรม จนวันหนึ่งขณะปฏิบัติมีเสียงบอกมาในสมาธิว่า "ถึงเวลาบวชแล้ว "ท่านจึงบวชที่วัดแห่งหนึ่งใน กาญจนบุรีโดยหลานของหลวงพ่อสด วัดปากน้ำเป็นผู้บวชให้ได้รับฉายาว่ "เตชะปุญโญ"
    ..ชื่อปริศนาธรรม
    หลังนั้นท่านก็ออกธุดงค์ เข้าป่าแสวงหาความหลุดพ้น เป็นเวลาหลายปีจนขึ้นไปทางเหนือ ได้พบครูบาอาจารย์ต่างๆ มากมายจนครูบาอาจารย์องค์หนึ่งของท่าน เรียกชื่อท่านว่า "กอไผ่" ซึ่งเป็นปริศนาธรรมและหลังจากนั้น พระไผ่ เตชะปุญโญ จึงกลายเป็น"หลวงพ่อกอไผ่" สืบแต่นั้นเป็นต้นมา..
    หลวงตากอไผ่เป็นพระที่ดุมากๆ จนศิษย์ใกล้ชิดหรือคนที่อยู่ใกล้กลัวจนลนลาน เรื่องราวต่างๆหากท่านไม่เล่าจะไม่มีใครกล้าถามเพราะรู้ว่าทุกอย่างท่านทำเพราะเหตุผลอะไร ครั้งหนึ่งท่านเห็นวิบากกรรมของศิษย์ที่เคยใช้ไม้แทงปลาถูกที่ลูกตาปลาท่าน จึงช่วยศิษย์หรือแก้กรรมให้โดยใช้ไม้แทงถูกลูกตาของศิษย์คนนั้นจนเลือดไหล แล้วท่านบ้วนน้ำลายใส่แล้วใช้ยาเส้น ที่ท่านใช้ถูฟันแปะไปที่แผลที่ท่านทำ เพื่อแก้กรรมให้ๆ รู้ถึงความเจ็บปวดเวลาที่ถูกกระทำ เป็นการชดใช้กรรม พอศิษย์พักผ่อนหลับไปตื่นขึ้นมา ความเจ็บปวดต่างๆก็หายไปอย่างน่าอัศจรรย์
    ..อาวุธปื...ด้านทุกระบอ..
    ครั้งหนึ่งหลวงตากอไผ่ได้รับนิมนต์ไปจังหวัดแห่งหนึ่งทางภาคใต้ ที่ขึ้นชื่อลือชาว่า คนเมืองนี้ดุจริงๆ และก็ดุจริงสมชื่อคนในพื้นที่มาต้อนรับท่านด้วยอาวุ..ครบมือแทบทุกชนิดพร้อมทั้งอาวุ..สงคราม ท่านบอกว่าจะให้ท่านออกจากพื้นที่ก็ได้หากยิงยาเส้นของท่านด้วยปื..ทุกกระบอกที่นำมา หากแม้นลูกปื...จากกระบอกใดออกจากลำกล้องท่านจะไปทันทีแล้วปื...ทุกกระบอกก็กลายเป็นปื...ด้าน ทุกกระบอกที่ย..ไม่มีกระสุ.ลูกใดหลุดออกจากลำกล้องปื.เลยทุกกระบอกด้านหมด
    ...บุญสัมพันธ์กับพระเหนือโลก
    พระเหนือโลกในช่วงปี พ.ศ.๒๕๔๐ ที่ทุกคนรู้จักกันดีในปัจจุปัน เช่นหลวงปู่หมุน ฐิตสีโล อมตสงฆ์ทรงอภิญญาห้าแผ่นดิน หลวงปู่สรวงเทวดาเล่นดินบ้านละลม หลวงปู่ละมัย ฐิตมโน พระโบราณที่บอกว่าไม่มีแผ่นดินพุทธศาสนาใดในโลกที่ท่านไม่เคยเหยียบ หลวงตากอไผ่ล้วนมีบุญสัมพันธ์กับท่านเหล่านั้นทั้งสิ้น ครั้งหนึ่งหลวงพ่อกอไผ่ท่านพบกับหลวงปู่หมุนในงานพุทธาภิเษกที่วัดแห่งหนึ่งท่านเข้าไปกราบหลวงปู่หมุนๆท่านรู้ด้วยณานทัศนะ ว่าหลวงตากอไผ่เคยทำความเพียรปฏิบัติอยู่แถวเมืองกาญจนบุรี จึงพูดกับหลวงตากอไผ่ว่า "เทพเจ้าปากน้ำจีนมาแล้วหลบท่านโว๊ย"
    ครั้งหนึ่งหลวงตากอไผ่ไปกราบหลวงปู่สรวงพอพบหน้ากันหลวงปู่สรวงให้ความเมตตาท่านสักที่ขาให้จนที่ขาหลวงตากอไผ่มีรอยสักปูดขึ้นมาแบบหลวงปู่สรวงอย่างน่ามหัศจรรย์ ที่สำคัญหลวงตากอไผ่จะมีบุคลิกคล้ายหลวงปู่สรวงคือเวลาไปไหนท่านจะไม่บอกศิษย์ที่ขับรถว่าจะไปไหนท่านจะขึ้นรถแล้วให้ขับไปเรื่อยๆแล้วจะชี้บอกทางให้เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาจนกว่าจะถึงที่หมาย ไม่เพียงเท่านั้นหลวงตากอไผ่เคยได้ให้ลูกศิษย์ใกล้ชิดขับรถพาไปหาหลวงปู่ละมัยที่สวนป่าสมุนไพรเพชรบูรณ์ เมื่อเจอหน้ากันหลวงปู่ละมัยก็ให้ความเมตตาเป็นพิเศษเรียกให้ไปร่วมวงฉันท์ภัตตาหารร่วมกับท่านและได้บอกว่า "ท่านเคยเป็นบิดาของหลวงตากอไผ่ในอดีตชาติอีกด้วย"
    จะเห็นว่า"หลวงตากอไผ่"ท่านผูกพันกับครูบาอาจารย์พระเหนือโลกองค์สำคัญแห่งยุคมากมายหลายองค์และอีกองค์ที่เป็นครูบาอาจารย์ที่สำคัญของท่านและท่านรับแนวทางปฏิบัติมาคือ "สมเด็จบรมครูหลวงพ่อกบ" วัดเขาสาริกา อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี จะเห็นว่าหลวงตากอไผ่เวลาท่านไปไหนในสมัยก่อนท่านจะก่อกองไฟไว้ตลอดคืนเป็นการเผากิเลสให้สิ้นไปตามแนวทางปฏิบัติของหลวงพ่อกบ หลวงพ่อโอภาสี และหลวงปู่สรวงไม่ผิดเพี้ยนและหากใครเคยเห็นรูปของหลวงพ่อกบจะเห็นลูกกะพรวนที่คล้องคอหลวงพ่อกบ ลูกกะพรวนคู่นั้นมีศิษย์ยืนยันว่าเคยเห็นอยู่กับหลวงตากอไผ่
    #ปฏิปทาของท่าน
    หลวงพ่อกอไผ่ ท่านมีนิสัย เหมือนหลวงปู่กอง คือ พูดน้อย ดุมาก บางคนไปขอ ของดีโดนท่านด่ากลับมาก็มี ท่านไม่อยากเด่น อยากดัง อยู่แบบเงียบๆ ทั้งวัดมีองค์เดียว นอนอยู่ในโบสถ์ ทั้งวัดก็เหลือพื้นที่แค่โบสถ์ ปกติวัดจะต้อง มีโบสถ์ มีศาลา มีเมรุ แต่วัดนี้ไม่มีอะไรเลย เหมือนวัดร้าง ท่านก็อยู่ของท่านคนเดียว รอบวัดเป็นหมู่บ้าน ท่านบอกถ้าไม่มีพระอยู่ เดียวคนเอาไปหมด เพราะทุกวันนี้ชาวบ้านก็รุกที่วัดไปมากแล้ว
    หลวงพ่อกอไผ่ ผู้ศรัทธาท่านโดยมากชอบทำสมาธิกรรมฐาน ปฏิบัติธรรม จะเคารพท่านมาก เรื่องพวกนี้ต้องรู้ด้วยตัวเอง สัมผัสเอง แต่หลวงพ่อท่านมีกิจเยอะ ไม่ค่อยติดวัด
    ...พลังจิตหลวงตา
    หลวงตากอไผ่ จากคำบอกเล่าของย่าอี๊ด สำนักปฏิบัติธรรมคุณแม่ชีปทุม โชตินันต์ ท่านว่า หลวงตากอไผ่ นั่งเรือไม่ต้องใช้ไม้พาย คือใช้จิตอภิญญาบังคับไปได้เองตามแต่ปรารถนาของท่าน นี่เพียงบางส่วนสำหรับเรื่องราวของหลวงตามีลูกศิษย์ประสบพบพานมา ยังมีมากมายจนเล่าขานไม่รู้จบ ปัจจุบันท่านสังขารมากแล้ว ท่านโปรดสัตว์ไปทุกหนแห่งที่ต้องการ และมีบุญสัมพันธ์กับหลวงปู่ก็จะได้พบท่านเอง

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 330 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ
    ปิดรายการ
    ปิดรายการ
    IMG_20260224_174412.jpg IMG_20260224_174434.jpg
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 24 กุมภาพันธ์ 2026 at 23:38
  11. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,127
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1771932300375.jpg

    หลวง พ่อท่านก็เริ่มบริกรรมภาวนาโดยเอาผ้าอาบน้ำฝนที่ท่านนำติดตัวมาด้วยพันกัน และขมวดให้แน่นๆ สักพักหนึ่งดาวดวงนั้นก็ค่อยๆ หรี่แสงลงไปจนกับดับหายไปจากท้องฟ้าเลยทีเดียว
    ..........

    หลวงพ่อทองอยู่ (พระครูสุตาธิการี) วัดใหม่หนองพะอง จ.สมุทรสาคร (ตอนจบ)
    ท่านเป็นสหธรรมิก กับ หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี กรุงเทพฯ โดย เรียนวิชายันต์ตรีนิสิงเห มาจาก หลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ สมุทรสาคร มาด้วยกัน งานไหนมีปลุกเสกเครื่องรางของขลัง หรือ วัตถุมงคล ที่นั่นจะมี หลวงปู่โต๊ะกับ หลวงพ่อทองอยู่ ด้วยเสมอ
    วิชาที่สุดยอดของท่านอีกอย่างคือ ลงกระหม่อมด้วยน้ำมันจันทร์หอม ใครได้ลงครบสามครั้ง รับรองได้ว่า ไม่มีตายโหง และไม่อดไม่อยาก เป็นที่รักใคร่ของคนโดยทั่วไป ท่านเจริญเมตตา จนมีฝูงปลาสวายมาอยู่หน้าวัดเต็มไปหมดเลย
    ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ ๑ ใน ๔ องค์ ที่หลวงปู่โต๊ะนิมนต์มาในงานครบรอบวันเกิดของท่านทุกปี อีกสามองค์ที่เหลือ องค์แรก คือ หลวงปู่ธูป วัดแคนางเลิ้ง กรุงทพฯ องค์ที่สอง หลวงพ่อฮะ วัดดอนไก่ดี สุพรรณบุรี องค์ที่สามเป็น พระจีน (ไม่ทราบชื่อ) สำหรับงานวันเกิดหลวงปู่โต๊ะนั้น จะนิมนต์หลวงปู่หลวงพ่อทั้ง ๔ องค์นี้เป็นประจำ มานั่งสี่มุม ส่วนหลวงปู่โต๊ะท่านจะนั่งที่หน้าพระประธานเป็นองค์ที่ห้า ซึ่งหลวงปู่โต๊ะท่านยังสั่งลูกศิษย์ลูกหาของท่านว่าหลวงพ่อทองอยู่นั้น สามารถเป็นที่พึ่งพิงของลูกศิษย์ได้อีกรูปหนึ่งให้ไปกราบนัสการ หลวงพ่อทองอยู่ท่านก็เมตตาอนุเคราะห์แก่บรรดาลูกศิษย์ที่มาหาท่านเสมอกันทุก คนไม่เลือกว่ายากดีมีจน ธรรมะที่ท่านจะบอกกับลูกศิษย์เป็นประจำก็คือ
    “ จะทำอะไรก็แล้วแต่มันสำคัญที่ใจ ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นหัวหน้า ใจเป็นประธาน ถ้ามีจิตใจแน่วแน่แล้วล่ะก็ผลสำเร็จนั้นย่อมเป็นที่หวังพึ่งพิงได้เสมอ ทำใจให้ดีตั้งใจให้ดีแล้วผลสำเร็จจะมีมาเอง”
    หลวงพ่อท่านยังห่วงใยในวัดวาอาราม ท่านจะบอกอยู่เสมอว่าในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่นั้นการเงินทองนั้นหาง่าย ให้ขยันทำงานต่างๆ นั้นให้มาก ถ้าท่านมรณภาพไปแล้วการเงินจะฝืดเคืองกว่าตอนสมัยของท่านให้เร่งพัฒนาวัด ช่วยกันทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้วัฒนาถาวรต่อไป ด้วยการประพฤติปฏิบัติของพระเณรที่บวชเข้ามาแล้ว ถ้าประพฤติดีตามพระธรามวินัย ก็จะทำให้พระพุทธศาสนาอยู่ได้ตลอดไป

    คำสั่งเสียของหลวงปู่โต๊ะ ก่อนมรณภาพ
    ในการสร้างพระกริ่ง พระชัยวัฒน์ พุทโธ ของวัดประดู่ฉิมพลี ในขณะที่หลวงปู่โต๊ะชราภาพมากแล้ว ท่านปรารภกับลูกศิษย์ว่า
    "หากหมดบุญฉันแล้วให้ไปหาหลวงพ่อทองอยู่ วัดใหม่หนองพระองค์ ท่านแทนฉันได้"

    และท่านยังสั่งลูกศิษย์ใกล้ชิดไว้ว่า หากท่านอยู่ปลุกเสกรุ่นนี้ไม่ทัน ให้นำไปให้หลวงพ่อทองอยู่ปลุกเสกแทน พระ กริ่ง พระชัยวัฒน์ พุทโธ รุ่นนี้ จึงเป็นสุดท้ายของหลวงปู่โต๊ะ ซึ่งทางวัดประดู่ฉิมพลี ได้ประกอบพิธีเททองหล่อภายในวัด เมื่อวันที่ ๑๕ ก.พ. ๒๕๒๔ โดยหลวงปู่เป็นประธานในพิธี และมีเกจิอาจารย์อีก ๙ ท่าน ร่วมนั่งปรกในขณะเททอง
    ขณะที่พระกริ่งพระชัยวัฒน์ พุทโธ กำลังอยู่ในระหว่างตกแต่ง หลวงปู่โต๊ะก็ได้มรณภาพเสียก่อน ในวันที่ ๕ มี.ค ๒๕๒๔ (แสดงให้เห็นถึงอนาคตังสญาณของหลวงปู่โต๊ะ ที่รู้ล่วงหน้าว่าจะมรณภาพในปีนั้น) เมื่อตกแต่งเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลวงพ่อทองอยู่ ได้ปลุกเสกเดี่ยวให้ก่อน ๑ ครั้ง และ ต่อมา เมื่อทางวัดได้ประกอบพิธีพุทธาภิเษกครั้งใหญ่ พร้อมกับ รูปหล่อขนาดเท่าองค์จริงหลวงปู่โต๊ะ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเททองหล่อขึ้น ทางวัดได้นำ พระกริ่ง พระชัยวัฒน์ "พุทโธ" เข้าร่วมในพิธี โดยมีสมเด็จพระญาณสังวร เป็นประธาน และ หลวงพ่อทองอยู่นั่งปรกปลุกเสกด้วย จำนวนสร้างพระกริ่ง ๑,๕๐๐ องค์ พระชัยวัฒน์ ๓,๐๐๐ องค์ ทั้ง ๒ พิมพ์ ตอกโค้ด "ต" สำหรับพระชัยวัฒน์นั้นใต้ฐานอุดด้วยเทียนชัย และเส้นเกศาของหลวงปู่โต๊ะไว้ด้วย

    สองเกจิร่วมสมัย ร่วมกันโปรดวิญญาณในคลองภาษีเจริญ
    เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณปี ๒๕๐๐ กว่า ๆ เป็นเหตุการณ์ที่พระอริยะเจ้าสองรูป ได้โปรดวิญญาณ ที่ต้องทนทุกข์ทรมาน อยู่ในคลองภาษีเจริญ บริเวณประตูน้ำหน้าวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พระอริยะเจ้าสองรูปนั้น องค์แรกท่าน คือ หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี องค์ที่สอง คือ หลวงพ่อทองอยู่ วัดใหม่หนองพะอง เหตุการณ์ นี้สืบเนื่องจาก บริเวณหน้าวัดปากน้ำภาษีเจริญในขณะนั้น มีคนตกน้ำตายเป็นประจำ ชาวบ้านต้องตกอยู่ในความกลัวตลอด มีลูกศิษย์ไปเล่าเรื่องให้หลวงปู่ทั้งสองท่านฟัง ท่านจึงได้เดินทางมาโปรดวิญญาณทั้งหลาย ที่ต้องทนทุกข์อยู่ในน้ำนั้น โดยมี หลวงพ่อทองอยู่ เดินโปรยข้าวตรอกดอกไม้ และ หลวงปู่โต๊ะนั่งสมาธิอยู่ที่ริมคลองบริเวณประตูน้ำ ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้น ผู้สูงอายุในขณะนี้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น ต่างทราบเหตุการณ์นี้ดี
    จะยกตัวอย่างพลังจิตของหลวงพ่อทองอยู่เรื่องหนึ่ง ในมูลเหตุที่ท่านได้รับฉายาจากศิษยานุศิษย์ทั้งหลายว่า หลวงพ่อทองอยู่ ดับดาวเดือน
    มีเรื่องบอกเล่าโดยพระที่เคยบวชอยู่ที่วัดหนองพะองว่า เมื่อ ว่างเว้นจากภารกิจหน้าที่การงานก่อสร้างและการทำวัตรเรียบร้อยแล้ว ท่านก็ไปชุมนุมกันอยู่หน้ากุฏิหลวงพ่อในเวลากลางคืน หลวงพ่อท่านจึงถามว่า จะไปไหนกัน มากันพร้อมเพรียงเชียว พระที่มาทั้งหมดก็ไม่พูดว่าอะไร เพราะไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร หลวงพ่อท่านจึงเรียกพระทั้งหมดให้ออกมาข้างนอกชานกุฏิของท่าน เมื่อออกมาแล้วหลวงพ่อก็บอกให้ดูดาวประจำเมืองที่มีแสงสุกใสอยู่บนท้องห้า นั้นไว้ให้ดี พระทั้งหลายในที่นั้นก็จ้องมองไปที่ดาวดวงนั้น หลวง พ่อท่านก็เริ่มบริกรรมภาวนาโดยเอาผ้าอาบน้ำฝนที่ท่านนำติดตัวมาด้วยพันกัน และขมวดให้แน่นๆ สักพักหนึ่งดาวดวงนั้นก็ค่อยๆ หรี่แสงลงไปจนกับดับหายไปจากท้องฟ้าเลยทีเดียว แล้วหลวงพ่อก็ค่อยๆ คลายผ้าอาบน้ำฝนนั้น ดาวประจำเมืองก็ค่อยๆ เพิ่มแสงมากขึ้นเรื่อยๆ จนมีแสงนวลใสตามปกติของดวงดาว การดับดาวนี้หลวงพ่อท่านทำให้ดูหลายครั้งด้วยกันในเวลาที่ท่านเห็นว่าสมควร หรือตามวาระโอกาสที่พอจะอำนวยให้ ซึ่งบางครั้งที่ท่านเคยแสดงให้ลูกศิษย์ใกล้ชิดดู โดยถามว่า เธอต้องการให้ดับดาวดวงไหน ให้ลองชี้มาแล้ว ท่านจะดับให้ดู ครั้นพอลูกศิษย์บอกว่าต้องการดูดวงไหนดับแล้ว ท่านจะบริกรรมคาถาสักครู่ แล้วชี้ไปที่ดาวดวงนั้น ซึ่งแสงดาวก็จะหายวับดับไปในทันที ราวกับปาฏิหารย์ แสดงว่า พลังจิตของท่านสูงส่งมากทีเดียว สามารถเพ่งกระแสจิต แล้วชี้ไปที่ดวงดาว จนแสงดาวที่กระพริบอยู่นั้น ดับวูบลงไปทันที

    เมื่อครั้งที่เริ่มทำถนนสายวัดใหม่หนองพะองไปต่อเชื่อมกับถนนสายเลียบคลองภาษีเจริญ ฝั่งทิศเหนือ เริ่ม ทำตั้งแต่เป็นถนนดินแล้วมาเป็นถนนลูกรัง โดยผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และหลวงพ่อได้ติดต่อขอลูกรังมาทำถนนโดยว่าจ้างรถบรรทุกสิบล้อมาถมทำถนน เมื่อทำการบรรทุกมาได้ประมาณครึ่งหนึ่งของระยะทาง รถบรรทุกลูกรังวิ่งมาบนสะพานไม้ ได้เกิดการทรุดตัวของไม้สะพาน ทำให้ล้อรถตกลงไปในช่องสะพานไม้ ไม่สามารถจะนำรถขึ้นไปพ้นจากหลุมไม้สะพานนั้นได้ แม้ว่าจะเอารถมาฉุดลากดึงขึ้นมา ก็ไม่ได้ เถ้าแก่รถจึงมาแจ้งให้หลวงพ่อทราบว่ารถติดอยู่บนสะพานข้ามไปไม่ได้เอารถมา ลากก็ไม่ขึ้น หลวงพ่อจึงบอกให้ช่วยกันเข็นขึ้นสิ เถ้าแก่บอกว่าไม่ขึ้นหรอกเสียแรงเปล่าๆ หลวงพ่อบอกให้ไปช่วยกันเข็นแล้วจะขึ้นมาเองแหละ เถ้าแก่ก็บอกว่า ถ้าเข็นขึ้นมาได้จะเอาลูกรังมาถมถนนให้เสร็จเลยทีเดียว หลวงพ่อจึงครองผ้าแล้วเดินไปที่รถบอกคนขับให้เตรียมติดเครื่องแล้วก็เอามือ แตะที่ตัวถังรถ สักประเดี๋ยวก็บอกให้คนขับเดินหน้าแล้วเร่งเครื่องไปเลยนะ พอเร่งเครื่องสักประเดี๋ยวเดียวก็สามารถเดินหน้ารถขึ้นจากสะพานนั้นได้ เถ้าและคนขับก็สงสัยว่ามันขึ้นมาได้อย่างไรทั้งที่ก่อนหน้านั้นเอารถมาดึง ยังไม่ขึ้นมาเลย แล้วคนเข็นเพียงไม่กี่คนก็สามารถขึ้นมาได้ เถ้าแก่คนนั้นจึงมาทำถนลูกรังจนเสร็จเรียบร้อย และมากราบนมัสการหลวงพ่อเสมอมา
    วัตถุมงคลที่สร้างในสมัยที่หลวงพ่อทองอยู่ ยังมีชีวิตอยู่ เมื่อเทียบกับพระเกจิอาจารย์อื่น ๆ ที่ร่วมสมัยเดียวกัน อย่างเช่น หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี , หลวงปู่สุด วัดกาหลง, หลวงปู่ธูป วัดแคนางเลิ้ง, หลวงพ่อพริ้ง วัดโบสถ์โก่งธนู ฯลฯ แล้ว ถือว่า น้อยมาก และมีเพียงไม่กี่แบบ เท่า ที่ทราบมี เหรียญรุ่นแรก สร้างปี พ.ศ. ๒๕๐๙ จากนั้นก็มีเหรียญรุ่นต่าง ๆ อีกเพียงไม่กี่รุ่น, พระกริ่งสุตาธิการี, พระกริ่งตั๊กแตน ฯลฯ เนื่องจากท่านเป็นศิษย์สายวัดสุทัศน์ เคยอยู่วัดสุทัศน์มาก่อน พระกริ่งของท่านจึงได้รับความนิยมอย่างมาก ใช้แทนพระกริ่งวัดสุทัศน์ได้เลย นอกนั้นก็เป็นพวก พระปิดตา, ล็อกเก็ต, ภาพถ่าย, ท้าวเวสสุวัณ (ขนาดบูชา) เป็นต้น
    พระเครื่องที่ ได้รับความนิยมสูงสุด ท่านสร้างมาก่อนปี พ.ศ. ๒๕๐๐ คือ พระสมเด็จ มีพระสมเด็จเนื้อผงขาว และ พระสมเด็จเนื้อผงใบลาน (สีดำ) มีหลาย พิมพ์ แต่ที่เป็นที่รู้จักแพร่หลาย และถือเป็นเอกลักษณ์ของท่านก็เห็นจะเป็น “สมเด็จหลังยันต์” และ“สมเด็จหลังเสือเผ่น” ซึ่งสร้างมา ๒ – ๓ รุ่น หลายรูปแบบ (เสือเล็ก & เสือใหญ่) หลายพิมพ์ ปัจจุบันเป็นที่เสาะแสวงหาของนักนิยมสะสมพระเครื่องอย่างกว้างขวาง
    พระสมเด็จเนื้อผงของท่าน ท่านสร้างจากผงวิเศษที่ท่านเก็บสะสมไว้ และทำไว้ด้วยตัวของท่านเอง ท่าน มีความสามารถลบผงวิเศษทั้ง ๕ ประการ คือ ผงปถมัง ผงอิทธิเจ ผงมหาราช ผงพุทธคุณ และผงตรีนิสิงเห ตามตำรับเดียวกับสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ได้อย่างเข้มขลัง โดยผสมน้ำมันจันทร์หอม ลงไปในเนื้อพระดังกล่าวด้วย ทำให้พระสมเด็จของท่านนั้น มีพุทธคุณโดดเด่นไปด้วยเมตตามหานิยม อุดมลาภผล แคล้วคลาด และคงกระพันชาตรี เรียกว่าสมเด็จทุกรุ่นของท่านนั้น มีมวลสารสุดยอดจริง ๆ มีทั้งผงสมเด็จเก่า ๆ ที่หลวงพ่อได้รวบรวมไว้ เช่น ผงแตกหักของพระวัดระฆัง ผงแตกหักของพระกรุวัดบางขุนพรหม ซึ่ง แต่ก่อนนั้นหาได้ไม่ยากนัก และที่สำคัญ คือ ผงของวัดพระยาบึงสุเรนทร์ (หลวงปู่ทองเป็นประธานการปลุกเสก) ดังนั้น ในแต่ละรุ่นจึงสร้างได้น้อย และมีไม่มากนัก เพราะท่านพิถีพิถันในการสร้างพระสมเด็จเป็นอย่างมาก ไม่ให้เสียชื่อสำนัก และครูบาอาจารย์ก็ว่าได้

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    พระสมเด็จหูบายศรีฐานบัวหลังเสืออ้วน เนื้อผงผสมเกศา องค์นี้ ลงกล้องส่องพรระจะเห็นเกศาชัดเจน ด้านหลัง องค์พระ บริเวณตัว เสือ

    ให้บูชา 450 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260224_182254.jpg IMG_20260224_182324.jpg
     
  12. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,127
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1771857933225.jpg

    หลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่ม องค์นี้ แม้แต่พระอภิญญาอย่าง หลวงพ่อฤาษีลิงดำ แห่งวัดท่าซุง ยังยกย่องและยอมรับว่าหลวงพ่อจวนท่านนี้เก่งจริงๆๆพลังจิตกล้าแกร่งเหลือเกิน
    หลวงพ่อจวน เป็นพระองค์หนึ่ง ที่หลวงพ่อฤาษีฯ ให้ลูกศิษย์ไปกราบ และทำบุญด้วย เนื่องจากหลวงพ่อ ไปเจอหลวงพ่อจวนที่พระจุฬามณี โดยหลวงพ่อจวนไปทั้งกายเนื้อ
    มีอยู่เที่ยวหนึ่งหลวงพ่อท่านบอกว่า " เฮ้ย ! พวกแกลองสืบดูซิ มีหลวงตาองค์หนึ่งขาว ๆ ท้วม ๆ ล่ะนะ ชื่อ จวน อยู่สิงห์บุรี ลองดูสิว่ามีพระชื่อนี้อยู่สิงห์บุรีวัดไหน ช่วยบอกให้ด้วยหาไม่ยากหรอก ท่านดังด้วย หลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่ม"
    ถาม : หลวงพ่อหาทำไมครับ
    ท่านบอกว่า : "วันก่อนขึ้นไปพระจุฬามณีเห็นหลวงตาจวนเดินตุ๊บ ๆ ตั๊บ ๆ อยู่ เขาเก่งว่ะ เขาไปทั้งตัวเลย ไม่ได้ใช้มโนมยิทธิถอดจิตไปนะนั่น เล่นไปทั้งตัวเลยล่ะ"
    ถาม : ยังอยู่ไหมครับ ?
    ตอบ : เรียบร้อยไปแล้ว ถ้าอยู่ไม่กล้าเล่ากลัวท่านเหยียบเอา (หัวเราะ) วัดหนองสุ่ม ขาว ๆ ยิ้มทั้งวันน่ะ น่ารักมาก....
    "สมัยที่หลวงพ่อจวนยังอยู่ จะไม่ให้ทำหนังสือวัตถุมงคล ท่านบอกว่า ของ ๆ ฉันถ้าจะดังเดี๋ยวดังเอง"
    หลวงพ่อจวนได้ละสังขารอย่างสงบ เมื่อวันที่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๕๓๖ สิริอายุได้ ๗๙ ปี พรรษา ๕๕
    หมายเหตุ: "พระจุฬามณี"
    หมายถึง เจดีย์พระจุฬามณี"บนสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์
    สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีปราสาทเนรมิต กับมี พระเจดีย์จุฬามณี อันเป็นที่ประดิษฐานพระเมาลีของพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งเสด็จออกมหาภิเนกษกรมณ์ และเมื่อพระพุทธองค์นิพพานแล้วก็ได้เป็นที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้วองค์ขวาด้วย
    ขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ
    พระรูปเหมือนหลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่ม รุ่นพิเศษ ๒ องค์ มีกล่อง ๑ องค์ และ ไม่มีกล่อง

    ให้บูชา 200 บาทค่าจัดส่งด่วน 30

    IMG_20260223_214210.jpg IMG_20260223_214234.jpg IMG_20260223_214256.jpg
     
  13. danaitorn

    danaitorn Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 กันยายน 2015
    โพสต์:
    336
    ค่าพลัง:
    +265
    ขอบูชาพระผงรูปเหมือนลป.เดินหนทาทองกับเหรียญวัดถ้ำพระโพธิสัตว์
     
  14. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,127
    ค่าพลัง:
    +21,459
    รับทราบครับขอบคุณครับ
     
  15. Jumbo A

    Jumbo A เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 กุมภาพันธ์ 2008
    โพสต์:
    14,127
    ค่าพลัง:
    +21,459
    FB_IMG_1771765798081.jpg FB_IMG_1771765708408.jpg

    เหรียญหลวงปู่พระครูเทพโลกอุดร ปู่โทน หลำแพร วัดอุทัยธรรมาราม (ควนนาโหนด) จังหวัดพัทลุง ปี ๒๕๓๗ รุ่น ๑
    เหรียญนี้อธิฐานจิตปลุกเสกโดยปู่โทน หลำแพร ฆราวาสศิษย์ในดงหลวงปู่เทพโลกอุดร

    ปู่โทน หลำแพร ลูกศิษย์ฆราวาสของหลวงปู่เทพโลกอุดร โดย ทวีวัฒน์ เติมฤทธิ์ (อู๋)

    ท่านเป็นลูกศิษย์ฆราวาสของหลวงปู่เทพโลกอุดร และจัดทำจีวรผืนขนาดใหญ่ที่สั่งตัดเย็บพิเศษถวายให้แก่หลวงปู่ทุกปี ปู่โทนท่านเก่งคาถาอาคมหลายอย่าง รับดูดวงด้วยลูกแก้วครั้งละ 4 บาท ตอนที่ผมไปหาท่านนั้นท่านมีอายุ 115 ปีแล้ว (ปี 2543) ปู่โทนเล่าว่าหลวงปู่เทพโลกอุดรเคยพาท่านไปเที่ยวที่ป่าหิมพานต์และยังได้เห็นต้นมัคนารีผลอีกด้วย โดยหลวงปู่ให้ปู่โทนเกาะหลังท่านแล้วพาเหาะไปป่าหิมพานต์ ปู่บอกว่าขณะที่เหาะนั้นหลวงปู่ใหญ่บอกให้ท่านหลับตา ท่านได้ยินแต่เสียงลมดังอื้อๆ ที่่หูตลอดเวลา

    ผม (อู๋) รู้จักกับทหารบกผู้หนึ่งเล่าว่าได้ไปหาปู่โทนที่บ้าน ปู่โทนได้พูดขึ้นมาทันทีที่เห็นหน้าท่านครั้งแรกว่า “เมื่อวานนี้หลวงปู่ใหญ่ท่านมาบอกว่าจะมีคนมาถวายจีวรให้ท่าน (ซึ่งก็คือทหารท่านนั้น) มันถูกย...แต่ปู่ช่วยเอาไว้” ซึ่งก็เป็นความจริง เพราะเมื่อวานเขาถูกชายชู้ที่มากับภรรยาย..เข้าที่กลางหลังแต่ไม่เข้า เมื่อเป็นเช่นนี้ผมจึงเชื่อว่าปู่โทนสามารถติดต่อกับหลวงปู่ใหญ่ได้จริง

    ปู่โทนท่านมีม้าไม้ตัวเล็กๆ พร้อมแส้พกติดตัวอยู่ โดยเมื่อต้องการที่จะไปพบหลวงปู่เทพโลกอุดร ท่านก็จะเสกม้าไม้ให้ลอยขึ้นไปในอากาศแล้วขึ้นขี่ไปที่ถ้ำวัวแดงเพื่อพบกับหลวงปู่เทพโลกอุดรได้อย่างรวดเร็ว

    ครั้งหนึ่งผม (อู๋) ได้ดูเหล็กไหลของปู่โทนซึ่งมีสีเทาอ่อนขนาดใหญ่กว่านิ้วโป้งเล็กน้อย ที่แปลกกว่าเหล็กไหลอื่นก็ตรงที่นอกจากจะดูดเหล็กเหมือนเหล็กไหลทั่วไปได้แล้ว ยังสามารถดูดทองเหลือง อลูมิเนียมและโลหะอื่นๆ ได้ด้วย ผิวของเหล็กไหลก็ไม่แข็งเหมือนเหล็กแต่มีลักษณะหยุ่นๆ นิ่มเล็กน้อย เมื่อสัมผัสจะรู้สึกว่าเหมือนจับผิวหนังมนุษย์ คือผิวนิ่มๆ แต่เมื่อกดลงไปจะมีความรู้สึกแข็งข้างใน เหล็กไหลนี้มีรูปร่างเหมือนปลัดขิกขนาดยาวประมาณ 3 นิ้ว มีน้ำหนักเกินตัว

    ปู่โทนบอกว่าเหล็กไหลนี้หลวงปู่เทพโลกอุดรให้ท่านมา แล้วท่านก็แสดงความมหัศจรรย์ให้ดู โดยท่านเอาเหรียญ 10 บาท วางลงบนพื้นโต๊ะไม้เก่าๆ แล้วท่านก็เอาเหล็กไหลนั้นสอดไปไว้ใต้โต๊ะ พอเหล็กไหลเลื่อนไปทางไหน เหรียญ 10 บาทก็วิ่งตามไปตรงนั้น คือเหล็กไหลนี้มีพลังแรงมากสามารถดูดเหรียญ 10 บาทผ่านความหนาของพื้นโต๊ะไม้หนาๆ ให้วิ่งไปวิ่งมาได้อย่างสบาย และเมื่อนำเหล็กไหลไปดูดที่มือจับของหน้าต่างซึ่งทำด้วยทองเหลืองก็สามารถดูดติดได้ทันที เอาไปดูดที่ขอบกระจกซึ่งทำด้วยอลูมิเนียมก็ดูดติดอีก แปลกจริงๆ

    ท่านบอกผมว่าถ้าอยากได้จะขายให้ผมในราคา 2 หมื่นบาท แต่ผมมีเงินติดตัวไปเพียง 5 พันบาทเลยไม่ได้เหล็กไหลประหลาดก้อนนั้นมา พอกลับมาถึงบ้านแล้วกลับนึกเสียดายที่ไม่ได้เอาเหล็กไหลนั้นมา เพราะต่อให้ไปหาที่ไหนก็ยากที่จะหาเหล็กไหลแบบนั้นได้อีก และเชื่อว่าเหล็กไหลก้อนนี้จะเป็นเหล็กไหลประเภทมหาเมตตาเพราะดึงดูดทุกอย่างเข้ามาที่ตัว…ถ้าผมได้มาจริงๆ ตอนนี้ผมก็อาจจะมีเมีย 4 คน เหมือนกับปู่โทนก็เป็นได้

    ก่อนจะกลับผมได้ถามท่านว่า “ปู่คิดว่าตอนนี้ในเมืองไทยมีพระองค์ไหนที่ถือว่ามีคุณธรรมและคุณวิเศษเก่งที่สุด” ปู่ตอบว่า “ปู่คิดว่าหลวงปู่สรวงที่บ้านละลมเก่งที่สุด ตอนนี้คงไม่มีใครจะเก่งไปกว่าท่านอีกแล้ว” หลังจากนั้นไม่นานผมจึงต้องดั้นด้นไปกราบหลวงปู่สรวงเป็นครั้งแรก….จริงตามที่ปู่บอกไว้ครับ

    เรื่องเล่าของปู่โทนต่อไปนี้ ได้กล่าวสัมภาษณ์ให้แก่นักเขียนท่านหนึ่งคือคุณสิทธา เชตวัน

    ปู่โทน หลำแพร เป็นชาวบ้านโพธิไทร อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี เมื่อสมัยยังเป็นหนุ่มน้อยได้บวชเป็นสามเณรอยู่ ๓ พรรษา และอุปสมบทเป็นพระภิกษุต่ออีก ๒ พรรษา ขณะที่บวชเรียนอยู่นั้น ปู่โทนก็สนใจในวิชาวิปัสสนากรรมฐาน ได้เคยศึกษาและปฏิบัติ จากพระอาจารย์ผู้มีความรู้ทางด้านนี้หลายรูป ต่อมาแม้เมื่อได้ลาสิกขาออกมาครองเพศฆราวาสแล้ว ปู่โทนผู้นี้ก็ยังสนใจในวิชาวิปัสสนากรรมฐานอยู่ พยายามหาโอกาสออกแสวงหาสถานที่วิเวกเพื่อบำเพ็ญธรรม อยู่เสมอ ขณะที่ท่านมีอายุได้ประมาณ ๓๐ ปี ครั้งหนึ่งก็ได้ออกไปแสวงหาสถานที่วิเวกเพื่อบำเพ็ญ และในที่สุดก็ได้พบกับสถานที่ที่ต้องการแห่งหนึ่ง คือในถ้ำพระ ซึ่งอยู่หลังเขาช่องแค อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์

    คืนหนึ่งขณะที่ท่านนั่งสมาธิอยู่ พอจิตได้อารมณ์เป็นสมาธิแน่วนิ่งแล้วก็บังเกิดความประหลาดขึ้น โดยมีพระภิกษุรูปหนึ่งได้ปรากฏให้เห็นในนิมิต ตามคำบอกเล่าของปู่โทนบอกว่า พระภิกษุรูปนั้น มีลักษณะเหมือนคนโบราณ แต่ผิวพรรณผ่องใส มีสง่าราศีน่าเคารพนับถือ ดูจากรูปร่างภายนอกแล้วเห็นว่ายังหนุ่มแน่นแต่ศีรษะมีหงอกขาวโพลน ครั้นได้เห็นพระภิกษุรูปนั้น ปู่โทนก็เข้าใจว่าคงจะเป็นพระอาจารย์ทางวิปัสสนากรรมฐานผู้มีญาณวิเศษ สามารถถอดจิตมาสนทนากันได้ในนิมิต และการมาของท่านก็คงจะมาเพื่่อสนทนาธรรมหรือช่วยชี้แนะข้อธรรมกรรมฐานที่ท่านติดขัดอยู่ ปู่โทนจึงได้เรียกถามท่านไป (ในนิมิต) ว่า

    “พระคุณเจ้าเป็นใคร”
    พระภิกษุหนุ่มผู้มีสง่าราศีน่าศรัทธายิ่งรูปนั้น ก็ตอบให้ทราบว่า ท่านคือหลวงปู่เทพโลกอุดร เป็นพระธุดงค์อาศัยอยู่ตามป่าเขาลำเนาถ้ำเป็นวัตร ที่มานี่ก็เพื่อต้องการจะมาชี้แนะธรรมปฏิบัติบางอย่าง เพราะเห็นว่าอุบาสกโทนยังปฏิบัติไม่ถูกต้อง ปู่โทนได้ทราบอย่างนั้นก็ปลื้มปิติยิ่งนัก ที่จะได้มีพระอาจารย์ผู้มีความรอบรู้มีคุณวิเศษเลิศล้ำ มาเมตตาชี้แนะข้อธรรมให้ ซึ่งบัดนั้นปู่โทนไม่ได้ทราบว่า หลวงปู่เทพโลกอุดร ที่ว่านั้นเป็นใครมาจากไหน เพราะว่า ท่านไม่เคยได้พบเจอ หรือได้ยินได้ทราบกิตติศัพท์มาก่อนว่า ท่านผู้นี้อยู่ที่ไหนแต่ปู่โทนก็ยินดีที่จะน้อมรับคำแนะนำเรื่องการวิปัสสนาจากพระภิกษุผู้มาอย่างแปลกประหลาดรูปนี้

    หลังจากนั้นหลวงปู่เทพโลกอุดรก็เมตตาชี้แนะวิธีทำกรรมฐานให้กับปู่โทนอธิบายจนปู่โทนเข้าใจดีแล้ว ก็หายวับไป ปู่โทนกลับคืนอารมณ์ปกติ แต่ก็ยังจำเหตุการณ์นั้นได้ติดตา และยังปลื้มปิติไม่หาย ปู่โทนได้คำแนะนำนั้นมาปฏิบัติจนเห็นผลในเวลาไม่นาน ครั้นบำเพ็ญธรรมกรรมฐานอยู่ที่นั่นพอสมควรแล้วปู่โทนก็กลับมายังบ้าน เพื่อประกอบสัมมาอาชีพเลี้ยงครอบครัวต่อไป แต่แม้ว่าปู่จะกลับมาอยู่บ้าน แต่ก็ไม่เลิกทำกรรมฐานเสียเลย ยังคงบำเพ็ญอยู่อย่างสม่ำเสมอ แต่ก็น้อยกว่าเวลาไปบำเพ็ญในที่วิเวกตามป่าเขาลำเนาถ้ำเท่านั้นเอง

    และหลังจากนั้นปู่โทนก็ได้หาโอกาสไปบำเพ็ญธรรมที่ถ้ำพระนั้นอีก และก็ได้พบพระอาจารย์ในนิมิต ที่ท่านรู้จักในนาม หลวงปู่เทพโลกอุดรมาคอยชี้แนะข้อธรรมะให้อีก และสอนในระดับสูงขึ้น ๆ ปู่โทนไปอยู่ศึกษาวิปัสสนากรรมฐานกับพระอาจารย์ในนิมิคที่นั่นอยู่เป็นนานพอสมควร จนกระทั่งวันหนึ่ง พระอาจารย์หลวงปู่เทพโลกอุดรก็ได้บอกให้กับศิษย์คือ ปู่โทนถอนจิตออกจากสมาธิแล้วลืมตาขึ้น บัดนั้นเอง ปู่โทน ศิษย์ผู้ที่เคยแต่ได้เห็นอาจารย์แต่เพียงในนิมิต ก็ได้เห็นพระอาจารย์หลวงปู่เทพโลกอุดรด้วยตาเนื้อจริงๆ

    เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนักเพราะว่ารูปร่างลักษณะของพระอาจารย์หลวงปู่เทพโลกอุดร ที่ศิษย์ปู่โทนได้เห็นด้วยตาเปล่าในขณะนั้นเหมือนกับที่ได้เห็นในนิมิตอย่างไม่ผิดเพี้ยนเลย เพราะเหตุนี้เอง ในเวลาต่อมาปู่โทนจึงเชื่อว่า หลวงปู่เทพโลกอุดรนั้นท่านยังไม่ได้มรณภาพ ท่านยังมีชีวิตอยู่ แต่ท่านอยู่ในที่ของท่านและท่านไม่ค่อยจะปรากฏให้ใครได้เห็นง่าย ๆ คนที่จะได้เห็นท่านนั้น จะต้องเป็นผู้ที่มีบุญวาสนา หรือเคยบุญเกี่ยวข้องกันมาแต่ชาติปางก่อน ตั้งแต่นั้นมาการเรียนการสอนจึงได้ดำเนินมาทั้งในนิมิต และภาพจริงๆ

    วิชาความรู้ที่หลวงปู่เทพโลกอุดรได้ถ่ายทอดให้กับศิษย์ ปู่โทน หลำแพร ในตอนนั้น นอกจากจะเป็นวิชาเกี่ยวกับการนั่งวิปัสสนากรรมฐานแล้ว ท่านยังได้สอนในเรื่องเวทมนตร์คาถา เพราะท่านสามารถกำหนดจิตทราบได้ว่า ปู่โทนต้องการจะเด่นในทางทรงฤทธิ์เดชและนอกจากนั้นแล้วท่านยังได้สอนวิชาแพทย์แผนโบราณ การใช้ยาสมุนไพรต่าง ๆ ประกอบยาให้ด้วย

    ซึ่งในเวลาต่อมาปู่โทนก็ได้ใช้วิชาความรู้เหล่านี้มาช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้รอดพ้นจากการถูกทรมานด้วยโรคร้าย และนอกจากนั้นแล้ว ท่านยังได้เป็นผู้เชี่ยวชาญและแนะนำการวิปัสสนากรรมฐานให้แก่บุคคลทั่วไป ถือได้ว่า ท่านเป็นวิปัสสนาจารย์ที่เป็นฆราวาสผู้มีความรอบรู้คนหนึ่ง เมื่อครั้งที่อยู่ศึกษาวิชาต่าง ๆ กับหลวงปู่เทพโลกอุดรนั่น ปู่โทนได้เปิดเผยถึงประสบการณ์ ที่ท่านประทับใจมากอย่างหนึ่ง และผู้เขียนเห็นว่าเป็นเหตุการณ์ที่แปลกประหลาดเป็นยิ่งนัก แต่เมื่อนำมาเล่าแล้วท่านผู้อ่านจะเชื่อหรือไม่ ก็สุดแต่ท่าน ขอให้ใช้วิจารณญาณพิจารณาเอาเอง

    เรื่องที่ว่านี้ก็คือเรื่องที่หลวงปู่เทพโลกอุดรได้พาศิษย์ คือ ปู่โทนไปท่องป่าหิมพานต์ หลังจากที่ปู่โทน ได้ศึกษาธรรมปฏิบัติกับอาจารย์หลวงปู่เทพโลกอุดรจนมีความสามารถพอสมควรแล้ว วันหนึ่ง หลวงปู่เทพโลกอุดรได้บอกกับปู่โทน หลำแพร ผู้เป็นศิษย์ว่า

    “อยากจะไปเที่ยวป่าหิมพานต์ไหม”

    ปู่โทนได้ยินดังนั้นก็ให้ตกใจเล็กน้อย เพราะคิดว่าป่าหิมพานต์มีอยู่จริงหรือ เพราะเท่าที่ท่านทราบจากการศึกษาพระพุทธศาสนาก็พอจะทราบป่าหิมพานต์ที่ว่านี้ ก็คือป่าในเขตหนาว ซึ่งก็อยู่ในแถวเทือกเขาหิมาลัยโน่น แต่อย่างไรก็ตามท่านยังไม่เคยได้ยินได้ทราบว่ามีใครได้เคยไปเที่ยวป่าหิมพานต์นั้นมาก่อน จึงพากันคิดว่าป่าหิมพานต์เป็นเพียงแต่ฉลากสถานที่แห่งหนึ่งที่กล่าวถึงในพระเวสสันดรชาดก ซึ่งถือเป็นนิยายปรัมปรา หรือเทพนิยายทางตะวันออกก็ว่าได้ คิดไม่ถึงว่าจะมีอยู่จริง และสามารถที่จะไปเที่ยวได้ แต่อย่างไรปู่โทน ก็ศรัทธาและเชื่อมั่นในความเหนือธรรมดาของพระอาจารย์รูปนี้ ปู่จึงคิดว่าอาจารย์ไม่ได้พูดเล่นเป็นแน่ จึงตอบไปว่า

    “อยากไปขอรับ”

    ถึงแม้ว่าจะตอบรับไปแล้วแต่ปู่โทนก็ยังไม่วายสงสัยว่า อาจารย์จะพาตนไปที่นั่นได้อย่างไร ทั้งนี้ก็เพราะว่าตนยังคิดไม่ออกว่า เจ้าป่าหิมพานต์ที่ว่านั้นเป็นอย่างไรกันแน่ ต้องไม่ใช่อยู่ใกล้ๆแน่ และที่สำคัญการเดินทางไปที่นั่น ต้องไม่มีการคมนาคมสะดวกสบายเหมือนกับเดินทางไปสู่ถิ่นเจริญอื่นๆ เป็นแน่แท้ เพราะว่าถ้าเป็นเช่นนั้นก็คงจะมีใครต่อใครดั้นด้นเดินทางไปถึงมาแล้ว แล้วคงจะมีคนกลับมาเล่าให้ฟังกันบ้างแล้ว ปู่โทนจึงได้ถามหลวงปู่เทพโลกอุดรว่า

    “จะไปที่นั่นกันอย่างไรหรือขอรับ”

    หลวงปู่ตอบว่า “จะให้ปู่โทนขี่หลังท่านไป”

    ปู่โทนก็ยังสงสัยอยู่ว่าจะเป็นไปได้อย่างไร จะให้ศิษย์ขี่หลังเหาะไปอย่างนั้นหรือ แต่ท่านเชื่อว่า อาจารย์ผู้เลิศด้วยฤทธิ์อภิญญา เหนือโลกท่านนี้จะต้องพาตนไปยังที่ป่าหิมพานต์นั้นได้อย่างแน่นอน จึงไม่ได้ซักไซร้ให้มากความ เมื่อตกลงกันเช่นนั้นแล้วหลวงปู่เทพโลกอุดร ก็ได้นัดแนะวันที่จะนำศิษย์เอกเดินทางไปชมป่าหิมพานต์ว่า จะไปกันในอีก ๗ วันข้างหน้า พร้อมกันนั้นท่านก็ได้กำชับศิษย์เอกว่า

    “ในวันนั้น ให้แต่งกาย นุ่งขาว ห่มขาว และเมื่อเดินทางไปถึงป่าหิมพานต์แล้วก็ให้สำรวมกาย วาจา ใจ อย่างเคร่งครัด อย่าตื่นกลัวและห้ามซักถามใดๆ”

    ในที่สุดกำหนดการเดินทางไปท่องดินแดนมหัศจรรย์ก็มาถึง วันนั้นปู่โทนแต่งกายด้วยชุดขาว ตามที่หลวงปู่เทพโลกอุดรสั่ง หลังจากนั้นก็นั่งสมาธิแผ่เมตตาไปทั่วสากลโลก ออกจากสมาธิแล้ว ก็ได้นั่งรอการมาของหลวงปู่เทพโลกอุดร แต่เพียงนึกถึงเท่านั้น หลวงปู่เทพโลกอุดรก็มาปรากฏกายอยู่ตรงหน้า มาถึงแล้วหลวงปู่เทพโลกอุดรก็ได้ซักซ้อมความเข้าใจกับศิษย์อีกครั้ง โดยถึงการปฏิบัติเมื่อเดินทางไปถึงป่าหิมพานต์ ครั้นซักซ้อมกันเข้าใจดี หลวงปู่ก็เอาผ้าสีดำผืนหนึ่งมาปิดตาลูกศิษย์เอกจากนั้นก็ให้เกาะหลังท่าน พาหายไปจากที่นั่นในขณะเดินทางอยู่นั้นปู่โทนจึงไม่ได้เห็นอะไรเลย เพราะมีผ้าปิดตาอยู่ แต่เมื่อพาไปถึงที่หมาย หลวงปู่ก็แก้ผ้าดำที่ปิดตาศิษย์อยู่ออก จากนั้นปู่โทนจึงได้เห็นอะไรต่อมิอะไรในดินแดนมหัศจรรย์แห่งหนึ่ง ต่อมาปู่ท่านได้นำมาเปิดเผยว่า

    “เห็นต้นไม้ใหญ่ สูงมาก แผ่กิ่งก้านสาขาทึบร่มครึ้มคล้ายต้นมะม่วง ใบยาวคล้ายๆ ใบกล้วย ออกดอกออกช่อ ห้อยโตงเตงเป็นร่างผู้หญิงสาวสวยมาก สวยคล้ายนางฟ้า ดอกหนึ่งมีผู้หญิงสาวสองคนห้อยโตงเตงอยู่ด้วยกัน บางดอกก็เพิ่งเป็นตัวตน งอตัวคล้ายทารกงอตัวอยู่ในท้องแม่อย่างนั้นแหละ ท่านพระครู (หลวงปู่เทพโลกอุดร ) ไม่ได้บอกว่าเป็นต้นอะไร แต่ฉันก็รู้ได้ทันทีว่านี้คือต้นดอกนารีผลในป่าหิมพานต์ เวลานี้ได้มาถึงป่าหิมพานต์แล้วเป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก ฉัน (ปู่โทน) ตะลึงลานไปหมด เอามือขยี้ตาตัวเองว่าฝาดไปหรือเปล่า ก็ไม่ได้ตาฝาด หยิกเนื้อหยิกตัวเองดูก็เจ็บ ไม่ได้ฝันไปเลย

    นารีผลแขวนโตงเตงดารดาษเต็มไปหมดทั้งต้น ส่งกลิ่นหอมตลบไปหมด หอมเหลือเกิน หอมอย่างเครื่องหอมที่ไม่มีในโลก ฉันเคลิบเคลิ้มงงงวย หัวใจยังงี้รู้สึกเหมือนจะลอยจากร่าง ใต้ต้น (นารีผล) โล่งเตียนสะอาดสะอ้าน คล้ายมีคนมากวาดไว้เรียบร้อย อากาศหนาวเย็นมาก รู้สึกว่าเป็นเขากว้างมาก มีภูเขาสูงๆ ล้อมรอบ ยอดเขามีหิมะปกคลุม นารีผลนั้นไม่เห็นพูดแต่รู้สึกว่ามีชีวิตจิตใจ สวยจริงๆ เคลิบเคลิ้มเกิดอารมณ์เสน่หารัญจวนใจจนรู้สึกใจหวิวๆ จะขาดรอนเสียให้ได้ตรงนั้น เลยต้องกลับ”

    ที่มา
    เว็บเรารักวัดหลวงพ่อสด

    ขอขอบคุณท่านเจ้าของบทความข้อมูลที่มาอย่างสูงครับ

    ให้บูชา 350 บาทค่าจัดส่งด่วน 30 บาทครับ

    IMG_20260225_165746.jpg IMG_20260225_165819.jpg
     

แชร์หน้านี้

Loading...